ตั้งปณิธาน ปฏิญาณตน ของนักเรียน : กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดย ดร.ดำรงค์ ชลสุข

ตามที่ผู้เขียนได้ลงบทความในมติชนรายวันเรื่อง “โครงการเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาทกับการพัฒนาจริยธรรม-คุณธรรมของนักเรียน/นักศึกษา” เมื่อวันพุธที่ 21 พฤศจิกายน 2561 และได้กล่าวถึงการตั้งปณิธานของนักเรียน นั้น

ผู้อ่านหลายท่านถามว่า “การตั้งปฏิธาน” ของนักเรียน มีความเกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างไร? และมีหลัก-วิธีการอย่างไร? ฉะนั้นบทความนี้จะได้กล่าวถึง 1) ความหมายของปณิธาน ปฏิญาณ ปฏิญญา การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 2) หลักการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 3) วิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

4) ตัวอย่าง-ปฏิธาน ปฏิญาณ และปฏิญญา และ 5) สรุปและเสนอแนะ

1. ความหมาย

1.1 ปณิธาน (determination) คือ การตั้งปรารถนา ความตั้งใจแน่วแน่ความตั้งใจที่จะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้

1.2 ปฏิญาณ (promise) คือ คำรับรองซึ่งบุคคลหนึ่งให้ไว้กับบุคคลอื่นว่าจะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง

1.3 ปฏิญญา (declaration) คือ การให้คำมั่นสัญญาโดยถือเอาความสุจริต หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ตั้ง เพื่อจะปฏิบัติตามที่ตกลงไว้

1.4 การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (behavior moderation) คือกระบวนการรักษาที่ต้องอาศัยทฤษฎีตอบสนองแบบแสดง (operant conditioning theory) ของสกินเนอร์ (B.F.Skinner,1904-1990) ซึ่งต้องการขจัดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ออกไป โดยใช้การเสริมแรงทางบวกและการเสริมแรงทางลบ

2.หลักการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม : ผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านมีหลักการ ดังนี้

2.1 วิกรม กรมดิษฐ์ (2561) : ใช้หลัก “seeing is believing” การได้เห็นได้ดูได้เยี่ยมชมได้ทัศนศึกษา-ดูงานทำให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาเชื่อถือ

2.2 พระพรหมบัณฑิรา (2535) : ใช้หลัก understanding (เข้าใจ) internalize (ศรัทธา,เชื่อถือ) apply (นำไปใช้)

จากข้อ 2.1 ขออธิบายพร้อมยกตัวอย่างได้ว่าในการจะก่อตั้งหรือเปิดธุรกิจใหม่นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ก่อตั้งต้องไปดูงานหลายแห่งทั้งในและต่างประเทศ ให้เห็นชัดด้วยสายตาของตนเอง (seeing) ให้ชัดเจนว่าบริษัทนั้นๆ เขาทำไรบ้าง มีขั้นตอนอย่างไร? ตั้งแต่ขั้นต้นจนถึงขั้นสุดท้าย เมื่อเห็นด้วยสายตาแล้วจะเกิดความศรัทธาเชื่อถือ (believing) ในที่สุดก็สามารถนำสิ่งที่ได้เห็นได้ดูมาแล้วตัดสินใจก่อสร้างโรงงานหรือเปิดธุรกิจของตนเองในประเทศไทย

ข้อ 2.2 การจะเข้าใจในเรื่องใดจะต้องเป็นขั้นตอนต่อมาของการได้เห็น (seeing) เมื่อเข้าใจแล้วจึงเกิดน้อมนำสิ่งนั้นเข้ามาไว้ในใจ ซึ่งเรียกว่า “ศรัทธา” (internalize) และในขั้นสุดท้ายคือการนำไปใช้ (apply)

2.3 หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี (2516) : ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

ปริยัติ คือ สิ่งที่ควรเล่าเรียน การเล่าเรียนพระธรรมวินัย

ปฏิบัติ คือ ประพฤติกระทำสิ่งที่พึงปฏิบัติ ได้แก่ ไตรสิกขา (ศีล,สมาธิ,ปัญญา)

