หน้าแรก คอลัมนิสต์ คอลัมน์กฎหมาย...

คอลัมน์กฎหมายธุรกิจ : กัญชา พืชเศรษฐกิจรากหญ้า โดยวิโรจน์ พูนสุวรรณ

27.01.19 | 08:00 น.

พระราชบัญญัติกัญชากำหนดให้กัญชาเป็นพืชที่ถูกกฎหมาย หากนำมาใช้ในทางการแพทย์ ผ่านการลงมติในวาระที่สามซึ่งเป็นกระบวนการสุดท้ายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันอังคารที่ 25 ธันวาคม 2561 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แก่ประชาชนชาวไทย เหลือแต่เพียงรอประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็จะเป็นกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์ โดยคาดว่าจะประกาศได้ภายในเดือนมีนาคมปีนี้ ใกล้เคียงกับวันเลือกตั้งทั่วไป
ชาวบ้านรากหญ้าและชนชั้นกลางได้รับประโยชน์

ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากกฎหมายกัญชาใหม่ โดยภาพรวมแล้วก็น่าจะเป็นชาวบ้านรากหญ้าในชนบท ผู้มีรายได้น้อย ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเปิดโอกาสให้คนส่วนข้างมากของประเทศเหล่านี้ปลูกกัญชาเพื่อจำหน่ายให้อุตสาหกรรมผลิตตำรับยาจากกัญชาได้ภายใต้การควบคุม หรือส่งออกพืชชนิดนี้ไปต่างประเทศได้ ร่วมมือกับหน่วยงานราชการ และสถาบันการศึกษาเพื่อวิเคราะห์ วิจัย และใช้ประโยชน์จากกัญชาทั้งในแง่การแพทย์สมัยใหม่และการแพทย์แผนไทย และการแพทย์แผนไทยประยุกต์ที่ดัดแปลงการแพทย์สมัยใหม่มาใช้กับการแพทย์แผนไทย

นอกจากการเพาะปลูกแล้ว ยังทำให้เกิดอาชีพใหม่ๆที่สร้างรายได้ประจำให้ประชาชนทั้งชาวชนบทและชนชั้นกลางในเมืองได้ โดยการประกอบวิชาชีพ แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์และหมอพื้นบ้าน ที่ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพต่างหากตามกฎหมายแพทย์แผนไทย และใบอนุญาตสถานพยาบาลสำหรับคลินิกของแพทย์แผนไทยและหมอพื้นบ้านตามกฎหมายสถานพยาบาล

แพทย์แผนไทยและหมอพื้นบ้านเหล่านี้มีสิทธิรักษาผู้ป่วยได้ ออกใบรับรองแพทย์และใบสั่งยาให้ผู้ป่วยซึ่งเป็นประชาชนทั่วไปให้ครอบครองและบริโภคกัญชาได้โดยถูกกฎหมาย เป็นการแพทย์ทางเลือกนอกจากการแพทย์สมัยใหม่ ทั้งนี้กัญชาตามใบสั่งยาต้องมีจำนวนจำกัดและเป็นไปตามตำรับยาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประกาศกำหนดเท่านั้น

อาชีพใหม่ที่รักษาคนไข้ได้ดังกล่าวข้างต้น เป็นการเพิ่มเติมเสริมต่อ การประกอบวิชาชีพทางการแพทย์กระแสหลัก ได้แก่ วิชาชีพแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร และสัตวแพทย์ ที่ประกอบวิชาชีพของตน อยู่ในโรงพยาบาล คลินิก ร้านขายยา สถานบำบัด หรือสถานพักฟื้น

