หน้าแรก คอลัมนิสต์ สถานการณ์โลก ...

สถานการณ์โลก 2019 : โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

14.01.19 | 13:00 น.

ย้อนมอง 2018 เป็นปีที่สถานการณ์โลกมีความผันแปรเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ และมากด้วยปัญหา เช่น จีน-สหรัฐตกอยู่ในสภาพหมิ่นเหม่ต่ออันตรายอันอาจเหยียบย่างทฤษฎีกับดักทิวซิดิดีส (Thucydides’s Trap) สถานการณ์ตะวันออกกลางเกิดการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าใหม่ ปัญหาสัญญา Brexit อันปราศจากเงื่อนไข ภาวการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังสวนกระแส ความร่วมมือระหว่างประเทศที่เคยมีมาแต่ก่อน หมดสมัยแล้ว เพราะต่างก็เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ระเบียบวินัยพหุภาคีที่ได้ดำรงอยู่เป็นเวลาหลายปีนั้น จึงได้รับแรงสั่นสะเทือน

2019 เห็นทีจะลำบาก มิรู้จะทุกข์ยากไปถึงไหน เศรษฐกิจยังไม่หยุดทรุดต่อไป มิรู้ว่าสักเมื่อไรจะฟื้นตัว จงสำคัญว่าจะทุกข์ไปถ้วนทั่ว

นโยบายของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ มีส่วนเป็นเหตุในการสร้างความสับสนปั่นป่วนให้แก่ภูมิภาคของโลก จึงทำให้การปะทะกันที่มีอยู่แล้วมีความรุนแรงมากขึ้น

พอจะอนุมานได้ว่า 2019 น่าจะเป็นปีที่มีความเสี่ยงภัยสูงมากของโลก

ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้นทั่วไปและตลอดปี 2018 กระทบเศรษฐกิจทั่วโลก ภาวการณ์ของสหรัฐ เยอรมนี และญี่ปุ่นล้วนมีแนวโน้มดิ่งลง

Advertisement

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แถลงว่า การค้าทั่วโลกในปี 2019 มีแนวโน้มจะต้องเกิดการชะลอตัวมากขึ้น การคาดการณ์ความเติบโตทางเศรษฐกิจ 3.9% จะลดลงเหลือ 3.7% เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในรอบ 2 ปี

การเจรจารอบใหม่ของสงครามการค้า และการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐ-ญี่ปุ่น ตลอดจนประเด็นปัญหาที่โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ระรานคู่ค้า ล้วนเป็นเรื่องน่าจับตาดู

การเจรจาสงครามการค้าจีน-สหรัฐนั้น สหรัฐกำหนดให้ต้องบรรลุข้อตกลงก่อนวันที่ 31 มีนาคม ในขณะที่จีน-สหรัฐต่างเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทางออกที่ดีที่สุดคือ

ทั้งสองประเทศยุติสงครามการค้า

มีข่าวจากลมปากของข้าราชการจีนและสหรัฐว่า จีนนอกจากจะทำการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐให้มากขึ้น และทำการลดภาษีการนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐ ตลอดจนประเด็น China made 2025 จะทำการปรับเปลี่ยนบ้างตามสมควร แต่ไม่กระทบถึงผลประโยชน์ของจีนในระยะยาว

วอลสตรีทรายงานว่า “การปรับเปลี่ยนการพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีของจีน เชื่อว่าเป็นเพียงการปรับเปลี่ยน ‘หน้าร้าน’ เท่านั้น แต่สหรัฐก็คงต้องยอมถอยบ้างตามสมควรแก่เหตุ”

หากสงครามการค้าลากยาว จะต้องเป็นผลร้ายต่อสหรัฐแน่นอน

ฉะนั้น สหรัฐจึงควรต้องลดทิฐิในการเอาชนะคะคานลง ความแข็งกร้าวอวดดื้อถือดีอาจเป็นเหตุให้ความเสื่อมมาเยือน ได้ไม่คุ้มเสีย

