ตัวเงินตัวทองกับคำพังเพย “เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง” โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

1. ตัวเงินตัวทอง (เหี้ย) 2. ไข่เหี้ย (จริงๆ) 3. ขนมไข่เหี้ย 4. ผลิตภัณฑ์จากหนังเหี้ยกระเป๋าถือราคา 30,000 บาท ส่วนรองเท้าคาวบอยหนังเหี้ยราคา 45,000 บาท

ข่าวที่ครึกโครมตอนนี้ นอกจากเรื่องการจับตัวมารดาของจ่านิวไปกักขังโดยไม่ให้ประกันตัวแล้ว ก็เป็นเรื่องข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์มติชนรายวันที่ว่า “ตัวเงินตัวทอง บุกขึ้นบ้านแม่กลอง-ผวางาบหมา” โดยมีเนื้อหาของข่าวว่า ชาวบ้านริมคลองแม่กลองผวา “ตัวเหี้ย” (สุภาพชนถือว่าเหี้ยเป็นคำหยาบคายเลยเรียกว่าตัวเงินตัวทอง) ขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น เผยคลานขึ้นบ้าน คาบทั้งลูกหมาลูกแมวไปกิน ซึ่งนางสายสุนีย์ สงวนสิงห์ อดีตสารวัตรกำนัน ต.ลาดใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม แจ้งว่ากลุ่มอาชีพบ้านประจันต์ได้เลี้ยงไก่ไข่กว่า 200 ตัว มักถูกตัวเหี้ยบุกเข้ามากินไข่จนหมด บางครั้งก็ปีนไต่ขึ้นไปกินไก่จนเกือบหมดเล้า เมื่อปรับปรุงทำกรงเหล็กขนาดใหญ่เพื่อเลี้ยงไก่ช่องละตัว ตัวเหี้ยก็มุดร่องระบายน้ำเข้ามาในกรงกินไข่กินไก่ได้อีก จนหมดปัญญาป้องกันแล้ว

นางสายสุนีย์บอกต่อไปว่า ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมคลองแม่กลองยังต้องหวาดกลัวกับตัวเหี้ยขนาดใหญ่ที่ไม่กลัวคน บุกขึ้นบ้านเรือนเข้ามาหากิน จนชาวบ้านหนีกันกระเจิง สัตว์เลี้ยงทั้งแมวและสุนัขที่ยังเล็กๆ ก็ยังถูกคาบเอาไปกินหลายตัว สำหรับบ้านที่มีเด็กเล็กๆ ต้องหวาดหวั่นกับตัวเหี้ยจึงต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยมาจับตัวเหี้ยออกไปนอกพื้นที่โดยเร็ว

ครับ ! ขนาดอดีตสารวัตรกำนันยังต้องเรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาช่วยจับตัวเหี้ยออกไปนอกพื้นที่ เนื่องจากตัวเหี้ยนั้นเป็นสัตว์คุ้มครองอยู่ในบัญชีไซเตส ทุกครั้งที่จะมีการจับตัวเหี้ยนั้นจะต้องขออนุญาตกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) ก่อนทุกครั้ง เพราะถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้ เห็นแต่ว่ามันเพ่นพ่านไปทั่ว แต่ในต่างประเทศนั้นถือเป็นสัตว์หายาก ราคาแพง หนังเหี้ยเอาไว้ใช้ทำผลิตภัณฑ์เครื่องหนังต่างๆ ได้สวยงามและมีราคาแพงกว่าหนังจระเข้เสียอีก

ดังนั้น ทั้งที่ จ.สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และ สมุทรปราการ (โดยเฉพาะ จ.สมุทรปราการ ในอดีตถึงขนาดเคยมีอำเภอชื่ออำเภอบางเหี้ย คลองบางเหี้ย บ้านบางเหี้ยและวัดบางเหี้ย แสดงว่าต้องมีตัวเหี้ยอุดมสมบูรณ์) ที่มีตัวเหี้ยเยอะแยะน่าจะพลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการตั้งฟาร์มเลี้ยงเหี้ยเสียเลย เพราะความจริงตัวเหี้ยนี่ไม่ดุนะครับ เหี้ยไม่ชอบกัดไม่เหมือนตัวตะกวด ซึ่งเป็นสัตว์สายพันธุ์เดียวกันแต่เป็นคนละชนิดกัน เนื่องจากตะกวดนั้นจะดุร้ายกว่า ชอบกัดทำร้ายคน ลักษณะภายนอกของตะกวดนั้นจะมีหางสีแดง

เวลาเหี้ยที่ต่อสู้กันเพื่อแย่งตัวเมียนั้นจะใช้วิธีการปล้ำกัน เมื่อตัวไหนสามารถคร่อมร่างอยู่เหนืออีกตัวได้ก็ถือว่าชนะ ตัวแพ้ก็จะคลานหนีไป ไม่มีการทำร้ายถึงเลือดตกยางออก ที่น่าสนใจคือการจับคู่ของมันส่วนใหญ่จะไม่มีการเปลี่ยนคู่ แต่จะอยู่กันไปจนกว่าอีกตัวจะตายจากกันไป ซึ่งน่ารักมาก แต่ที่คนไทยส่วนใหญ่เห็นว่ามันเป็นตัวเลว ตัวอัปมงคล ก็เป็นเพราะว่าเหี้ยจะชอบเข้ามาขโมยกินไก่ หมา แมวนั่นแหละครับ