ปฏิเวธ คือ เข้าใจตลอด ตรัสรู้ รู้ทะลุปรุโปร่ง

จากหลักการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ทรงคุณวุฒิที่กล่าวมาสรุปเป็นแผนผังได้ดังนี้

จากแผนภูมิ อธิบายได้ดังนี้

ปริยัติ หรือการเรียนรู้ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการได้ฟังได้เห็นการไปศึกษาดูงาน การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน การเลียนแบบ หรือสรุปได้ว่า “การเรียนรู้” คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลอย่างค่อนข้างถาวร อันเป็นผลจากประสบการณ์หรือจากการฝึกฝน

เข้าใจ เมื่อเรียนรู้อย่างลึกซึ้งแล้วก็จะเข้าใจ การจะเข้าใจสิ่งใดเรื่องใดขึ้นกับเห็นประโยชน์เห็นความสำคัญของสิ่งนั้น บุคคลย่อมจะเรียนรู้เข้าใจในสิ่งที่ใกล้ตัวสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตและเข้าใจได้ง่ายในเรื่องที่ไม่ซับซ้อน

ปฏิบัติ หมายถึงการลงมือปฏิบัติจริง ก่อนจะปฏิบัติจริงบุคคลจะต้องมีความเชื่อถือและศรัทธาในเรื่องนั้นหรือสิ่งนั้น การปฏิบัติได้แก่ การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ วิจัย สุดท้ายคือการสรุปผล ที่สำคัญในการเรียนรู้ เข้าใจในสิ่งที่จะลงมือปฏิบัตินั้น ถ้าได้กระทำซ้ำๆ ให้มั่นคงถาวรจนเกิดความเคยชิน โดยเฉพาะการเรียนรู้ธรรมด้วยแล้วยิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ปฏิเวธ หรือการนำไปใช้ให้เกิดผลนั้น หมายถึงการรู้แจ้ง รู้ให้ทะลุปรุโปร่ง โดยเข้าใจให้ตลอดในสิ่งนั้นๆ และบรรลุผลแห่งการปฏิบัตินั้นในทางพุทธศาสนา เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” คือการพิจารณาโดยแยบคาย พิจารณาเพื่อเข้าถึงความจริงโดยการสืบค้นหาเหตุผลไปตามลำดับจนถึงต้นเหตุแยกแยะองค์ประกอบจนมองเห็นตัวสภาวะและความสำคัญแห่งเหตุปัจจัยหรือตริตรองให้รู้ดีรู้ชั่ว

ในการที่นักเรียนผู้เข้าอบรมโครงการเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท เมื่อเข้าได้ฟังคำบรรยายเกี่ยวกับการทรงงาน, พระราชจริยาวัตร, และผลงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จากวิทยากร, ไปทัศนศึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ, และวิเคราะห์พระบรมราโชวาท ตลอดจนตั้งปณิธานร่วมกันนั้นหากได้เพิ่ม “การฝึกสมาธิ” เข้าได้ด้วยแล้วเชื่ออย่างแน่นอนว่านักเรียนที่ผ่านการอบรมโครงการดังกล่าวจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีได้ ดังผลการวิจัยของณัฏฐา แก่นจันทร์ (ไม่ปรากฏปีที่วิจัย) ที่พบว่า

“หลังจากวัยรุ่นเข้าฝึกสมาธิแล้ว มีความรู้สึกว่าเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เช่น เชื่อฟังพ่อแม่ไม่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวหรือเอาแต่ใจตนเอง รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นใจเย็นขึ้นและสุขุม มีสติ รู้จักไตร่ตรอง พิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ มีความอดทน รู้จักปล่อยวาง เป็นต้น และที่สำคัญยังช่วยให้ผลการเรียนดียิ่งขึ้น”

3.วิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม : มี 4 วิธีคือ


3.1 การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) ได้แก่ การชมเชย ยกย่อง เชิดชูเกียรติให้รางวัล ตัวอย่างเช่น