Advertisement

ใบอนุญาต อ.ย. หัวใจของกัญชาถูกกฎหมาย
พ.ร.บ.กัญชา เป็นชื่อที่เรียกกันเพื่อความสะดวก ชื่อเต็มอย่างเป็นทางการไม่ค่อยเพราะนัก ยังคงใช้ชื่อที่เป็นภาพลบของกัญชาอยู่ คือ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ โดยร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้ แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 สาระสำคัญก็ยังกำหนดให้กัญชายังเป็นยาเสพติดให้โทษอยู่ แต่ถ้าผู้ใช้ได้รับใบอนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อ.ย.แล้วเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์ ก็ให้ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย

กฎหมายเดิมนั้นระบุให้รัฐมนตรีสาธารณสุขเป็นผู้ให้อนุญาต แต่ในความเป็นจริงแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะได้รับใบอนุญาต เพราะเป็นเรื่องนโยบายในกรณีที่ยกเว้นจริงๆเฉพาะราย กัญชาตามกฎหมายเก่าจึงเป็นสิ่งผิดกฎหมายเกือบในทุกกรณี

กฎหมายใหม่เปลี่ยนผู้ให้อนุญาตมาเป็นอ.ย. เหมือนกรณียารักษาโรคที่ถูกกฎหมายโดยทั่วไป เป็นการเพิ่มความสะดวกให้ผู้ขอที่กำหนดไว้ 7 ประเภท ซึ่งรวมถึงกลุ่มเกษตรกร และ ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ทั้งแพทย์สมัยใหม่และแพทย์แผนไทย และผู้ประกอบการธุรกิจกัญชาอื่น ให้ได้รับใบอนุญาตได้ง่ายขึ้น เพื่อผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือครอบครอง กัญชา ทำให้กัญชาเปลี่ยนมาเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย โดยมีเงื่อนไขว่า ใบอนุญาตดังกล่าว ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์ การรักษาผู้ป่วย การศึกษาวิจัยและพัฒนา การเกษตรกรรม พาณิชยกรรม วิทยาศาสตร์ หรืออุตสาหกรรมในทางการแพทย์

โดยกฎหมายใหม่ยังคงให้อำนาจคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดเป็นผู้ให้ความเห็นชอบแก่ อ.ย. ในการออกใบอนุญาตอยู่ คล้ายๆกับการให้ความเห็นชอบแก่การที่รัฐมนตรีจะให้ใบอนุญาตในอดีต เพียงแต่ใบอนุญาตอ.ย. จะง่ายกว่าและเป็นเรื่องปกติธรรมดามากกว่า และกฎหมายใหม่เพิ่มกรรมการเข้ามาอีก 8 ท่าน รวมกับกรรมการเดิม 19 ท่าน รวมเป็น 27 ท่าน เพื่อวางกำหนดนโยบายและกฎระเบียบต่างๆในรายละเอียดของกฎหมายใหม่และดูแล อ.ย. ไปด้วย สำหรับเรื่องกัญชา กัญชง และกระท่อมโดยเฉพาะ

ส่วนการเสพกัญชาเพื่อความเพลิดเพลินนั้น กฎหมายใหม่บัญญัติห้าม และถือว่ากัญชาที่ไม่มีใบอนุญาต อ.ย. เป็นยาเสพติดให้โทษที่ผู้เสพมีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท ใครมีกัญชาไว้ในครอบครองตั้งแต่ 10 กิโลกรัมขึ้นไปก็ถือว่ามีไว้เพื่อจำหน่ายได้รับโทษหนัก จำคุกถึง 15 ปี ปรับ 1,500,000 บาท

เกษตรกรรม พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรมกัญชาทางการแพทย์
เมื่อกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของใบอนุญาตกัญชาในทางเกษตรกรรม พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรมแล้ว ทำให้เห็นภาพ อ.ย.ออกใบอนุญาตให้กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์การเกษตรปลูกกัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญตัวใหม่ คล้ายข้าว ยางพารา และมันสัมปะหลัง แห่งละหลายร้อยไร่ ไม่ใช่ให้เกษตรกรปลูกในกระถางที่บ้านเพียง 5-6 ต้นเหมือนที่พูดกัน