ถ้าสงครามการค้ายุติในระดับหนึ่ง ก็เป็นเพียงการคลายความกังวลสับสนไปบ้างเท่านั้น

แต่ปัญหาใหญ่คือกำหนดการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรกระชับเข้ามาทุกขณะ อันเป็นญัตติที่สภายังมิได้ลงมติเห็นชอบ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง อาจเป็นเหตุให้ “อังกฤษ” และ “อียู” ตลอดจนนานาประเทศได้รับผลกระทบโดยทั่วกัน

นอกจากนี้ สภาพเศรษฐกิจชะลอตัวของสหรัฐก็เป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่ง แต่วอชิงตันยืนยันว่ายังดีอยู่ ขณะที่บริษัทพันธบัตรที่ใหญ่ที่สุดของโลก PIMCO ได้วิเคราะห์แล้วสรุปว่า ความซบเซาทางเศรษฐกิจของสหรัฐสูงถึง 30% ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่สูงสุดในรอบ 9 ปี

เป็นความระทึกในตลาดการเงินการคลังทั่วโลก

ส่วนวิกฤตทางการเมืองและความขัดแย้งของประเทศมหาอำนาจ ก็เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี อันเนื่องจากการตัดสินใจกระทำการที่โผงผางบุ่มบ่ามของโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นสาเหตุใหญ่ให้เกิดความขัดแย้งกันในภูมิภาคของโลก ทั้งนี้ เนื่องจากทรัมป์ไม่คำนึงถึงการทัดทานของหลายฝ่าย ปฏิบัติตามอำเภอใจหลายประการ เช่น การถอนทหารออกจากซีเรีย เป็นเหตุให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางเปลี่ยนแปลงโดยพลัน วอชิงตันทำการประณามหยามเหยียดชาวเคิร์ด เป็นการสร้างโอกาสให้แก่ตุรกีขยายขอบเขตแห่งอำนาจ นอกจากนี้ ทรัมป์ได้อาศัยซาอุดีอาระเบียและอิสราเอลเป็นเครื่องมือ เพื่อทำการกดดันไล่บี้อิหร่าน

ปี 2019 สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะต้องมีแนวโน้มลุกลามรุนแรงมากขึ้น

ในยุโรป ความขัดแย้งระหว่างยูเครนกับรัสเซีย คือระเบิดเวลา ยูเครนจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนมีนาคม อาจทำให้สถานการณ์ที่เลวร้ายอยู่แล้วเลวร้ายมากขึ้น

เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ การเจรจาระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือนั้น ยังไม่มีแก่นสารและเป็นรูปธรรม คงจะต้องฝันไปอีกนานเท่านาน คนหนึ่งคือเด็กสร้างบ้าน อีกคนหนึ่งคือปากกำนัล

แต่เรื่องที่คนทั่วโลกจับตาดูอยู่นั้น ยังเป็นประเด็นปัญหาความขัดแย้งจีน-สหรัฐ

2018 เป็นปีแห่งความขัดแย้งสำหรับจีนและสหรัฐ การที่ทรัมป์เปิดศึกการค้า เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าสองประเทศได้ย่างก้าวเหยียบบาทเข้าสู่เส้นทางการต่อสู้ที่ดุเดือดโดยสมบูรณ์ เฉพาะกรณี “เมิ่ง หว่านโจว” รองประธานเจ้าหน้าที่บริษัทหัวเว่ย
สะท้อนให้เห็นว่า สหรัฐมีความประสงค์ต่อต้านและสกัดความเจริญเติบโตทางเทคโนโลยีของประเทศจีน ซึ่งเป็นวิธีการที่แยบยล ฝ่ายจีนก็แยกเขี้ยวยิงฟันพร้อมกัด ความขัดแย้งจึงนับวันรุนแรง

ถ้าแม้สงครามการค้าสามารถยุติได้ระดับหนึ่ง ก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐที่รุนแรงกว่าจะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป

1 ปีที่ผ่านมา กองทัพเรือสหรัฐได้เคลื่อนไหวในบริเวณรอบเกาะของทะเลจีนใต้ เรือรบจีนได้ทำการขับไล่ มีความเสี่ยงสูงที่อาจเกิดปะทะกันในน่านน้ำ

