สถานการณ์ปัจจุบันของเด็กและเยาวชนไทย น่าวิตกในอนาคตยิ่งน่าเป็นห่วง : โดย ผดุง จิตเจือจุน

หากมองย้อนไปถึงในอดีต เอาแค่ยุครัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ปกครองประเทศเป็นต้นมา สภาพสังคมไทยในชนบททุกภาคส่วนของประเทศไทย และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนคงจะไม่ผิดแผกแตกต่างกันนักในด้านประเพณีวัฒนธรรม ผู้คนในสังคมจะอยู่กันอย่างสันติสุข และรู้จักสนิทคุ้นเคย

ครอบครัวคนไทยสมัยก่อนเป็นครอบครัวขยาย อาชีพคนในชนบทต่างมีอาชีพทำไร่ทำนา พ่อแม่แบกจอบจูงควายออกไปทำงานในเรือกสวนไร่นา ทิ้งลูกๆ ไว้ให้ ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา ช่วยเลี้ยงและดูแล สั่งสอนอบรมอยู่ทุกวัน

วัฒนธรรมท้องถิ่นอันดีงามของท้องถิ่นก็มีส่วนทำให้เด็กและเยาวชนประพฤติปฏิบัติตามแบบอย่าง เช่น คนในหมู่บ้าน มีของและอาหารก็แบ่งปัน มีการทำกับข้าวอาหารส่งข้ามรั้วบ้านให้กันและกัน พอถึงหน้าเกี่ยวข้าว ก็มีการลงแขกช่วยเกี่ยวข้าวให้กันโดยไม่คิดค่าแรง ทำให้เด็กมีจิตใจเอื้อเฟื้อช่วยงานคนอื่นไปด้วย

ทุกเช้า พ่อแม่ หรือปู่ย่า หรือตายายจะจูงลูกลูกหลานออกมาทำบุญตักบาตรพระ เมื่อถึงวันพระ ก็จะพาลูกหลานเข้าวัดทำบุญ อัธยาศัยไมตรีของคนท้องถิ่น เมื่อเจอกันจะยิ้มให้กัน ยกมือไหว้ทักทาย ใช้สรรพนามเรียกขาน คุณพี่ คุณน้า คุณอา คุณลุง ฯลฯ อย่างสนิทปาก ทำให้สังคมท้องถิ่นอยู่กันอย่างฉันพี่น้อง

ทุกเวลาเช้าเย็น หรือในเวลาว่างยามใด สมาชิกครอบครัวจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ล้อมวงกินข้าว ได้คุยได้ปรึกษาในเรื่องราวที่ได้ประสบพบมา มีเรื่องราวอะไรดีๆ ที่เป็นคติสอนใจ พ่อแม่ หรือปู่ย่า ตายาย ฯลฯ ก็จะนำมาเล่าให้ลูกหลานฟัง เป็นการสร้างความใกล้ชิดและความรู้สึกอบอุ่นใจให้แก่เด็กๆ

เมื่อเด็กๆ อยู่ในครอบครัวที่มีพ่อแม่ ญาติพี่น้องให้ความรัก ความอบอุ่นใจเช่นนี้ อีกทั้งสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวเด็กในท้องถิ่น ก็มีแต่สิ่งที่ดีงามยังไม่เป็นพิษเป็นภัยทำร้ายเด็ก อีกทั้งเด็กๆ ได้รับการหล่อหลอมกล่อมเกลา อบรมมาอย่างดีจากญาติพี่น้องภายในครอบครัว และยิ่งเมื่อเด็กได้มาเห็นผู้ใหญ่แสดงความสัมมาคารวะให้แก่กัน พูดจาด้วยภาษานิ่มนวลอยู่ ทุกเมื่อเชื่อวัน เด็กๆ ก็จะซึมซับเอาไว้ แล้วนำมาปฏิบัติตาม จนอาจกล่าวได้ว่าผู้ใหญ่สมัยก่อนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็กและเยาวชน เอามาประพฤติตน ตามแบบอย่างของผู้ใหญ่ ที่ได้เห็นมา

ทุกเช้าก่อนขึ้นห้องเรียน นักเรียนจะเข้าแถวยืนเคารพธงชาติ ก่อนครูจะเริ่มสอนหนังสือ ครูจะให้เด็กๆ นักเรียนทุกชั้นเรียน สวดมนต์ และให้สวดมนต์เย็น ตอนเลิกเรียนทุกวัน ก่อนกลับบ้าน ชั่วโมงเรียนวิชาพละ ครูก็นำนักเรียนออกกำลังกายในสนาม เล่นกีฬา สอนให้เด็กๆ รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักอภัย และชั่วโมงวิชาหน้าที่พลเมือง และหน้าที่ศีลธรรม ครูจะสอนให้เด็กรู้จักรับผิดชอบในหน้าที่ มีระเบียบวินัย และมีศีลธรรม