แม่ให้เงินค่าขนมเพิ่มแก่ ด.ช.ขาว เมื่อได้คะแนนเฉลี่ย 4.00

3.2 การเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement) ได้แก่ การติดตาม ควบคุม ดูแลมิให้เด็กแสดงพฤติกรรมด้านลบโดยเด็กไม่รู้ตัว ตัวอย่างเช่น

ด.ช.แดงชอบหนีโรงเรียน พ่อของแดงจึงสะกดรอยตามไปจนพบแดงในร้านเล่นเกมอินเตอร์เน็ต

3.3 การลงโทษทางบวก (Positive Punishment) เป็นการลงโทษเบาๆ ให้เด็กหลาบจำแล้วจะไม่ทำพฤติกรรมนั้นๆ อีก ตัวอย่างเช่น

นักเรียนชอบกล่าวคำหยาบด่าทอเพื่อน ครูลงโทษให้คัดลายมือโดยลอกพระบรมราโชวาทของในหลวง รัชกาลที่ 9 (จำนวน 1 องค์, องค์ละ 1 หน้ากระดาษ รวม 3 หน้ากระดาษ)

3.4 การลงโทษทางลบ (Negative Punishment) เป็นการลงโทษค่อนข้างหนัก เพื่อให้เด็กเข็ดหลาบแล้วจะไม่ทำพฤติกรรมนั้นๆ อีกต่อไป ตัวอย่างเช่น

ด.ช.เหลืองเตะลูกฟุตบอลไปถูกกระจกหน้าต่างที่บ้านจนแตกละเอียด พ่อลงโทษโดยนำลูกฟุตบอลมาผ่าทิ้งและขู่ว่าจะนำเรื่องนี้ไปบอกครูประจำชั้น
4.ตัวอย่าง ปฏิธาน ปฏิญาณ และปฏิญญา

4.1 ตัวอย่างปฏิธานของส่วนบุคคล

“ฉันจะขยันเรียน

“ฉันจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด

“ฉันจะรักพ่อ-แม่และดูแลท่านตลอดชีวิต

“ฉันจะตื่นแต่เช้า

“ฉันจะเรียนให้ได้เกรด 4.00

4.2 ตัวอย่างปฏิญาณของลูกเสือ (สามัญรุ่นใหญ่)

“ข้าฯ จะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

“ข้าฯ จะช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ

“ข้าฯ จะปฏิบัติตามกฎของลูกเสือ

4.3 ตัวอย่างปฏิญญา (เขตสุจริต ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 2 จ.อุดรธานี)

“เราจะร่วมกันป้องกันและต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ
“เราจะปลูกฝังค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริต ให้เป็นวิถีชีวิตในสำนักงานของเรา ตลอดจนสถานศึกษาสังคมและชุมชน
“เราจะสร้างเครือข่ายความซื่อสัตย์สุจริต ระหว่างสถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

5.สรุปและเสนอแนะ : กล่าวโดยสรุปแล้วการตั้งปณิธานและการปฏิญาณตนของนักเรียนที่เข้าอบรมในโครงการเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาทสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักเรียนไปในทางบวกได้ โดยมีเงื่อนไขดังนี้

5.1 สถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานการศึกษาต้องมีการประเมินผลพฤติกรรมของนักเรียนหลังจากสิ้นสุดการอบรม โดยให้ผู้ที่ใกล้ชิดกับนักเรียน ได้แก่ ครูประจำชั้น ครูแนะแนว หรือผู้ปกครองเป็นผู้ประเมิน

5.2 สถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานการศึกษา ควรจัดอบรมโครงการเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท

ปีละ 1 ครั้งต่อเนื่องกันทุกปี เพื่อเป็นการเน้นย้ำให้นักเรียนมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ที่มั่นคงยั่งยืนตลอดไป

5.3 เพิ่มการฝึกสมาธิเบื้องต้น (meditation) ไว้ในหลักสูตรอบรมโครงการเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท

5.4 มีการวิจัยติดตามประเมินผลการอบรมโครงการเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท

บทความก่อนหน้านี้ประชาธิปไตย DIY โดย เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์
บทความถัดไปลำปางจัดรำลึกพระนเรศวรฯ แข่งกีฬามวย-เปตอง 18 ม.ค.