การมาเยือนเมืองไทยครั้งแรกของวงออเคสตราย้อนยุคจากประเทศอังกฤษที่มีชื่อว่า “อะคาเดมี ออฟ แอนเชียนท์ มิวสิก” (Academy of Ancient Music) ซึ่งใช้ชื่อย่อว่า AAM นั้นมิได้นำมาเพียงแค่ “เสียงแปลกๆ” ให้แฟนๆ ดนตรีคลาสสิกชาวไทยได้ยิน ได้สัมผัสกันเท่านั้น หากแต่พวกเขายังชักชวนให้เราต้องหันกลับมาทบทวนถึงแนวคิดและมุมมองของการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์เสียใหม่
ประวัติศาสตร์จะกลายเป็นวิชาที่ทรงคุณค่าและมีความหมายต่อชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบันได้อย่างไร? เราจะทำอย่างไรที่จะปลุกวิชาประวัติศาสตร์ให้กลับฟื้นคืนชีพมาบอกเล่าเรื่องราว ประสบการณ์และความงดงามในอดีตให้คนยุคปัจจุบันได้แง่คิด ทบทวนเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้
นี่แหละเป็นสิ่งที่ AAM ได้มามอบประสบการณ์และแง่คิดนี้ให้พวกเราต้องทบทวนกัน
การบรรเลงของ AAM มีขึ้นในค่ำวันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2559 ที่ผ่านมา ณ หอแสดงดนตรี มหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เรื่องบริบทของสถานที่แสดง เป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามได้ เพราะการนำวงดนตรีขนาดย่อมเพียง 15-16 ชิ้น ที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีย้อนยุคแบบเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน ซึ่งมีเสียงที่เบามาก เป็นวงดนตรีที่ใช้บรรเลงกันตามห้องโถงใหญ่ๆ ในราชสำนักแบบโบราณ ที่มักจะจุผู้ฟังได้ไม่เกิน 100 คน แต่กลับต้องมาบรรเลงบนเวทีและห้องแสดงดนตรีซิมโฟนีคอนเสิร์ต 2,000 กว่าที่นั่ง ยุคปัจจุบัน ที่ใช้บรรเลงบทเพลงซิมโฟนีของมาห์เลอร์ (G.Mahler) และบรูคเนอร์ (A.Bruckner) ด้วยวงดนตรีขนาด 100 ชิ้น ย่อมทำให้เราไม่อาจสัมผัสเสียงที่ควรจะเป็นของวงดนตรีย้อนยุคแบบนี้ตามแบบดั้งเดิมได้ทั้งหมดแน่นอน เพราะเราต้องไม่ลืมว่าคุณภาพการบรรเลงของดนตรีคลาสสิกนั้นมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกับคุณลักษณะความก้องกังวาน (Acoustic) ของสถานที่แสดงอย่างมาก
นี่เป็นข้อจำกัดในการออกตระเวนทัวร์คอนเสิร์ตของวงดนตรีย้อนยุคแบบ AAM (และอีกหลายวงในลักษณะเดียวกัน) ที่จำต้องออกแสดงภายในสถานที่ซึ่งไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับวงดนตรีประเภทนี้ แต่ก็เป็นข้อจำกัดที่พวกเขาต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในสภาวะแวดล้อมทางดนตรีที่เปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ
ริชาร์ด เอการ์ (Richard Egarr) ผู้อำนวยเพลงและนักเล่นฮาร์พซิคอร์ด (Harpsichord) ประจำวงกล่าวแนะนำวงดนตรีด้วยเสียงสดๆ (ไม่ใช้ไมโครโฟน) ก่อนการบรรเลง เขาออกตัวว่าเสียงของวงดนตรีวงนี้อาจบอกไม่ได้ว่า “ดีกว่า” หรือ “แย่กว่า” เมื่อเทียบกับเสียงของเครื่องดนตรียุคปัจจุบัน หากแต่มันเป็นเสียงที่ “แตกต่าง” อย่างแน่นอนที่สุด
ใช่แล้วมันคงไม่มีประโยชน์ที่เราจะมาถกเถียงกันว่า มันเป็นเสียงที่ดีหรือแย่ เพราะนั่นคือรสนิยมส่วนตัวของแต่ละบุคคล ต้นกำเนิดของกระแสการบรรเลงดนตรีย้อนยุคแบบที่เรียกกันว่า HIP (Historically Informed Performance) เริ่มขึ้นเมื่อราว 40 กว่าปีก่อน ด้วยความฉุกคิดที่ว่า ดนตรีในศตวรรษที่ 17-18 ที่บรรเลงกันด้วยวงออเคสตรายุคปัจจุบันนั้น ไม่ใช่เสียงดนตรีแบบที่เกิดขึ้นในยุคนั้น