ทุกวันพระของเดือน โรงเรียนจะนิมนต์พระมาสอนพระธรรม ปลูกฝังให้เด็กๆ มีคุณธรรม รู้จักเรื่องของความดี ความชั่ว ฯลฯ และครูก็มีบทบาทสำคัญในการสอนหนังสือเด็กๆ ด้วยความใส่ใจดูแล ราวกับนักเรียนทุกคนเป็นลูกหลานของตน เด็กๆ เหล่านี้ ในชนบท จึงเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จากรุ่นสู่รุ่นอย่างมีคุณภาพสังคมในท้องถิ่นสมัยก่อนจึงไม่มีปัญหาเรื่องเด็กและเยาวชนก่อความรุนแรงหรือก่อเรื่องเลวร้ายและไม่มีผู้ใหญ่ทะเลาะวิวาท ใช้ความรุนแรงต่อกัน

ถ้าถามว่าเด็กและเยาวชนมีเรื่องเกี่ยวกับกระทำผิดทางเพศ อย่างเรื่องเด็กรุมข่มขืนเด็กหญิงเหมือนดังในยุคปัจจุบันหรือไม่ ในฐานะที่ผู้เขียนได้ผ่านอดีตในห้วงนั้นมา เด็กๆ ยังไม่ประสีประสาเรื่องความรัก ความใคร่ และถือเป็นเรื่องน่าขายหน้า ที่ยังเป็นเด็กแล้วมาริรักกันเป็นแฟน หากใครถูกนำมาล้อเลียนในเรื่องเป็นแฟนกันจะอับอายม้วนต้วน บางคนถึงกับโกรธกันไปเลย

ในปัจจุบัน เมื่อประเทศไทย เข้าสู่ยุคทุนนิยม และเทคโนโลยี สภาพสังคม และวิถีชีวิตประชาชนก็เปลี่ยนไปจากเดิม พฤติกรรมของเด็กและเยาวชนมีการเปลี่ยนแปลงไปสภาพของสังคม สู่ภาวะเสื่อมถอย จากหลายสาเหตุหลายประการที่เป็นปัจจัยให้เด็กและเยาวชนอยู่ในสถานการณ์ จนน่าวิตก

สาเหตุหนึ่ง มาจากสถาบันครอบครัว ซึ่งครอบครัวไทยแต่ก่อนเป็นครอบครัวขยาย แต่ปัจจุบันกลายเป็นครอบครัวเดี่ยว จึงมีแต่พ่อแม่ ลูกๆ อยู่ด้วยกันเท่านั้น ไม่มีปู่ย่า ตายาย ลุงป้า น้าอา มาอยู่ด้วย เมื่อพ่อแม่ไม่มีเวลาเลี้ยงดูและดูแลลูก เพราะต้องออกไปทำงานแต่เช้า กลับมาก็ค่ำมืด พ่อแม่จำเป็นจ้างคนมาเลี้ยงดูเด็กๆ ความใกล้ชิดและความอบอุ่นระหว่างพ่อแม่กับลูกก็ขาดหายไป และแน่นอน ปู่ ย่า ตา ยาย ลุงป้า น้าอา ย่อมจะเลี้ยงดูลูกหลานดีกว่าคนจ้างมาเลี้ยงและเด็กๆ ที่อยู่กับปู่ย่าตายายก็ได้รับความรักความอบอุ่นด้วย

เด็กที่เกิดในครอบครัวมีฐานะ พ่อแม่ ผู้ปกครองจะเลี้ยงตามใจลูกหลาน ใช้เงินเลี้ยงลูก จะซื้อหาสิ่งของตามที่ลูกหลานต้องการ เลี้ยงลูกหลานเหมือนชาวจีนเลี้ยงลูกเอาใจสารพัดราวลูกเป็นฮ่องเต้น้อย ไม่กล้าขัดใจลูก เด็กๆ จากครอบครัวมีฐานะสูง และที่มาจากครอบครัวฐานะปานกลาง จะใช้เวลาหมกมุ่นอยู่กับมือถือ เล่นเกมหรือไม่ก็ไลน์ ส่งข้อความถึงกัน หรือก็แชต หาเพื่อน หาแฟน ไม่สนใจกับสังคมคนรอบข้าง กลายเป็นคนไม่รับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง ชอบเก็บตัวลำพังอยู่แต่ในโลกของตนเอง

