หน้าแรก คอลัมนิสต์ สังคมวัฒนธรรม...

สังคมวัฒนธรรมกระเพื่อมเศรษฐกิจ โดย มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด

18.01.19 | 13:00 น.

ในหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ปัจจุบันเรามักจะเห็นว่า รัฐมักทุ่มเทกับการลงทุนทางเศรษฐกิจที่หวังว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชัดเจนกว่าผลกระทบทางสังคม นอกจากนี้ ส่วนใหญ่แล้วรัฐบาลจะมองผลกระทบด้านเศรษฐกิจที่ผลเป็นบวก ส่วนภาคประชาสังคมและ NGO ก็มักจะมองว่าผลได้เชิงเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น อาจจะมีผลกระทบทางสังคมใน
เชิงลบ แต่ในวันนี้ผู้เขียนขอเสนอความคิดที่ว่าที่จริงๆ แล้ว การลงทุนทางด้านสังคมวัฒนธรรมนั้นอาจสามารถที่จะสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจได้อย่างที่เราไม่เคยคิดมาก่อน

ตัวอย่างของประเทศสหราชอาณาจักรเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ ศาสตราจารย์ ดร.เจตนา นาควัชระ เคยกล่าวถึงความสำคัญของการลงทุนด้านวัฒนธรรมและศิลปกรรมในบทความของท่านในหนังสือเรื่อง “วัฒนธรรมสำนึก รากฐานของอุดมศึกษาไทย” ว่าเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ที่ปรึกษาของรัฐบาลอังกฤษในขณะนั้น คือ ลอร์ดจอห์น เมนาร์ด เคนส์ ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์นามอุโฆษเป็นที่รู้จักในนานาประเทศทั่วโลกมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ได้แนะนำให้รัฐบาลอังกฤษลงทุนในด้านศิลปวัฒนธรรมก่อนสิ่งอื่นใด แม้ว่าฐานะทางเศรษฐกิจของรัฐบาลอังกฤษในตอนนั้นยังไม่ค่อยมั่นคง ดังนั้น The Arts Council of Great Britain จึงได้เกิดขึ้น และในเวลานี้วัฒนธรรมและศิลปกรรมก็ได้กลายเป็นฐานรากอันสำคัญของอังกฤษในการกอบโกยเงินจากนักท่องเที่ยวที่แวะไปเยี่ยมเยือนและร่วมกิจกรรมศิลปวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ในประเทศอังกฤษ

สำหรับประเทศไทยนั้น มองว่าการลงทุนทางสังคมวัฒนธรรมเป็นการลงทุนเพื่อการศึกษา ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ และการออกแบบพิพิธภัณฑ์แต่เดิมก็ละม้ายคล้ายคลึงกับร้านขายของเก่า แต่ในปัจจุบันนี้การลงทุนในพิพิธภัณฑ์ นอกจากจะเป็นการลงทุนเพื่อให้การศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปแล้ว ยังสามารถที่จะออกแบบให้น่าสนใจจนเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ของประชาชนทั่วไป และเหมาะกับการเยี่ยมชมของนักท่องเที่ยวได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์สิรินธร จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานที่สะสมองค์ความ
รู้ด้านบรรพชีวินวิทยา โดยนักธรณีวิทยาจากกรมทรัพยากรธรณี ตั้งแต่ปี 2519 โดยมี ดร.วราวุธ สุธีธร เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย การศึกษาของมูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ พบว่า มูลค่าของความพึงพอใจที่นักท่องเที่ยวหรือผู้เยี่ยมชมได้รับในการเข้าชมพิพิธภัณฑ์มีมูลค่ารวมเท่ากับ 23.15 ล้านบาทต่อปี มีมูลค่าเท่ากับ 44.63 บาทต่อครั้ง และเมื่อเปรียบเทียบกับค่าธรรมเนียมเข้าชมตามที่เก็บในปัจจุบันเฉลี่ยตามสัดส่วนของประเภทผู้เยี่ยมชม จะเท่ากับ 25.50 บาทต่อครั้ง ทำให้มีส่วนเกินผู้บริโภค คือ กำไรในรูปของความพึงพอใจของผู้ใช้บริการที่ตีค่าเป็นตัวเงินเท่ากับ 19.13 บาทต่อครั้ง นอกจากนั้น พิพิธภัณฑ์ยังเปิดพื้นที่สาธารณะให้ชุมชนใกล้เคียงได้ใช้ประโยชน์อีกด้วย

อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ การพัฒนาลงทุนพัฒนาพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเมืองเชียงใหม่ โดยเทศบาลนครเชียงใหม่ ซึ่งได้ใช้พื้นที่อาคารศาลากลางเก่าและได้ปรับปรุงให้พื้นที่หน้าศาลากลางนั้นเป็นจัตุรัสเมือง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของอนุสาวรีย์ 3 กษัตริย์ ปัจจุบันประกอบด้วยอาคารจัดแสดง 3 หอ ได้แก่ 1) หอศิลปวัฒนธรรมของเมืองเชียงใหม่ จัดแสดงนิทรรศการทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะห้องสร้างบ้านแปงเมือง ที่จะอธิบายให้เข้าใจว่าเมืองเชียงใหม่ที่มีคูน้ำกำแพงเมืองล้อมรอบ เกิดขึ้นได้อย่างไรและอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ โดยคงความคิดความเชื่อไว้อย่างมั่นคงได้อย่างไร 2) หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ แสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์และพัฒนาการของเมืองเชียงใหม่ ให้ความเข้าใจถึงยุคสมัยต่างๆ และเหตุปัจจัยในการเปลี่ยนแปลงตลอดช่วงเวลาของเมืองเชียงใหม่ทั้งหมด และ 3) พิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา จัดแสดงถึงนิทรรศการด้านภูมิปัญญาทางศิลปะ ซึ่งปรากฏอยู่ทั้งในการดำรงชีวิตและในงานพุทธศิลป์

เมื่อช่วงแรกเริ่มหอศิลป์และประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่นั้น มีนักท่องเที่ยวมาชมเพียง 30,000 คนต่อปี แต่ในปัจจุบันได้เพิ่มจำนวนเป็น 117,392 คนต่อปี โดยกว่า 25,000 คน เป็นกลุ่มนักเรียนนักศึกษา และกว่า 72,000 คน เป็นผู้เข้าชมชาวต่างชาติ โดยในปีงบประมาณ 2561 สามารถสร้างรายได้ประมาณ 8.71 ล้านบาท ทำให้หอศิลป์ฯพอจะเริ่มเลี้ยงดูตัวเองได้ นอกจากนั้นยังสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจในบริเวณโดยรอบ เช่น เกิดร้านอาหาร ร้านขนม และยังก่อให้เกิดร้านกาแฟจำนวนมาก เพื่อรองรับการเดินเที่ยวในเมืองของนักท่องเที่ยวประเภท FIT ซึ่งเมื่อเดินเที่ยวแล้วก็ต้องมีที่พักขา เข้าห้องน้ำ ซึ่งนักท่องเที่ยวเหล่านี้ไม่นิยมห้องน้ำสาธารณะ ร้านกาแฟจึงเป็นจุดตั้งต้นและเป็น hub สำคัญที่รองรับนักท่องเที่ยวในการเที่ยวในตัวเมืองเก่า

Advertisement

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้หอศิลป์ฯ เริ่มเลี้ยงตัวเองได้ เกิดจากความสนใจของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งที่เชียงใหม่เป็นนักท่องเที่ยวอิสระที่ไม่มากับทัวร์ งานวิจัยของ ดร.ดนัยธัญ พงษ์พัชราธรเทพ ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นผู้สนับสนุนทุนวิจัย ได้ศึกษาพฤติกรรมและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวจีน รวมถึงได้วิเคราะห์ความสนใจของนักท่องเที่ยวจีนที่มีต่อการมาท่องเที่ยวเมืองเชียงใหม่ผ่านการค้นคว้าหาข้อมูลจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวสนใจผ่านทางสื่อออนไลน์ Mafengwo ผลการศึกษาแสดง พบว่า จุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวชาวจีนสนใจอยู่ในย่านเมืองเก่าเชียงใหม่ โดยมีการกระจายตัวตามแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก (แสดงดังรูปที่ 1 และ 2) ซึ่งในบรรดาผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ทั้งหมด เป็นผู้เข้าชมชาวต่างชาติถึงร้อยละ 61

ในปัจจุบัน ยังมีพื้นที่บริเวณใกล้เคียงหอศิลป์ฯ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์และพัฒนาเป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเมืองเก่าเชียงใหม่ได้อีก เช่น ทัณฑสถานหญิง สามารถพัฒนาไปเป็นสวนสาธารณะ หรือโรงงานเก่าของยาสูบ และที่ว่าการอำเภอเก่า สามารถพัฒนาให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์เชิงศิลปะอย่างบูรณาการได้ เช่น โรงงานเก่าของยาสูบ สามารถออกแบบเป็นพื้นที่สำหรับการออกแบบและกิจกรรมหัตถศิลป์เชิงสร้างสรรค์ รวมทั้งการออกแบบผสมผสานกับแนวคิดสมัยใหม่ หรือที่ว่าการอำเภอเก่า สามารถออกแบบเป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ (Art gallery) ซึ่งทั้งหมดนี้จะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น

เมืองเชียงใหม่ก็จะสามารถยกระดับไปเป็นเมืองสุดยอดอารยธรรมล้านนาได้อย่างแท้จริง!