การติดต่อเชื่อมโยงระหว่างไทยกับโลกภายนอกดำเนินมาปกติเฉกเช่นประเทศอื่นๆ ทั่วไป ไม่ได้เหมือนเกาหลีเหนือที่เชิญนักข่าวต่างชาติ 130 คนเข้าไปในดินแดนในช่วงจัดการประชุมใหญ่ของพรรคเมื่อเร็วๆ นี้
แม้ว่าการเชิญแบบนั้นจะจัดแจงโปรแกรมและสถานที่ไว้ให้เสร็จสรรพตามเส้นทางที่กำหนด โดยให้ไปดูภาพการประชุมจริงในช่วงท้ายๆ 5 นาที ก็ยังถือว่าเป็นการติดต่อเชื่อมโยงที่พิเศษมาก เพราะปกติแล้วเขาไม่เปิดบ้านให้ขนาดนี้
ส่วนกรณีที่มีนักข่าวบีบีซีคนหนึ่งไปรายงานว่าระบบและผู้นำของเกาหลีเหนือย่ำแย่นั้น ก็ต้องถูกขับออกจากประเทศเขาตามระเบียบ
วิธีการจัดการดังกล่าวนั้นอาจตีความได้ว่า เกาหลีเหนือคงไม่ต้องการให้ช่วงเวลาของการแง้มประตูบ้านกลายเป็นการ “ชักศึกเข้าบ้าน”
สำนวนสุภาษิตนี้มีใช้ในเมืองไทยเมื่อเร็วๆ นี้ด้วยเช่นกัน กรณีที่มีเสียงเรียกร้องให้องค์กรนานาประเทศ รวมถึงสหประชาชาติ เข้ามาสังเกตการณ์ช่วงที่ไทยจัดการประชามติ
ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นเรื่องปกติของประเทศที่เปิดตัวต้อนรับโลกภายนอก แต่ก็มีบางคนใช้คำตำหนิว่า อย่าได้คิดชักศึกเข้าบ้าน
ชักศึกเข้าบ้าน มาจากสำนวนสุภาษิตเต็มๆ ว่า ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน หมายถึง นําศัตรูเข้ามา
เว็บไซต์สุภาษิตไทยอธิบายที่มาของสํานวนว่า “ชักน้ำเข้าลึก” คือ การที่ชาวนาทดน้ำเข้านาเข้าสวนของตนเอง แต่ถ้าน้ำเข้ามามากจนลึกเกินไป ก็จะเป็นผลเสียต่อไร่นา ส่วน “ชักศึกเข้าบ้าน” คือ การชี้ทางให้ศัตรูเข้ามาทำลายบ้านเมืองของตนเอง
การที่ตัวแทนขององค์กรระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นของยุโรป อเมริกา หรือสหประชาชาติ จะเข้ามาสังเกตการณ์ในไทย หรือแม้แต่ออกแถลงการณ์แสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ในไทยโดยอาศัยหลักการด้านสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน หรือสิทธิมนุษยชนสากลนั้น ถ้าให้มองด้วยใจเป็นธรรมแล้ว ก็มองไม่ออกว่าจะเป็นศัตรูอย่างไร
เพราะแต่ละครั้งล้วนเป็นความคิดเห็นของเขาที่หวังดีและห่วงใยไทยในฐานะเพื่อนร่วมโลก ไม่ได้ส่งกองกำลังหรือหน่วยรบพิเศษใดๆ เข้ามา
แต่ความรู้สึกที่จู่ๆ ก็กลัวการชักศึกเข้าบ้านขึ้นมา อาจเป็นชุดความเชื่อเดียวกับเรื่อง คนไทยมาจากถิ่นฐานอันไกลโพ้น การเปิดประตูเมืองให้ศัตรูเข้ามาจนเสียกรุง หรือเจดีย์ชเวดากองเอาทองมาจากกรุงศรีอยุธยา ฯลฯ
อันเป็นชุดข้อมูลที่ถูกแช่แข็งไว้ โดยไม่ได้อัพเดตข้อมูลหลักฐานข้อเท็จจริงและการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมทางประวัติศาสตร์
ไม่ได้อ่านวิเคราะห์ว่า คนไทยอยู่ที่นี่ หรือการเสียกรุงมาจากความเสื่อมของระบบบริหารราชการและกองทัพ หรือเจดีย์ชเวดากอง ที่ชเวแปลว่า ทองตั้งแต่แรกนั้น สร้างสมัยพุทธศตวรรษที่ 11-15 และสร้างใหม่อีกในพุทธศตวรรษที่ 20 ไม่ได้ต้องรอทองจากกรุงศรีอยุธยา ซึ่งกว่าจะเสียกรุงก็ทิ้งห่างมาถึงพุทธศตวรรษที่ 24
การยึดติดกับความเชื่อชุดแช่แข็งอาจทำให้เราสบายใจและภาคภูมิใจในความยิ่งใหญ่อย่างที่เคยเป็น แต่ก็จะทำให้ห่างไกลออกจากความจริงมากขึ้นจนปรับตัวยากขึ้น
สุดท้ายแล้วการไม่ปรับปรุงพัฒนาตัวเองไปพร้อมๆ กับโลกนั้น อาจเป็นภัยยิ่งกว่าการกลัวชักศึกเข้าบ้านเสียอีก

