หน้าแรก คอลัมนิสต์ อุบัติเหตุมิใ...

อุบัติเหตุมิใช่เคราะห์กรรม แต่เกิดจากความประมาท? โดย รศ.ดร.กิตติทัศน์ ผกาทอง

18.01.19 | 13:00 น.

เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เป็นเทศกาลที่เป็นมงคลสำหรับชีวิตของทุกคน และชีวิตที่เป็นมงคลคือชีวิตที่มีความปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งในทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า ชีวิตที่เกษม (เขมชีวิต) บุคคลใดสามารถยกระดับชีวิตสู่สิ่งที่เรียกว่า เขมชีวิต บุคคลนั้นย่อมได้ชื่อว่า “เป็นมงคลอันยอดเยี่ยม” เพราะมีความปลอดภัยทั้งกายและจิต การเดินทางเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจหรือการท่องเที่ยวในเทศกาลส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ ต้องใส่ใจความปลอดภัยเป็นพิเศษ

1.ความปลอดภัยทางกาย : การเคารพกฎหมาย การมีมารยาทในการใช้รถใช้ถนน และการมีระเบียบวินัยในการเดินทาง คือไม่มักง่ายในการขับขี่ยานพาหนะ รวมทั้งไม่เสพยาดองของมึนเมาขณะขับขี่ยานพาหนะ จะนำไปสู่ความปลอดภัยทางกาย ซึ่งในทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า ศีล หรือศีลธรรม (Morality) บุคคลที่ ขับขี่หรือใช้รถใช้ถนนที่มีศีลธรรม ย่อมสร้างความปลอดภัยให้กับตนเองและบุคคลอื่น

อุบัติเหตุจึงมิใช่เกิดจากเคราะห์กรรมหรือความโชคร้าย แต่เกิดจากพฤติกรรมที่มักง่าย สะเพร่า มัวเมา และประมาท คือขาดการระมัดระวัง และยับยั้งอารมณ์

2.ความปลอดภัยทางจิต : ร่างกายกับจิตใจประกอบกันเข้าเรียกว่า ชีวิต บุคคลที่มีชีวิตย่อมต่อสู้และดิ้นรนตามแรงผลักของจิตใจ เพราะจิตใจเป็นนายของร่างกาย ซึ่งโบราณกล่าวไว้ว่า “จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว” ด้วยเหตุนี้ จึงต้องฝึกฝนและอบรมผู้ที่เป็นนายคือจิตให้มีคุณค่า เพื่อให้สามารถสั่งการบ่าวคือร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากพัฒนาและยกระดับจิตใจไม่ได้ การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วงเทศกาลส่งท้าย ปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ก็ไม่สามารถลดลงได้ แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีมาตรการที่เข้มงวดมากมายหลายประการก็ตาม

3.สังคมไทยเป็นสังคมพุทธ : ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และมีประชาชนไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 เป็นชาวพุทธ ซึ่งศาสนาพุทธมีหลักธรรมคำสั่งสอนในเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัยทางกายและจิตอย่างครบถ้วน นั่นก็คือ ความปลอดภัยทางกายได้แก่ศีล (Morality) ความปลอดภัยทางจิตได้แก่สมาธิ (Concentration) แต่ถึงกระนั้นประเทศไทยก็ยังมีเรื่องอุบัติเหตุติดอันดับต้นๆ ของโลก คือ อันดับสอง รองจากประเทศลิเบีย

Advertisement

การที่ประเทศไทยมีอุบัติเหตุบนท้องถนนติดอันดับโลกนั้น เป็นเพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจในการน้อมนำหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต ปล่อยให้การประพฤติและปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องของพระภิกษุ-สามเณร หรือพระภิกษุสงฆ์ จึงสนใจแต่เรื่องพิธีกรรมเป็นหลัก

เช่น สะเดาะเคราะห์ ผูกดวง เสริมสิริมงคล และหรือถวายสังฆทาน รวมถึงการแสวงหาโชคลาภอื่นๆ ซึ่งไม่สามารถจะแก้ปัญหาชีวิตได้อย่างถูกต้องและยั่งยืน

4.แนวทางป้องกันอุบัติเหตุอย่างยั่งยืน :ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) เน้นความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ซึ่งแนวทางในการแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างมีประสิทธิภาพหรือยั่งยืนนั้น ประกอบด้วย

4.1 จัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ : การประชุมหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ไม่ใช่ทำเฉพาะเวลามีเทศกาลเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ข้อมูลและข้อสรุปชัดเจนและสอดคล้องตรงกัน

4.2 เมื่อได้ข้อมูลและข้อสรุปชัดเจน : นำข้อมูลและข้อสรุปที่ตรงกันมาวิเคราะห์ ว่าอุบัติเหตุเกิดจากประเด็นใดแล้ว ต้องแจ้งข้อเท็จจริงให้ระดับนโยบายทราบ เพื่อดำเนินการป้องกันและแก้ไขอย่างเป็นกระบวนการ

4.3 ขอความร่วมมือจากหน่วยงานในพื้นที่ : อุบัติเหตุบนท้องถนนที่นำไปสู่การสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ล้วนมีต้นตอหรือแหล่งที่มาทั้งสิ้นและต้นตอหรือ
แหล่งที่มาของคนที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ คือ กลุ่มวัยรุ่นที่คึกคะนอง และการดื่มเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์ทำลายประสาทจนขาดสติสัมปชัญญะ