จากโครงการศึกษาวิจัยปัญหาเด็กและเยาวชนของหลายสำนักการศึกษา พบว่าเด็กๆ ที่มาจากครอบครัวยากจน ไม่มีเงินเรียนหนังสือ ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน หลายคนไม่มีโอกาสเรียนต่อในระดับสูง เพราะไม่มีทุนศึกษาต่อ และหลายคนมานะเรียนจบแล้วไม่มีงานทำ เด็กหลายคนต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า เด็กเร่ร่อน ฯลฯ อันเกิดจากครอบครัวที่พ่อแม่ทะเลาะแตกแยก เกิดการหย่าร้าง ต้องแยกทางกัน เด็กเหล่านี้จะมีปมด้อย และทั้งด้อยโอกาสในทางสังคม เมื่อเด็กไม่มีพ่อแม่ หรือมี แต่ก็ขาดความรัก ความอบอุ่น ก็จะใฝ่หาสิ่งอื่นมาเติมเต็มให้กับตนเองได้มีความสุข เช่น คบหา มั่วสุมกับเพื่อนฝูง กระโจนเข้าหาอบายมุข เล่นการพนัน ดื่มสุรา ติดบุหรี่ ซ้ำร้ายเสพยาบ้า เมื่อไม่มีเงินเที่ยวกลางคืน เล่นการพนัน หรือไม่มีเงินเพื่อซื้อยาบ้า ก็หาวิธีหาเงินด้วยการก่ออาชญากรรม ลักขโมย จนถึงกระทั่งถึงปล้น เด็กหลายคนยอมค้าประเวณี เพื่อให้ได้เงินมา

เด็กและเยาวชนไทยถูกหล่อหลอมให้ยึดติดกับบริโภคนิยม มีพฤติกรรมการกินการอยู่ฟุ้งเฟ้อ มีการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ใช้ชีวิตแสดงถึงความทันสมัย ด้วยการใช้สินค้ายี่ห้อราคาแพง มีระดับ แต่งตัวตามแฟชั่นเลิศหรู เดินเที่ยวตามห้าง นอนดึกตื่นสาย ขาดเรียน หนีโรงเรียน ชอบก่อเรื่องยกพวกตี ตั้งแก๊งมอเตอร์ไซค์ แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายบนท้องถนนในยามค่ำคืน เป็นที่เดือดร้อนแก่ผู้คน

นักเรียนวัยใสระดับมัธยมศึกษาตอนต้นอายุระหว่าง 13-16 ปี เริ่มมีคู่รัก มีกิ๊กกัน หลายคนมีเพศสัมพันธ์กันแล้ว มีการเปลี่ยนคู่นอน โดยเรียนรู้เรื่องเพศจากสื่อลามก ที่เว็บไซต์ทางอินเตอร์เน็ต แชร์ภาพโป๊เปลือย และการดูวิดีโอการร่วมเพศ เด็กได้ดูแล้ว ก็นำไปทดลอง และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จนกลายเป็นค่านิยมใหม่ของเด็กวัยรุ่น ถ้าใครไม่เคยดูหนังเซ็กซ์ ไม่ทดลองมีเพศสัมพันธ์ จะเข้าสังคมกับกลุ่มเพื่อนไม่ได้ อันนำไปสู่ปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร

จนเกิดปัญหาการทำแท้ง เด็กหญิงหลายคนเลยถลำตัวหันไปขายบริการทางเพศ บางคนทำตัวเป็นแม่เล้าหาเด็กไปให้ผู้ใหญ่ โดยไม่ถือเป็นเรื่องเสียหายอะไร

จากข้อมูลของการวิจัยต่างๆ ฉายให้เห็นภาพ เด็กและเยาวชนปัจจุบันอยู่ในสภาวะไร้ความสุข ทุกข์ที่อยากได้ของที่ตนต้องการ แล้วไม่ได้ตามที่ต้องการ จึงเกิดความเครียดและความกดดัน หลายคนแยกตัวออกจากคนในครอบครัว อยู่ตามลำพัง การศึกษาก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความเครียดสะสมในตัวเด็ก การเรียนการสอนที่มีแต่ความน่าเบื่อ สอนให้ท่องจำ กวดวิชา ต้องสอบและแก่งแย่งแข่งขันกันเข้ามหาวิทยาลัย จนทำให้เด็กและเยาวชนหาทางระบายความเครียด หนีเรียน เข้ามั่วสุมกับเพื่อนฝูง และเข้าหาอบายมุข ดังที่กล่าวมาข้างต้น

ปัญหาพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน นับวันจะรุนแรงขึ้นดังที่เป็นข่าวปรากฏในหน้าสื่อ ดังเช่น กรณีเด็กหญิงอายุ 12 ปี ถูกกลุ่มวัยรุ่น 5 คน พาไปรุมโทรมข่มขืน และกลุ่มนักเรียนชายรุมข่มขืนเด็กนักเรียนหญิงในห้องน้ำโรงเรียน และที่ไม่ปรากฏเป็นข่าวก็ยังมีอยู่มาก ทำให้สถานการณ์เด็กและเยาวชนในปัจจุบันน่าวิตกและอนาคตยิ่งน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ถ้ารัฐบาลไม่รีบจัดการแก้ไขเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้