ประเด็นที่น่าคิดต่อมาก็คือ นี่เป็นเพียงการรื้อฟื้นเครื่องดนตรีโบราณในพิพิธภัณฑ์ออกมาซ่อมสร้างใหม่ บรรเลงกันใหม่ เพื่อให้ได้ฟังเสียงวงออเคสตราในยุคนั้นอย่างแท้จริงเท่านั้นหรือ
ถ้าหากเราคิดว่าดนตรีก็คือ “เสียงชนิดหนึ่ง” เท่านั้นเอง การรื้อฟื้นเพื่อให้ได้ฟังเสียงโบราณก็บรรลุวัตถุประสงค์ครบถ้วนสมบูรณ์ หากแต่ถ้าเราเชื่อว่าดนตรีเป็นมากกว่าเสียง การได้ค้นพบเพียงแค่เสียงโบราณย่อมไม่ใช่จุดหมายปลายทางที่สมบูรณ์ น่าเชื่อว่า คริสโตเฟอร์ ฮ็อกวูด (C. Hogwood) ผู้ก่อตั้งวงดนตรีวงนี้เมื่อ 43 ปีก่อน ไม่น่าจะตั้งวิสัยทัศน์ไว้เพียงแค่ “เสียงโบราณ” เท่านั้น หากแต่มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่จะนำพาเราไปสู่ความหมายของคำว่าศิลปะ ความคิด ปรัชญาและบริบททางสังคมด้านอื่นๆ เพื่อเปิดโลกแห่งอดีตกาล นำพาเราสู่ความรุ่งโรจน์และความทะเยอทะยานในอันที่จะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบของผู้คนในอดีต
และเมื่อเป็นเช่นนี้ วงดนตรีย้อนยุคก็เป็นเพียงแค่ “พาหะ” หรือ “สื่อ” สำหรับพวกเราเท่านั้น และ AAM ยังอาจเปรียบเสมือนสถาบันทางดนตรีที่เปิดโอกาสให้นักดนตรีรุ่นแล้วรุ่นเล่า ได้แวะเวียนมาศึกษาเพื่อที่จะสัมผัสกับ ความรุ่งเรืองทางปัญญา ความคิด ผ่านเสียงดนตรีแบบศตวรรษที่ 17-18 ผ่านพิธีกรรมทางดนตรีที่เขาต้องมาปฏิบัติร่วมกัน และนี่ก็มิใช่เพียงแค่ AAM วงนี้วงเดียวยังคงมีวงดนตรีย้อนยุคแบบกระแส HIP นี้อีกมากมายหลายวงที่มีความคิด ความเชื่อ และอุดมคติทางศิลปะในแบบเดียวกัน แต่กลับมีวิถีทางและแนวทางปฏิบัติในรายละเอียดที่แตกต่างกัน เปรียบเสมือนผู้คนในศาสนาเดียวกัน (ศาสนาดนตรี) หากแต่เดินตามแนวทางในลัทธิหรือนิกายที่แตกต่างกันนั่นเอง
นอกจากวงดนตรีขนาด 15 ชิ้นแล้ว AAM ได้นำนักร้องเดี่ยวหญิงเสียงเมซโซ-โซปราโน (Mezzo-Soprano) นามว่า “วิวิกา เจโน” (Vivica Genaux) มาร่วมเป็นดาวเด่นในการแสดงคอนเสิร์ตครั้งนี้ เมื่อมองคุณค่าของ AAM ในแง่ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตชีวาแล้ว เราอย่าได้มองข้ามคุณค่าการตีความเชิงประวัติศาสตร์ของนักร้องหญิงอเมริกันผู้นี้ เธอมีลักษณะโดดเด่นดึงดูดความสนใจได้ราวกับมีแม่เหล็ก ผิวเข้ม ตาคม ริมฝีปากกว้าง ยิ้มสวย นัยตามีอำนาจดึงดูดใจ มองดูแล้วเธอผู้นี้คือผู้คู่ควรแก่บทนางคาร์เมน (Carmen) สตรีสูงเสน่ห์ มารยาร้อยเล่มเกวียน ในอุปรากรของบิเซต์ (G.Bizet) ได้อย่างสมบูรณ์เป็นธรรมชาติ
จึงตอบคำถามที่ว่าเหตุใด บิเซต์จึงเลือกเสียงเมซโซ-โซปราโน (เสียงกลางของผู้หญิง) มาเป็นนางเอกของอุปรากรนี้
เสียงโซปราโน (เสียงสูงสุดของผู้หญิง) นั้นคงจะฟังดู สว่าง สดใส บริสุทธิ์เกินไป ไร้มนต์ขลังแห่งความเร้นลับ ลึกซึ้งด้วยปัญญาและอารมณ์แบบเสียงเมซโซ-โซปราโน ซึ่ง วิวิกา เจโน ได้เผยถึงศักยภาพหลากหลายด้านของมัน
ในการแสดงครั้งนี้ เธอเลือกทั้งบทเพลงที่อวดเทคนิคและพลังอารมณ์เชิงละครจากอุปรากรบาโรก (Baroque) และบทเพลงศาสนาอันลึกซึ้งมาขับร้องเผยถึงศิลปะแห่งการตีความทั้งทางโลกิยะและทางโลกุตระให้เราได้สัมผัสกันว่า เสียงร้องของมนุษย์จะนำพาเราไปสู่สุนทรียะแห่งโลกทั้งสองขั้วที่แตกต่างกันได้อย่างไร?
ไม่ว่าจะเป็นบทเพลง In turbato mare irato หรือ In the turbulence of the angry sea ของวิวาลดิ (Antonio Vivaldi) ที่มีเนื้อหาเปรียบเทียบชีวิตมนุษย์ที่เป็นดั่งเรือที่ล่องอยู่ในทะเลชีวิตอันเกรี้ยวกราด วิงวอนขอความเมตตาจากพระนางมารีที่เปรียบเสมือนดวงดาวอันสว่างไสวคอยนำทางชีวิต บทเพลงนี้มี 4 ส่วน ทั้งช้าและเร็ว ในช่วงเร็วนั้นมีการอวดเทคนิคการร้องอย่างน่าตื่นเต้น ราวกับการบรรเลงด้วยไวโอลินอย่างรวดเร็ว ส่วนในท่อนช้าที่เน้นการแสดงอารมณ์นั้น เธอแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกอันศักดิ์สิทธิ์ที่เปี่ยมด้วยศรัทธาในศาสนา ซึ่งแตกต่างจากการแสดงอารมณ์ความรู้สึกในละครอุปรากรโดยสิ้นเชิง
นี่คือบทเรียนที่ว่า เพลงศาสนาควรขับร้องอย่างไร?
หลังจากบทเพลงศาสนาเธอยังอวดความสามารถทั้งชั้นเชิงเทคนิคการขับร้องและการตีความแสดงอารมณ์เชิงละครอันหลากหลาย จากบทเพลงในอุปรากรของวิวาลดิอีก 3 เรื่อง ซึ่งทำให้เราต้องหันมามองวิวาลดิในมุมมองที่กว้างขึ้นจากนักประพันธ์บทเพลงสำหรับอวดศักยภาพเครื่องดนตรีแบบที่เราเรียกท่านอย่างติดปากกันมายาวนานว่า “บิดาแห่งบทเพลงคอนแชร์โต” และหันมาพิจารณาคุณูปการและผลงานละครอุปรากรที่แสดงเทคนิคการขับร้องขั้นสูงของท่านกันบ้าง เทคนิคการขับร้องที่ใช้ “ลูกคอ” ล้วนๆ โดยปราศจากคำร้อง วิ่งขึ้น-ลง จนไม่รู้ว่าเธอได้สูดลมหายใจเข้าปอดในตอนไหน การไล่เสียงสูง-ต่ำโดยใช้คอหอยของมนุษย์ราวกับเป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง นี่แสดงให้เห็นว่าในทางดนตรีบรรเลงแบบอิตาเลียนคอนแชร์โตนั้นวิวาลดิคิดไวโอลินเป็นเสียงร้องของมนุษย์ ส่วนในทางละครร้องแบบอิตาเลียน โอเปรานั้น วิวาลดิคิดเสียงร้องมนุษย์เป็นเสียงไวโอลิน นี่คือความคิดทั้งแบบแยกส่วนและบูรณาการทางดนตรีอย่างแท้จริง
จากการบรรเลงประกอบการขับร้อง เราจะต้องย้อนมาดูบทเพลงบรรเลงที่ทาง AAM คัดเลือกมาบรรเลงในครั้งนี้กันบ้าง บทเพลงที่น่าทึ่งและให้ประเด็นการเรียนรู้ใหม่ๆ ให้กับเรามากที่สุดเห็นจะเป็นคอนแชร์โตในบันไดเสียง ดี เมเจอร์ ผลงานลำดับที่ 562 สำหรับไวโอลิน ปี่โอโบ 2 เลา และแตรฮอร์น 2 คัน ซึ่งบรรเลงกันในครึ่งหลัง เสียงเดี่ยวไวโอลินที่อวดฝีมือนั้น ไม่กรีดร้องบาดใจ หลากหลายสีสันอันเจิดจ้าแบบ เสียงไวโอลินในทุกวันนี้ กลับกลายเป็นเสียงที่ละม้ายคล้ายซอแบบชาวบ้านที่ไม่อวดสีสันอันร้อนแรง แนวคิดทางดนตรีที่เคยเล่าสู่กันว่า ไวโอลินเป็นเครื่องดนตรีที่เสมือนมีปีศาจสิงสถิตอยู่และมันจะออกมาโลดแล่นร่ายมนต์สะกดผู้ฟังนั้นไม่มีอยู่เลย เสียงของไวโอลินที่บรรเลงด้วยสายเอ็นและคันชักแบบโบราณนี้ ชวนให้จิตใจสงบ ไม่เร่าร้อน เป็นเสียงไวโอลินซึ่งดูจะปลุกจิตสำนึกในเชิงศาสนาเสียมากกว่า
แต่ทว่าเมื่อถึงช่วงบรรเลงเดี่ยวอวดฝีมือขั้นสูง (Cadenza) และไล่เสียงขึ้น-ลงอย่างรวดเร็วนั่นเอง เราจึงได้เห็นสะพานเชื่อมทางดนตรีของเครื่องดนตรีชนิดนี้ว่ามันเดินทางเปลี่ยนไปสู่หนทาง “ไวโอลินปีศาจ” อันร้อนแรงในแบบปากานินี (N. Paganini) ในศตวรรษต่อมาได้อย่างไร?
เสียงแตรฮอร์นโบราณที่ไม่มีระบบลิ้นลูกสูบ (Valve) แบบยุคปัจจุบัน ซึ่งนักเป่าฮอร์นทั้งคู่บรรเลงไล่เสียงสูง-ต่ำ โดยไม่ต้องเอาฝ่ามือเข้าไปปิดลำโพงแบบยุคปัจจุบันยิ่งทำให้น่าทึ่งยิ่งนักว่าเขาใช้พลังริมฝีปากเปลี่ยนระดับเสียงอันรวดเร็วปานนั้นได้อย่างไร มันทำให้ผู้ชมที่ไม่รู้อาจคิดว่านี่เป็นการบรรเลงที่มิได้ยากเย็นอะไร แต่เมื่อดูชื่อผู้บรรเลงคือ “กาวิน เอ็ดเวอร์ดส” (Gavin Edwards) ก็ทำให้ถึงบางอ้อทีเดียว
เขาผู้นี้คือศิลปินเดี่ยว (Soloist) ที่มีอัลบั้มหลายชุด ทั้งฮอร์นคอนแชร์โตของโมซาร์ทและผลงานระดับบรรเลงเดี่ยวอื่นๆ อีกมาก ซึ่งล้วนแต่เป็นบทเพลงเดี่ยวขั้นสูงสำหรับแตรฮอร์นในยุคนั้น เขาคือหนึ่งในศิลปินเดี่ยวฮอร์นขั้นเทพ ที่อุทิศตัวเพื่อเครื่องดนตรีชนิดนี้มายาวนาน
ประสบการณ์จาก AAM ในครั้งนี้จึงเสมือนการเรียนวิชาประวัติศาสตร์อันงดงาม ซาบซึ้ง มีชีวิตชีวา มันไม่ใช่การเรียนจากตำราเล่มหนาที่มีไว้เพื่อท่องจำตัวเลขศักราชและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และถ้าประวัติศาสตร์คือการตีความจากการประมวลหลักฐานทั้งหมดเท่าที่มีอยู่และวิเคราะห์กลั่นกรองจากองก์ความรู้ ประสบการณ์ของคนรุ่นปัจจุบัน แล้วจึงเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นเป็นบทเรียน-แนวทางที่มีความหมายต่อคนยุคปัจจุบันแล้ว AAM ก็น่าจะเป็นประวัติศาสตร์ในความหมายนั้น นี่ไม่ใช่เป็นเพียงซากเสียงแห่งประวัติศาสตร์อันแห้งแล้งปรักหักพัง แต่มันมีอารมณ์ ความงดงาม การตีความและสุนทรียภาพทางศิลปะสำหรับผู้รักดนตรีอย่างแท้จริง
