
ชื่อบ้านนามเมืองในท้องถิ่นต่างๆ ถูกทำให้วิปริตผิดเพี้ยนด้วยอำนาจนิยมของสังคมไทย
นานมาแล้ว ผู้เคลื่อนไหวแก้ไขให้ถูกต้องอย่างต่อเนื่องยาวนาน ผมจำได้ท่านเดียวคือ จารุบุตร เรืองสุวรรณ นักปราชญ์ที่ทำงานการเมือง (อาจมีท่านอื่นอีก-ขอประทานโทษ แต่ผมจำไม่ได้)
ทุกท้องถิ่นมีประวัติศาสตร์สร้างคุณค่าและมูลค่า
คุณค่า บอกภูมิสังคม รู้ความเป็นมาที่พึ่งพาเกี่ยวดองระหว่างภูมิประเทศกับคนและชุมชน โดยดูจากชื่อบ้านนามเมืองเป็นเบื้องต้น
มูลค่า กระตุ้นการท่องเที่ยว สร้างรายได้ตรงส่งกระจายถึงคนในชุมชนหมู่บ้าน เริ่มจากเที่ยวกันเองระหว่างท้องถิ่นใกล้เคียง และค่อยๆ ขยับขยายไปภายในประเทศ แค่นี้ก่อน
คนลุ่มน้ำ
นโยบายเศรษฐกิจส่วนมากถูกกำหนดโดยผู้มีอำนาจที่ขาดความรู้ความเข้าใจประวัติศาสตร์ไทยโดยรวม ที่มีพัฒนาการจากสังคมวัฒนธรรมลุ่มน้ำ (ก่อนมีการแบ่งเขตจังหวัด, อำเภอ)
เมื่อนโยบายต่างๆ สร้างผ่านเขตปกครองสมัยใหม่ เลยยุ่งเหยิง เช่น กำหนดเขต “ภาคเหนือตอนล่าง” ทั้งๆ แท้จริงเป็น “ภาคกลางตอนบน” เป็นต้น
ครูอาจารย์เหยียดชื่อบ้านนามเมือง
ชื่อบ้านนามเมืองทั่วประเทศ มีคำบอกเล่าหลากสีสันทั้งรูปตำนาน นิทาน และอื่นๆ เป็นพลังสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้ดียิ่ง แต่ระบบการศึกษาไทยไม่ให้ความสำคัญ ดูจากมีทัศนะเหยียดๆ
ผู้สอนภาษาไทยและวรรณคดีไทยในสถานศึกษาทุกระดับ เห็นดีเห็นงามการเหยียดความรู้เหล่านั้น จึงไม่ใส่ใจชื่อบ้านนามเมืองที่ฝ่ายมหาดไทยกำหนดเปลี่ยนตามอำเภอใจ แล้วผิดความหมายเดิม
มีผู้รู้ท้องถิ่นเคยบอกไว้นานแล้วว่าครูอาจารย์เหล่านั้นมีปัญหาเรื่องคุณภาพความรู้ที่เรียนมา จึงไม่ต่อยอดศึกษาวิจัยเพิ่มอีกในข้อมูลความรู้ท้องถิ่น สิ่งที่ทำประจำคือ แสดงตนเป็นไทยด้วยเสื้อผ้าหน้าผม แล้วคอยจับผิดคนอื่น ยกเว้นตัวเอง
ความเป็นไทยของคนพวกนี้ยอมจำนนกับอำนาจ จึงไม่กล้าค้านมหาดไทย แต่พร้อมข่มขู่ข่มเหงคุกคามคนรากหญ้าที่อ่อนแอกว่าถูกด่าทอไฟแลบ
ผมยังไม่ได้ยินนโยบายการศึกษาของพรรคการเมืองและนักการเมืองรุ่นใหม่ๆ เรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ซึ่งอาจไม่ได้ยินเลย เพราะไม่เคยมีนักการเมืองสมัยหลังเอาใจใส่เรื่องนี้