เพราะเมื่อเด็กและเยาวชนจะเติบโตอย่างไม่มีคุณภาพ มีวุฒิภาวะอารมณ์แปรปรวน ก้าวร้าวรุนแรงพฤติกรรมดังกล่าวก็จะเป็นนิสัยติดตัว โตเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีคุณภาพไปด้วย เป็นผู้ใหญ่ที่ขาดระเบียบวินัยไม่เคารพกฎหมาย ดังจะเห็นข่าวในเทศกาลปีใหม่ หรือสงกรานต์ จะมีคนตายและบาดเจ็บจำนวนมากทุกปีกับการขับรถด้วยความเมา และประมาท และเป็นผู้ใหญ่ ชอบใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา ดังจะเห็นในหน้าข่าวบนสื่อ ที่ผู้ใหญ่ทะเลาะวิวาทชักปืนยิงกันถึงตายอยู่เรื่อยๆ

ถ้าผู้ใหญ่เติบโตจากเด็กและเยาวชนที่อบรมเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี ปัญหาอาชญากรรมการทุจริตคอร์รัปชั่น ปัญหาการเมือง ฯลฯ ก็จะไม่เกิดขึ้นหรือเกิดน้อยลง ให้เป็นปัญหาต่อสังคม ประเทศชาติอย่างทุกวันนี้

ถึงเวลาแล้วที่กระทรวงทรัพยากรมนุษย์ความมั่นคงทางสังคม กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย ควรตระหนักถึงสถานการณ์ของเด็กและเยาวชนที่เป็นอยู่ และจะต้องใส่ใจ หาทางช่วยเด็กและเยาวชนให้พ้นจากสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ให้ได้ โดยถอดบทเรียนจากสังคมของชุมชนท้องถิ่นสมัยในอดีตนำมาประยุกต์ใช้ในแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชน ซึ่งตัวหลักสำคัญที่ยึดโยงให้สังคมของเด็กและเยาวชนสมัยนั้นไม่มีปัญหารุนแรงดังเช่นปัจจุบัน ที่พอจะหยิบยกขึ้นมา เช่น สถาบันครอบครัว เป็นตัวจักรสำคัญ เพราะพ่อแม่เป็นครูคนแรกที่จะอบรม สั่งสอนลูกให้อยู่ในกรอบของการเป็นคนดี สถาบันการศึกษาก็จะมีครูมีส่วนสำคัญ ถือเป็นพ่อแม่คนที่สองของเด็ก สอนและอบรมเด็กให้ประพฤติ ดำรงตนอยู่ในระเบียบวินัย ซื่อตรง และสถาบันวัด ก็จะมีพระสงฆ์ช่วยสอนให้เด็กๆ อยู่ในศีลธรรมละชั่วกลัวบาป กระทำแต่กรรมดีและหาทางจูงเด็กและเยาวชนเข้าวัด ฟังธรรม เป็นต้น

หลักการสำคัญดังกล่าวมายังไม่พอ ที่จะส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนก้าวขึ้นไปสู่การ “เป็นเด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ” หรือ “เด็กคืออนาคตของชาติ” หรือเป็น “เด็กดีวันนี้ คือผู้ใหญ่ดีในวันหน้า” ได้ ถ้าหากรัฐไม่เข้าจัดการกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษเป็นภัยกับตัวเด็กและเยาวชน ที่ทำให้เด็กเสียคน เสียอนาคต เช่น โต๊ะเล่นเกม โต๊ะบิลเลียด โต๊ะพนันบอล สถานเริงรมย์ ผับ บาร์เหล้า เป็นต้น รวมทั้งสื่อลามก ภาพโป๊ สื่อเซ็กซ์ร่วมเพศที่ระบาดในเว็บไซต์อินเตอร์เน็ตต่างๆ ด้วย โดยการบังคับใช้กฎหมายจัดการ ปราบปรามขั้นเด็ดขาด จะต้องถือว่าเด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพนั้น เป็นฐานรากช่วยให้สังคมเข้มแข็ง ส่งผลให้ประเทศมั่นคง

ผดุง จิตเจือจุน
วุฒิอาสาธนาคารสมองจังหวัดสมุทรปราการ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้อึ้ง! วันนี้กรุงเทพฯ ติดอันดับ 9 ของโลก เมืองคุณภาพอากาศแย่ที่สุด
บทความถัดไป13 วัน อุปสมบทหมู่ ณ แดนพุทธภูมิ ในร่มบารมีธรรม สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดเทพศิรินทราวาส : โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร