เดินหน้าชน : แก้วิกฤตฝุ่นจิ๋ว : สุพัด ทีปะลา

21.01.19 | 13:13 น.

ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนในเมืองกรุงต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากวิกฤตปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือฝุ่นละออง PM2.5 ที่เกินค่ามาตรฐานในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล

ถ้านับรวมตั้งแต่ช่วงปี 2561 จนถึงต้นปีนี้ คนเมืองกรุงเผชิญกับวิกฤตฝุ่นละออง PM2.5 มาแล้วราว 3-4 ครั้ง

แต่ละครั้งกินเวลานับอาทิตย์

กับสถานการณ์ล่าสุดตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่คนกรุงต้องเผชิญกับปัญหานี้อีกครั้ง หลายพื้นที่ฝุ่นละออง PM2.5 เกินค่ามาตรฐานตั้ง 50-100 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) จนอยู่ในระดับที่เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทำให้ประชาชนตื่นตัวหาซื้อหน้ากากอนามัยมาสวมใส่ป้องกัน

จนหลายพื้นที่หน้ากากอนามัยขาดตลาด

Advertisement

แม้ นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) จะออกประเมินว่า สถานการณ์ฝุ่นในปีนี้ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตและสามารถรับมือได้ ขอประชาชนอย่าเพิ่งตระหนกจนเกินไป เพราะสถานการณ์ไม่ได้รุนแรงเท่ากับปี 2561 ซึ่งค่าสูงสุดเคยไปแตะที่ 120-130 มคก./ลบ.ม. ประมาณ 1-2 วัน

ยากที่คนกรุงจะไม่วิตกกับปัญหาฝุ่นขนาดเล็กที่เกิดขึ้น

จากหนังสือรายงานสถานการณ์และการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศและเสียงของประเทศไทย ล่าสุดของปี 2560 ที่จัดทำโดยกรมควบคุมมลพิษ น่าวิตกว่าคนกรุงต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 อยู่บ่อยครั้งในรอบปี

“เฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ตรวจพบปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 เกินค่ามาตรฐานประมาณ 40-50 วัน/ปี ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม”

ส่วนสาเหตุในรายงานระบุว่า ปัญหามาจากการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรและการประกอบอาหารที่ก่อให้เกิดควันไฟ ร้อยละ 40-45 จากการจราจรและยานพาหนะ ร้อยละ 30-35 และจากอุตสาหกรรมร้อยละ 10-15 ส่วนการก่อสร้างจะเกิดฝุ่นขนาดใหญ่

รายงานดังกล่าวที่หยิบยกมาเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น ส่วนสถานการณ์ของปี 2561 ในภาพรวมที่ยังไม่ได้เผยแพร่ออกมา คาดว่าจะไม่แตกต่างจากข้อมูลในปีที่ผ่านมามากนัก

ในขณะที่การแก้ปัญหาระยะสั้นและระยะยาวนั้นยังเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายเรียกร้อง และคาดหวังจากรัฐบาลให้มีมาตรการและกำหนดแนวทางอย่างชัดเจน

ก่อนหน้านี้ นายสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา นักวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตอธิบดี คพ.ได้เสนอทางออกที่น่าสนใจว่า มาตรการระยะสั้น “ลดจำนวนแหล่งกำเนิดมลพิษอากาศ ขยายเขตพื้นที่การจำกัดเวลารถบรรทุกเข้าในเขตกรุงเทพฯ เพิ่มจากเขตรอยต่อกับจังหวัดปริมณฑลออกไปถึงวงแหวนรอบนอก

หากไม่ดีขึ้น จำกัดเวลารถบรรทุกขนาดเล็กตาม เข้าในกรุงเทพฯในชั่วโมงเร่งด่วน และหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นอีก ให้จำกัดรถส่วนบุคคลทะเบียนรถเลขคู่วิ่งในวันคู่ และทะเบียนรถเลขคี่วิ่งในวันคี่

มาตรการระยะยาว ควรจัดการจราจรให้คล่องตัว เช่น ห้ามจอดรถริมถนนสายหลักทุกสายอย่างเด็ดขาดตั้งแต่เวลา 06.00-21.00 น. และจัดระเบียบการจราจรและคมนาคมขนส่งให้เป็นไปตามกฎจราจรอย่างเข้มงวด ควบคุมการก่อสร้างในเขตกรุงเทพฯ เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของฝุ่นละออง”

อย่างไรก็ดี แม้ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ จะสั่งการให้หน่วยงานต่างๆ เร่งแก้ปัญหานี้แล้ว

แต่ยังต้องรอดูว่าจะมีมาตรการที่เอาจริงเอาจังแก้วิกฤตฝุ่นให้ชาวกรุงคลายความวิตกกังวลได้มากน้อยแค่ไหน

สุพัด ทีปะลา