สังคมไทยและคนไทยกำลังเผชิญหน้ากับสองเหตุการณ์ ที่สามารถทดสอบภูมิคุ้มกัน ความอดทนอดกลั้น และการยืนยันในหลักการสำคัญของพวกเราได้เป็นอย่างดี
เหตุการณ์แรก คือ โศกนาฏกรรม เมื่อผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ บุกเข้าทำร้ายและสังหารพระสงฆ์ในวัดรัตนานุภาพ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส
ส่งผลให้มีพระสงฆ์มรณภาพสองรูป โดยหนึ่งในนั้น คือ “พระครูประโชติรัตนานุรักษ์” เจ้าอาวาส และเจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี
เหตุการณ์เช่นนี้บ่งชี้ว่าความขัดแย้งในพื้นที่ยังคงมีอยู่ การพยายามหาทางแก้ไขปัญหาของหลายฝ่ายยังไม่ประสบความสำเร็จ สันติภาพยังไม่เกิดขึ้นจริง
การแก้ไขปัญหาเรื้อรังดังกล่าวคือ “งานหนัก” ที่ทำได้ไม่ง่าย
แม้อาจจะมีเพื่อนร่วมสังคมจำนวนไม่น้อยที่เกิดความรู้สึกหุนหันพลันแล่นว่า ประเทศไทยกำลังมีความขัดแย้งทางศาสนา พร้อมกับตีตราเหมารวมผู้คนที่ถูกทึกทักว่าเป็น “ฝ่ายตรงข้าม” ด้วยทัศนคติไม่ดีบางประการ และเริ่มเรียกร้องหายุทธวิธีแบบ “ตาต่อตาฟันต่อฟัน”
แต่หลังเหตุการณ์ที่สุไหงปาดี ยังไม่มีผู้มีอำนาจตัดสินใจ ผู้มีส่วนกำหนดนโยบาย เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง และผู้นำศาสนารายใด ที่ส่ง “สาร” ก้าวร้าวทำนองนั้นออกสู่สังคม
ตรงกันข้าม ผู้เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้แทบทุกฝ่าย ต่างยืนยันในหลักการที่จะไม่มีการแบ่งมิตรแยกศัตรูแบบผิดฝาผิดตัว ไม่มีการแบ่งขาวแยกดำอย่างมักง่าย และการไม่ใช้ความรุนแรงดับสถานการณ์รุนแรง
รัฐไทยและสังคมไทยโดยรวมต้องพยายามยึดมั่นหลักการนี้เอาไว้เช่นเดียวกัน
อีกด้านหนึ่ง ในเรื่องการเมืองระดับชาติ ก็เกิดการรวมตัวของผู้คนสองกลุ่ม
ได้แก่ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ที่ไม่เห็นด้วยกับการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ โดยปราศจากกำหนดการใหม่
หรือสัญญาประชาคมที่แน่ชัด กับ “กลุ่มสามัคคีก่อนเลือกตั้ง” ที่ไม่เห็นว่าการเลื่อนเลือกตั้งออกจากกำหนดการเดิมจะเป็นปัญหาต่อประเทศชาติ
นี่คือการชุมนุม ส่งเสียง สื่อสารความวิตกกังวลและความนึกคิดของตนเอง ตามวิถีทางที่ก้าวย่างกลับคืนเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งสามารถกระทำได้ ตราบใดที่แต่ละฝ่ายยังไม่ก่อเหตุทะเลาะวิวาทซึ่งกันและกัน
ขณะเดียวกัน คนอื่นๆ ในสังคมก็ไม่ควรประเมินว่าการรวมกลุ่มเพื่อแสดงความเห็นต่างลักษณะนี้ คือ สภาวะ “ม็อบชนม็อบ” ที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวายไร้ระเบียบ
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ ณ ขณะนี้ ยังไม่มีฝ่ายไหนกลุ่มใดที่ออกมาส่งเสียง “ปฏิเสธการเลือกตั้ง” อย่างสิ้นเชิง
เพราะเหมือนสังคมไทยได้กำหนดฉันทมติร่วมกันไปแล้วเรียบร้อย ว่าอย่างไรเสีย ก็ต้องมีการเลือกตั้งภายในปี 2562
นี่คืออีกหนึ่งหลักการที่ทุกคนต้องยึดกุมเอาไว้ให้มั่น