โดยรัฐมนตรีสาธารณสุขด้วยคำแนะนำจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและด้วยความเห็นชอบจากคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดเป็นผู้กำหนดพื้นที่การเพาะปลูกโดยการออกเป็นพระราชกฤษฎีกา พร้อมทั้งมีมาตรการควบคุมและตรวจสอบ

เมื่อเกษตรกรพาะปลูกและเก็บเกี่ยวแล้ว ก็จะนำผลผลิตจากไร่กัญชามาขายให้กับโรงงานผลิตตำรับยาที่มีส่วนผสมของกัญชา เพื่อนำไปเป็นยารักษาโรคลมชัก หรือมะเร็ง เช่น แคนนาบิไดโอล หรือ ซีบีดี หรือน้ำมันกัญชา ที่คนเป็นโรคลมชักต้องพกติดตัวเป็นประจำ เป็นต้น โดยการผลิตตำรับยาทำเป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เหมือนกับโรงงานผลิตยารักษาโรคและอาหารอื่นๆ

ยิ่งเมื่อวิเคราะห์ถึงกรรมการใหม่ 8 ท่านที่เพิ่มเข้ามาเป็นสมาชิกของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดเฉพาะกัญชาแล้ว ยิ่งเห็นภาพอุตสาหกรรมกัญชาเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์และเภสัชกรรมชัดเจน เพราะคณะกรรมการเดิม 19 ท่านนั้นเน้นไปในทางป้องกันและปราบปรามในรูปแบบเก่า มีทั้ง ตำรวจ ทหาร และนักกฎหมาย ส่วนคณะกรรมการกัญชาที่เพิ่มเข้ามา 8 ท่านในรูปแบบใหม่จะออกในแนวผลิตคิดค้นและใช้ประโยชน์ โดยแต่ละท่านล้วนแล้วแต่อยู่ในแวดวงการเกษตรและสหกรณ์ แพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก โรงงานอุตสาหกรรม บริการสุขภาพ แพทย์ และเภสัชกร

ต่างชาติถูกจำกัดสิทธิ
ปัจจัยหนึ่งในการผลักดันให้กฎหมายกัญชาออกมาไวกว่าที่คาดการณ์กันไว้ก็คือคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรกัญชาของต่างชาติในประเทศไทย ทำให้คนไทยตื่นตัวเกรงว่าการศึกษาวิจัย และใช้ประโยชน์กัญชาของไทยเองจะมีข้อจำกัด จึงไม่เป็นที่แปลกใจว่ากฎหมายใหม่ห้ามต่างชาติยื่นคำขอใบอนุญาตจาก อ.ย. ไม่ว่าจะเป็นต่างชาติที่เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลบริษัทจากต่างประเทศ หรือบริษัทต่างชาติที่จดทะเบียนจัดตั้งในไทย บริษัทต่างชาติเหล่านี้จะขอใบอนุญาตกัญชาได้ต้องลดการถือหุ้นของตนลงเหลือเพียงหนึ่งในสามของทุนทั้งหมดของบริษัท และให้ผู้มีสัญชาติไทยถือหุ้นสองในสาม และกรรมการจำนวนสองในสามต้องเป็นคนไทยด้วย โดยบริษัทต้องมีสถานประกอบการในไทย

การที่กฎหมายใหม่ไม่จำกัดสิทธิของต่างชาติโดยสิ้นเชิงก็เพราะเล็งเห็นว่าต่างชาติมีความล้ำหน้าในทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมและการศึกษาวิจัยกัญชาทางการแพทย์สูง ถ้าห้ามเด็ดขาดเลย ประเทศไทยก็จะเสียประโยชน์ ปล่อยอิสระก็ไม่ได้ เพราะขีดความสามารถในการแข่งขันของเขาเหนือกว่า ที่ทำได้ก็คือจำกัดสิทธิให้เขาถือหุ้นเพียงหนึ่งในสาม หรือ 33% ก็ยังเพียงพอที่จะร่วมทุนกับบริษัทไทย ให้พอถ่ายโอนเทคโนโลยีและการประดิษฐ์คิดค้นมายังคนไทยได้บ้าง