ไม่นานมานี้ Thing Tank (คลังสมอง) สหรัฐได้มีรายงานชิ้นหนึ่งระบุว่า ปี 2019 “hot spot” แห่งแนวโน้มปะทะกัน หนึ่งในนั้นคือ จีนกับสหรัฐ ณ ทะเลจีนใต้

นอกจากนี้ ประเด็นปัญหา “ไต้หวัน” ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ

แม้การเลือกตั้งเมื่อพฤศจิกายน 2018 พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าของ “ฉ่าย อิงเหวิน” ได้พ่ายแพ้อย่างหมดรูป และแม้การทำประชามติประเด็นเข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่โตเกียวในนามของ “ไต้หวัน” โดยตรง ก็พ่ายแพ้เช่นกัน

แต่คนจีนไต้หวันส่วนหนึ่ง กลับลุกลี้ลุกลน กระเสือกกระสน เหมือนปลาที่ดิ้นแถกขึ้นมาอีก เพื่อเรียกร้องความเป็นเอกราช กอปรกับภายในรัฐบาลสหรัฐก็มีผู้สนับสนุนจำนวนไม่น้อย ประสงค์จะใช้ไต้หวันเป็นเครื่องมือในการต่อต้านจีน
แผ่นดินใหญ่

หากวันหนึ่ง พฤติการณ์เป็นการเหยียบเส้นแดง “เอกราชไต้หวัน” ปักกิ่งเชือดแน่นอน

ตั้งแต่สงครามเย็นยุติลง ภูมิภาคต่างๆ ในเอกภพเดียวกัน แม้มีการปะทะกันทางการทหาร แต่การปะทะกันระหว่างประเทศเบอร์ใหญ่ยังมิเคยเกิดขึ้น

รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ คงเห็นว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โครงสร้างอเมริกาปกครองโลกที่เรียกว่า Pax Americana นั้น วันนี้คงไม่สามารถเป็นเจ้าของอำนาจแห่งผลประโยชน์อีกต่อไป

ฉะนั้น สหรัฐจึงมีความประสงค์จะสร้างระเบียบวินัยสากลขึ้นใหม่ แต่เป็นความคิดที่เปี่ยมด้วยความโลภ อันมีโมหคติเป็นพื้นฐาน และยังละอ่อนต่อความรู้ทางการเมืองระดับสากล

ส่วนประเทศจีนและประเทศที่กำลังพัฒนานั้น ล้วนประสงค์ให้โลกนี้เปลี่ยนเป็นวินัยระบบพหุภาคีและหลากหลายมากขึ้น เพื่อความพัฒนาถาวรสืบไป

เมื่อเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา “ไมก์ ปอมเปโอ” รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐได้กล่าวว่า “สหรัฐจะเป็นผู้นำแห่งวินัยสากลเวอร์ชั่นใหม่ บรรดาองค์กรและข้อสัญญาที่ไม่สอดคล้อง จะต้องทำการปฏิรูปหรือยกเลิก ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้ประเทศอื่นมาทำการท้าทายสหรัฐ”

คำพูดของ “ไมก์ ปอมเปโอ” ต้องถือว่าเป็น “เผด็จการ” ในระบอบประชาธิปไตย

หลังจากที่ถอนตัวออกจากสัญญาข้อตกลงภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงปารีสปี 2018 แล้ว

สหรัฐได้ถอนตัวออกจากสัญญาข้อตกลงกับอิหร่านในประเด็นอาวุธนิวเคลียร์อีก และในทำนองเดียวกันก็ได้ร้องขอให้มีการปฏิรูปองค์การการค้าโลก (WTO)

เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อันเกี่ยวกับผลประโยชน์ของสหรัฐ

การที่สหรัฐกำลังผลักดันให้โครงการ “อเมริกาครองโลก 2.0” นั้น ก็คือการทำลายวินัยสากลที่สร้างมากับมือแต่เก่าก่อน แต่สหรัฐจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ยังเป็นคำถาม

ประเด็นปัญหาแข่งขันชิงชัยเป็นผู้นำในการสร้างวินัยสากลของประเทศเบอร์ใหญ่ น่าเชื่อว่าจะเป็นต้นเหตุแห่งภยันตรายของสถานการณ์โลกในปี 2019

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช