หน้าแรก คอลัมนิสต์ กว่าพม่าจะเป็...

กว่าพม่าจะเป็นประชาธิปไตย…คงอีกนาน โดย ลลิตา หาญวงษ์

18.01.19 | 13:00 น.

หากใครยังคงมองว่าพม่าเป็นประเทศประชาธิปไตยน้องใหม่ที่มีอนาคตสดใสอาจต้องกลับไปคิดหรือไปฝันใหม่ ตั้งแต่พม่าได้รับเอกราชในปี 1948 (พ.ศ.2491) เรื่อยมา พม่ามีช่วงเวลาที่เป็นประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ที่มีรัฐบาลพลเรือนเป็นผู้กำหนดทิศทางการบริหารประเทศ เพียง 12 ปีเท่านั้น หลังปี 1962 (พ.ศ.2505) พม่าไม่เคยกลับไปสมาทานระบอบประชาธิปไตยอีกเลย แม้นในปัจจุบัน จะมีการเลือกตั้งทั้งในระดับชาติและในระดับท้องถิ่น แต่การเลือกตั้งในพม่ามิได้สะท้อนความต้องการของประชาชนทั้งหมด หนำซ้ำกองทัพยังมีโควต้าส่งคนของตนเข้าไปนั่งในรัฐสภาพม่าอย่างสง่าผ่าเผยด้วย

ผู้เขียนมักอธิบายความถดถอยของประชาธิปไตยในพม่าว่ามีสาเหตุหลักๆ มาจากบทบาทนำของกองทัพ โดยเฉพาะภายใต้การนำของนายพล เน วิน (อ่านบทความในชุด “เน วินกับระบอบเผด็จการทหารในพม่า” 10 ตอนจบที่ผู้เขียนเคยเขียนไว้ประกอบ) แม้นเมื่อเน วินลงจากตำแหน่งทั้งในรัฐบาลและกองทัพแล้วหลังเหตุการณ์นองเลือดในปี 1988 (พ.ศ.2531) ระบอบเผด็จการทหารก็ยังคงอยู่ต่อไป และดูจะเข้มแข็งขึ้นด้วย นี่อาจแสดงให้เห็นว่าการธำรงอยู่ของอำนาจเผด็จการอาจมิได้ขึ้นอยู่กับผู้นำหรือมหาบุรุษเพียงผู้เดียว แต่เกิดจากปัจจัยหลายประการรวมกัน หรือกลไกของรัฐที่ทำให้เผด็จการยังไม่ไปไหน

หลังปี 1988 ในพม่า SLORC (คนไทยมักเรียกว่าสลอร์ก) ถูกตั้งขึ้นมา โดยมีนายพล ซอ หม่อง นายทหารที่มองว่าเน วินเป็นเหมือนพ่อของตน แต่ซอ หม่องอยู่ในตำแหน่งได้เพียง 4 ปี ก็ลาออกจากตำแหน่ง สื่อหลายสำนักให้เหตุผลว่าซอ หม่องลาออกด้วยปัญหาสุขภาพ แต่อันที่จริงแล้วถูกหักหลังโดยนายทหารอีกขั้วหนึ่งภายใต้การนำของนายพล ตาน ฉ่วย และทำให้ฝ่ายหลังเข้ามารับตำแหน่งประธาน SLORC ตั้งแต่ปี 1992 (พ.ศ.2535)

การเข้ามาของ SLORC ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ขึ้นในพม่า เริ่มตั้งแต่การปลี่ยนชื่อประเทศจาก “เบอร์ม่า” (Burma) ไปเป็น “เมียนมา” (Myanmar) และแม้ SLORC จะอยู่ภายใต้การนำของนายทหารชั้นผู้ใหญ่เพียงหยิบมือ แต่ SLORC ก็พยายามสร้างบรรยากาศการปรองดองขึ้นในชาติ เช่น ให้คำมั่นกับประชาชนจะจัดให้มีการเลือกตั้ง ภายใต้การเมืองที่ตึงเครียดและคำสัญญาที่จะจัดการเลือกตั้งขึ้น ก็เกิดพรรคการเมืองฝ่ายค้านอย่างพรรคสันนิบาตเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติ หรือ NLD ขึ้นด้วยความร่วมมือของอดีตทหารในกองทัพอย่าง ติน อู, อ่อง จี, อ่อง ฉ่วย และ จี หม่อง ด้านออง ซาน ซู จี ที่เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรค NLD ด้วยเป็นผู้นำพรรคเพียงคนเดียวที่ไม่เคยเป็นทหารมาก่อน

ในช่วงแรกของรัฐบาล SLORC ภายใต้ตาน ฉ่วย กองทัพดูเหมือนจะผ่อนปรนกับ NLD เพิ่มขึ้น เห็นได้จากการปล่อยตัวออง ซาน ซู จี จากบ้านพักในปี 1995 (พ.ศ.2538) และเปิดโอกาสให้มีการเปิดประชุมสมัชชาแห่งชาติ (National Convention) อันเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตยระบบหลายพรรคของพม่า และกลจักรสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ดี กองทัพยังผูกขาดอำนาจในที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติ จนสร้างความบาดหมางร้าวลึกระหว่างกองทัพกับพรรค NLD อีกครั้ง จนทำให้ในปีต่อๆ มา SLORC (ที่เปลี่ยนชื่อเป็น SPDC หรือ State Peace and Development Council) ก็ควบคุมตัวออง ซาน ซูจี ไว้ในบ้านพักอีกครั้งในปี 2000 (พ.ศ.2543) ในระหว่างนี้ มีความพยายามเจรจาสันติภาพระหว่างกองทัพ NLD และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ บ่อยครั้งแต่ก็ไม่สามารถหาข้อตกลงได้

Advertisement

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพม่าล้วนเป็นความเปลี่ยนแปลงจากบนลงล่าง (top-down) ไม่มีใครทราบเหตุผลที่แท้จริงว่าเหตุใดกองทัพจึงตัดสินใจประกาศแผนการปฏิรูปประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ในปี 2003 (พ.ศ.2546) นายพลขิ่น ยุ้น อดีตผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองของพม่าและนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ประกาศแผนการโรดแมป 7 ขั้นสู่ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยในมุมของผู้นำในกองทัพพม่าคือประชาธิปไตยแบบมีวินัย (disciplined democracy) มิใช่ประชาธิปไตยในแบบโลกตะวันตก ที่ประชาชนและสังคมในพม่ามีสิทธิเสรีภาพในทุกๆ ด้าน แต่เสรีภาพสำหรับกองทัพพม่าต้องเป็นเสรีภาพที่กองทัพเล็งเห็นแล้วว่าเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพม่าในแบบของพม่าเอง และเป็นประชาธิปไตยที่ไม่ทำให้ความเป็นเอกภาพและความสมัครสมานสามัคคีในชาติต้องสูญสลาย แนวทาง 6 ประการที่กองทัพมองว่าเป็นหัวใจของประชาธิปไตยแบบพม่า ได้แก่ การไม่แบ่งแยกความเป็นสหภาพ, การไม่แบ่งแยกความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติ, การธำรงอยู่ของอำนาจอธิปไตยของชาติ, การส่งเสริมประชาธิปไตยแบบหลายพรรค, การส่งเสริมหลักการสากลว่าด้วยความยุติธรรม เสรีภาพ และความเท่าเทียมกัน และการมีส่วนร่วมของกองทัพในการเป็นผู้นำของการเมืองระดับชาติในรัฐบาลในอนาคต

ในระหว่างปี 1993-1996 มีความพยายามจัดตั้งสมัชชาแห่งชาติขึ้นมาก่อนแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะนอกจากจะเกิดความขัดแย้งระหว่างกองทัพกับพรรค NLD แล้ว กองทัพยังขัดแย้งกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ฝ่ายหลังเรียกร้องให้พม่ามีการปกครองแบบสหพันธรัฐ (federalism) แทนที่การปกครองแบบสหภาพ (union) ดังที่เป็นอยู่ การปกครองแบบสหพันธรัฐจะทำให้รัฐบาลท้องถิ่นของชนกลุ่มน้อยมีสิทธิและเสรีภาพในการปกครองตนเองเพิ่มขึ้น และมีอำนาจดูแลผลประโยชน์ของตนเพิ่มขึ้น ตรงข้ามกับการปกครองแบบสหภาพที่มอบอำนาจการปกครองทั้งหมดไว้กับรัฐบาลกลางที่มีชาวพม่าเป็นหัวเรือใหญ่ อย่างไรก็ดี กองทัพยังยืนกรานว่า แม้จะมีเสรีภาพเพิ่มขึ้น แต่ความมั่นคงและการป้องกันประเทศ จะยังเป็นความสำคัญสูงสุดของกองทัพพม่า ด้วยเหตุนี้ รัฐบาล SLORC จึงไม่เปิดโอกาสให้มีการวิพากษ์วิจารณ์การประชุมสมัชชาแห่งชาติ และยังมีการจับกุมผู้คิดเห็นต่างทางการเมืองอยู่เนืองๆ