4.4 กลุ่มคนที่ต้องขอความร่วมมือเป็นพิเศษ : การแก้ปัญหาเมาแล้วขับที่ได้ผลนั้น มิใช่แค่การยึดรถ ยึดใบขับขี่ หรือส่งไปคุมประพฤติเท่านั้น แต่ต้องดำเนินการประชาสัมพันธ์ในเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญต้องขอความร่วมมือจากผู้ปกครอง ปราชญ์ชาวบ้าน วัด และโรงเรียน
เพื่อประสานพลังกดดันพฤติกรรมด้วยการฝึกอบรมกลุ่มเป้าหมายอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

4.5 รัฐบาลต้องทุ่มงบประมาณพัฒนาคน : นโยบายแจกเงินคนจนอาจมีความจำเป็น แต่การพัฒนาและยกระดับคนให้มีคุณภาพและคุณธรรมสำคัญกว่า เพราะคนที่มีคุณภาพและคุณธรรมสำคัญกว่าเพราะคนที่มีคุณภาพและคุณธรรมย่อมรู้จักคุณค่าของเงินและใช้จ่ายเงินอย่างคุ้มค่า

ซึ่งการพัฒนาและยกระดับที่สอดคล้องกับหลักธรรมทางศาสนาก็คือการส่งเสริมนโยบายหมู่บ้านรักษาศีล 5 ของคณะสงฆ์

5.ความประมาทเป็นบ่อเกิดแห่งความสูญเสีย :การสูญเสียชีวิตและทรัพย์ที่เกิดจากอุบัติเหตุในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่มากมายมหาศาลเกิดจากความประมาท คำถามก็คือ จะป้องกันไม่ให้เกิดความประมาทซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้อย่างไร?

คำตอบคือ “ต้องไม่ประมาท” ซึ่งเป็นคำตอบที่ง่ายแต่ปฏิบัติค่อนข้างยาก เนื่องเพราะมนุษย์ที่เป็นปุถุชนมักมีความเคยชินกับความเสี่ยงในหลากหลายรูปแบบ แต่เมื่อคำนึงถึงผลลัพธ์จากการกระทำที่นำไปสู่อุบัติเหตุ จึงควรฝึกฝนพฤติกรรมที่เป็นความเสี่ยง เฉพาะหน้าดังนี้

5.1 ขับรถเร็วอย่างผิดปกติวิสัย

5.2 ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

5.3 ขับรถย้อนศร หรือกลับรถกระชั้นชิด

5.4 ขับรถมักง่าย เช่น แซงซ้าย หรือตัดหน้าเพื่อน

5.5 ขับรถด้วยความไม่พร้อมของร่างกาย เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือสายตามีปัญหา

พฤติกรรมเสี่ยงทั้ง 5 ประการ ข้างต้น รวมเรียกว่า “ความประมาท” ความประมาทนี้ ทางศาสนาถือว่าเป็นหนทางแห่งความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน เมื่อความประมาทเป็นสิ่งที่มิใช่สิริมงคลสำหรับชีวิต จึงจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงหรือละเว้น

เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ต้องเอิบอาบด้วยบรรยากาศแห่งความรักและความอบอุ่นสำหรับชีวิตและครอบครัว จึงควรที่จะไม่ประมาท

และความไม่ประมาทนี้มีลักษณะเฉพาะคือ ขับขี่ด้วยความปลอดภัย ใส่ใจชีวิต และเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมทาง

ความไม่ประมาท หรืออัปปมาทะ (Heedfulness) หมายถึงการดำรงตนโดยไม่ขาดสติ ได้แก่การดำเนินชีวิตโดยมีสติเป็นเครื่องกำกับควบคุมพฤติกรรม เรียกว่า ทุกอิริยาบถต้องระมัดระวังอย่างเต็มที่และจริงจัง ไม่ปล่อยกายปล่อยใจให้เหม่อลอยหรือฟุ้งซ่านขณะขับขี่ยานพาหนะ ขับไปร้องเพลงไป อย่าขับไปด่าไป หรือทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นอันขาด

ความไม่ประมาทดังกล่าวนี้ พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นศาสดาเอกของโลกทรงกล่าวสอนไว้ว่า “เป็นรุ่งอรุณ เป็นบุพนิมิต เป็นหัวใจสำคัญของธรรมทั้งหลาย เปรียบประดุจทางปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ตามหลักพระพุทธศาสนา คือ อริยมรรค มีองค์ 8 รวมเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา” และ “ความไม่ประมาท ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ยิ่งใหญ่, เพื่อความดำรงมั่นไม่เสื่อมสูญ ไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม” โดยนัยนี้ย่อมบ่งชี้ได้ว่า ความสุข ความสมหวังที่พึงปรารถนาในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ ต้องดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาทเท่านั้น

สรุป : อุบัติเหตุเกิดจากความประมาท คือขาดสติขาดความระมัดระวัง และขาดความยับยั้งชั่งใจของการขับขี่ยานพาหนะ การแก้อุบัติเหตุที่ได้ผลทุกคนและทุกฝ่ายต้องดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท และชีวิตที่มีลมหายใจด้วยความไม่ประมาท คือมีสติคอยกำกับและควบคุมอยู่เสมอ ก็จะได้ชื่อว่าเป็นคนที่มีโชคลาภ มีความสมหวังในที่ทุกสถานและในกาลทุกเมื่อ ตลอดปีและตลอดไปชั่วกาลนาน