พ.ร.บ.กัญชานี้มีข้อกำหนดการถือหุ้นของต่างชาติเข้มงวดกว่ากฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวที่ให้สิทธิต่างด้าวถึง 49% ถ้าทำตามข้อกำหนดของกฎหมายกัญชาแล้ว ก็ถือว่าผ่านเกณฑ์กฎหมายธุรกิจคนต่างด้าวไปโดยปริยาย

ส่วนคนต่างชาติที่เป็นผู้ป่วยที่เดินทางมารักษาตัวหรือท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในไทยไม่ถูกจำกัดสิทธิ ขออนุญาตอ.ย.ได้โดยตรง ซึ่งรวมไปทั้งสายการบินต่างชาติ และผู้ประกอบการขนส่งผู้โดยสารระหว่างประเทศต่างชาติ เช่นเรือสำราญ ก็ขอ อ.ย.ขอครอบครองกัญชาเพื่อการปฐมพยาบาลและรักษาผู้โดยสารในกรณีฉุกเฉินได้ ก็นับเป็นความยืดหยุ่นอย่างหนึ่ง สมกับที่ไทยเป็นประเทศชั้นนำในการท่องเที่ยวของโลก
การศึกษาวิจัยกัญชาทางการแพทย์กับระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก

กฎหมายกัญชาเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ผู้ประกอบธุรกิจกัญชาต้องตรวจสอบให้ดีว่าตนต้องได้รับใบอนุญาตเฉพาะตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนหรือไม่ ก่อนที่จะมาขอใบอนุญาตกัญชา และต้องดูว่าตนเป็นผู้มีสิทธิยื่นคำขอ 7 ประเภทนั้นหรือเปล่าด้วย เช่นกลุ่มเกษตรกรต้องจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายวิสาหกิจชุมชนก่อนเป็นต้น

ส่วนประเด็นที่เป็นที่น่าสนใจมากๆ คือ พ.ร.บ.กัญชา กับ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ซึ่งดูผิวเผินไม่น่าจะเกี่ยวกัน แต่ถ้าลองพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของกฎหมายทั้งสองฉบับนี้แล้ว จะเห็นว่ามีวัตถุประสงค์ร่วมกันอยู่หลายประการเช่น การส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการวิจัยและพัฒนา การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การถ่ายทอดความรู้ความเชี่ยวชาญจากผู้มีความรู้ความสามารถพิเศษ สถาบันการศึกษา หรือสถาบันวิจัยที่มีศักยภาพสูง การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร ดิจิทัลที่เกี่ยวกับการแพทย์ การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นต้น

อำนาจพิเศษตามกฎหมายของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ที่สามารถออกใบอนุญาตลัดขั้นตอนหน่วยงานราชการอื่นๆที่ซ้ำซ้อนได้ แม้กระทั่งการอนุมัติการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนตามกฎหมายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการค้นคว้าวิจัยและการขอใบอนุญาต อ.ย. ตาม พ.ร.บ.กัญชา ก็สามารถที่จะลดขั้นตอนตามกฎหมายหลายฉบับลงได้มาก สามารถดึงดูดนักลงทุนและสถาบันการเงินทั้งไทยและต่างชาติที่สนใจกัญชาทางการแพทย์มาตั้งโรงงานและห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์และเภสัชกรรมในอีอีซีได้

วิโรจน์ พูนสุวรรณ เป็นที่ปรึกษากฎหมายอาวุโส และหัวหน้าโครงการพิเศษ สำนักกฎหมายบลูเมนทอล ริชเตอร์ แอนด์สุเมธ ติดต่อได้ที่ [email protected]