ในปี 2003 ชาติสมาชิกอาเซียนไปประชุมกัน ณ เมืองพุกาม ในประเทศพม่า และได้ออกแถลงการณ์พุกามขึ้น หลักการของแถลงการณ์นี้คือการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในภูมิภาค เพื่อกระตุ้นการค้าและการพัฒนาโดยเฉพาะในเขตชายแดน ตลอดจนพัฒนาระบบการเมืองให้เอื้อกับการพัฒนานี้ ในปีเดียวกัน ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมให้ผู้นำจากหลายกลุ่มในพม่ามาประชุมกัน เพื่อหาทางเจรจาสันติภาพ ไทยสนับสนุนให้นักกิจกรรมทางการเมืองพม่าที่ลี้ภัยในไทยเข้าร่วมการเจรจาครั้งนี้ Bangkok Process ซึ่งสนับสนุนแผนการโรดแมป 7 ขั้นสู่ประชาธิปไตย มีส่วนช่วยให้เกิดการเจรจาจากทุกภาคส่วนในพม่า นายโคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติในขณะนั้นแถลงการณ์รับรองและชื่นชมสัญญาณบวกที่จะนำไปสู่การสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในพม่า รัฐบาลพม่าสัญญาว่าจะฟื้นฟูการประชุมสมัชชาแห่งชาติของพม่าขึ้นมาอีกครั้ง ในอีก 1 ปีถัดมา รัฐบาล SPDC (SLORC เปลี่ยนชื่อเป็น SPDC ในปี 1997) เรียกประชุมสมัชชาแห่งชาติอีกครั้ง และตั้งคณะกรรมการจัดประชุมสมัชชาแห่งชาติขึ้น มีพลโท เตง เส่ง เป็นประธาน

การประชุมสมัชชาแห่งชาติในปี 2004 (พ.ศ.2547) เกิดขึ้นพร้อมกับการเจรจาหยุดยิง ชนกลุ่มน้อย 6 กลุ่มยื่นข้อเสนอให้รัฐบาล โดยมีหลักการไม่ยอมรับอำนาจนำของกองทัพ (และไม่ยอมรับอำนาจนำของชนชาติพม่าด้วย) เพราะขัดต่อหลักประชาธิปไตย ชนกลุ่มน้อยที่ร่วมเจรจาในครั้งนี้ เช่น พรรค New Mon State Party (NMSP) ของมอญ และ Kachin Independence Organization (KIO) ของกะฉิ่น ในปีเดียวกันนั้น นายพลขิ่น ยุ้น ผู้ที่เป็นตัวตั้งตัวตีนำแผนการโรดแมป 7 ขั้นสู่ประชาธิปไตยมาใช้ถูกจับกุม และถูกควบคุมตัวไว้ในบ้านพัก พร้อมๆ กับเจ้าหน้าที่จากหน่วยสืบราชการลับที่เขากำกับอยู่เกือบ 1,000 นาย โดย SPDC อ้างว่าขิ่น ยุ้น ทุจริตและมีท่าทีไม่น่าไว้วางใจ

หลังจากการควบคุมตัวขิ่น ยุ้น การประชุมสมัชชาแห่งชาติจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก แม้จะมีการประชุมสมัชชาแห่งชาติอีกครั้งในต้นปี 2005 (พ.ศ.2548) แต่กลับมีผู้นำชนกลุ่มน้อยที่ถูกควบคุมตัว เช่น ผู้นำพรรค SNLD ขุน ทุน อู และผู้นำกองทัพ Shan State Army-North พลเอกเจ้า เสือ แท่น ในปีเดียวกัน รัฐบาลพม่าย้ายเมืองหลวงจากเมืองย่างกุ้ง (ร่างกุ้ง) ไปที่เมืองเนปยีดอ ทางตอนกลางของพม่า

ไม่มีใครรู้เหตุผลที่แน่ชัดว่ากองทัพพม่าย้ายเมืองหลวงไปเนปยีดอเพื่ออะไร แต่มีข้อสังเกตว่าอาจเป็นความเชื่อส่วนตัวของพลเอกอาวุโสตาน ฉ่วย อาจเป็นเพราะความกลัวการรุกรานทางทะเล (ย่างกุ้งอยู่ติดทะเล) หรืออาจเป็นความต้องการสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ให้ไกลจากเมืองหลวงเดิมที่วุ่นวายและการจราจรติดขัด เหมือนกับที่ออสเตรเลียไปตั้งเมืองหลวงแห่งใหม่ที่แคนเบอร่า และบราซิลไปตั้งเมืองบราซิเลียเป็นต้น