ที่สำคัญคือในต่างประเทศพบว่ามีการนำมาเลี้ยงเหี้ยเช่นสัตว์เลี้ยงทั่วไป ใส่สายจูงผูกลากเดิน หรือปล่อยให้เด็กๆ มาลูบมาคลำได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก นอกจากนี้ หนังของเหี้ยยังมีมูลค่ามาก เพราะเป็นหนังคุณภาพดี ลายสวย ราคาสูง ซึ่งมีการนำมาทำเป็นกระเป๋า รองเท้า ใบละราคาหลายหมื่นบาท ส่วนพวกเครื่องในไม่ว่าจะเป็นดีและตับก็สามารถนำมาใช้ประกอบเป็นสมุนไพรและเนื้อยังนำมารับประทานได้ โดยเฉพาะเนื้อบริเวณโคนหางของตัวเหี้ยเรียกว่า “บ้องตัน” ก็ถือว่าเป็นเนื้อชั้นยอดเหมือนกับบ้องตันของจระเข้เลยทีเดียว เรียกได้ว่าเราสามารถนำตัวเหี้ยมาใช้ประโยชน์ได้ครบวงจรเลยทีเดียว

พูดถึงเหี้ยแล้วเลยนึกขึ้นมาได้ถึงขนมไข่เหี้ยที่ปัจจุบันถูกเปลี่ยนชื่อเรียกเป็นขนมไข่หงส์ (เหมือนอำเภอบางเหี้ยถูกเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอบางบ่อนั่นแหละ) เรื่องมีอยู่ว่า


พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โปรดเสวยไข่เหี้ยกับมังคุดเป็นอย่างยิ่ง เพราะในอดีตพระองค์ท่านเคยรับราชการที่เมืองราชบุรีในตำแหน่ง “หลวงยกกระบัตร” ในแผ่นดินสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ และได้สมรสกับคุณนาค (ภายหลังได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี) ธิดาในตระกูลเศรษฐีมอญที่มีรกรากอยู่ที่บ้านอัมพวา เมืองสมุทรสงคราม (เมืองที่นางสายสุนีย์ สงวนสิงห์ อาศัยอยู่ในปัจจุบันที่มีปัญหากับเหี้ยนั่นแหละครับ) อยู่มาวันหนึ่งก็โปรดจะเสวยไข่เหี้ย แต่ไม่มีใครสามารถหาได้เลย เพราะไม่ใช่ฤดูกาลเหี้ยวางไข่ เจ้าจอมแว่นสนมเอกจึงประดิษฐ์ “ขนมไข่เหี้ย” ขึ้นตั้งเครื่องถวายแทน ต่อมาคงจะในสมัยรัชกาลที่ 4 จึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็นขนมไข่หงส์

เรื่องการชอบกินไข่เหี้ยนี่ผู้เขียนเคยอ่านบทความของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านก็ชอบเหมือนกันถึงขนาดออกปากกับศาสตราจารย์สุกิจ นิมมานเหมินท์ ว่าอยู่แถวซอยสวนพลูแล้วหาไข่เหี้ยกินยาก จนท่านสุกิจรับปากว่าจะหาไข่เหี้ยส่งไปให้เพราะแถวบ้านท่านอาจารย์สุกิจยังพอมีเหี้ยอาศัยอยู่เยอะพอควร

วิธีทำไข่เหี้ยคือต้มสุกแล้ว ไข่ขาวยังเหลวอยู่เขาก็เอาเข็มสักให้เป็นรูพรุน แล้วแช่น้ำเกลือให้ความเค็มซึมเข้าไป จึงย่างไฟแล้วนำไปปรุงเป็นอาหารมีรสชาติมันๆ เค็มๆ กินกับมังคุดนัยว่าเข้ากันดีนักแล และเป็นที่มาของคำพังเพยที่ว่า “เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง” นั่นเอง

 

อธิบายภาพ:

1. ตัวเงินตัวทอง (เหี้ย)
2. ไข่เหี้ย (จริงๆ)
3. ขนมไข่เหี้ย
4. ผลิตภัณฑ์จากหนังเหี้ยกระเป๋าถือราคา 30,000 บาท ส่วนรองเท้าคาวบอยหนังเหี้ยราคา 45,000 บาท

 

บทความก่อนหน้านี้เมื่อตำรวจเป็นผู้ร้าย โดย วสิษฐ เดชกุญชร
บทความถัดไปสุจิตต์ วงษ์เทศ : เทริดโนราภาคใต้ แพร่หลายลงไปจากภาคกลาง พร้อมละครชาวบ้านยุคอยุธยา เรียกละครชาตรี