ขอปิดท้ายด้วยเรื่องของผู้ชมดนตรีในรอบนี้ ซึ่งถ้าเราไปฟังดนตรีคลาสสิกเป็นประจำเราจะสัมผัสได้ถึงผู้ชมส่วนใหญ่ในรอบนั้นว่า เป็นผู้ฟังมือใหม่ ที่มา “ดู” ดนตรีคลาสสิกเพื่อยกระดับรสนิยม หรือมา “ดูดนตรี” เพื่อเข้าร่วมงานสังคมอย่างหนึ่ง หรือผู้ชมส่วนใหญ่ในรอบนั้นเป็นผู้รักดนตรีด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์เรียบง่ายอย่างแท้จริง เดินทางมา “ฟังดนตรี” ด้วยใจรัก สมัครใจโดยไม่มีเหตุผลอื่น
สิ่งเหล่านี้คนดนตรีทั้งศิลปินผู้บรรเลงและผู้ฟังดนตรีขาประจำจะสัมผัสได้ และการแสดงของ AAM ในครั้งนี้เราพอจะประมวลได้ว่าเกือบทั้งหมดเป็นประเภทไหน อย่างไร สัมผัสได้จากมารยาทการฟังดนตรีที่ปฏิบัติกันได้อย่างถูกต้องเป็นธรรมชาติ การปรบมือให้กับศิลปินอย่างถูกต้องและเหมาะสม สิ่งเหล่านี้ศิลปินผู้บรรเลงจะสัมผัสได้ว่า สิ่งที่ผู้ชมแสดงออกกับเขานั้นมาจากหัวใจรักดนตรีอันบริสุทธิ์เรียบง่าย หรือเป็นการให้กำลังใจกันพอเป็นพิธี หรือเป็นผู้ชมมือใหม่ที่ยังไม่ทราบธรรมเนียมปฏิบัติ (และไม่พยายามจะทราบ)
นี่คือสิ่งที่เราอาจเรียกโดยรวมว่ามันคือ “บรรยากาศทางดนตรี” ที่เกิดขึ้นภายในสถานที่แสดง
และเมื่อกล่าวมาถึงจุดนี้แล้วก็น่ายินดีว่าบรรยากาศทางดนตรีโดยรวมในครั้งนี้สุดยอดมากๆ ทีเดียว ในการบรรเลงดนตรีสดๆ ในสถานที่แสดงจริงนั้นผู้ฟังดนตรีมีส่วนร่วมอย่างสำคัญมิใช่น้อย ในการสร้างบรรยากาศทางดนตรีดีๆ ให้เกิดขึ้นได้ นี่เองจึงทำให้ผมอดนึกไปถึงคำพูดของ เยฮูดิ เมนูฮิน (Yehudi Menuhin) ไม่ได้ ท่านเป็นทั้งนักไวโอลินเอกของโลกผู้ล่วงลับและสูงด้วยความคิดเชิงปรัชญาอย่างยากจะหาผู้ใดเปรียบ ท่านเคยกล่าวเอาไว้อย่างสั้นๆ ว่า “I can feel the audience.” นึกไม่ถึงเลยว่ามันมิได้มีความหมายอันคับแคบและตื้นเขินเสมือนความสั้นของคำกล่าวนี้เลย ต้องอาศัยประสบการณ์และเวลาที่ล่วงเลยไปอีกหลายปีกว่าเราจะเข้าใจในสิ่งที่ท่านกล่าวไว้อย่างเรียบง่ายนี้
ยิ่งเมื่อได้เห็นเด็กๆ -เยาวชนหน้าใสๆ มารวมกลุ่มตั้งแถวรอคอย และส่งเสียงเฮ ดังลั่น เพื่อส่งนักดนตรี AAM ขึ้นรถบัสกลับที่พัก ประดุจอารมณ์เดียวกันกับการชื่นชมศิลปินเพลงป๊อปร่วมสมัยแล้ว ก็ยิ่งชื่นใจเหลือเกินว่า การแสดงของ AAM ในครั้งนี้คือบทเรียนแห่งวิชาประวัติศาสตร์อันงดงามและมีชีวิตชีวาอย่างแท้จริง

