เดินหน้าชน : การเมืองกับป่า : โดย สัญญา รัตนสร้อย

30.01.19 | 13:29 น.

การเมืองไทยระอุขึ้นเรื่อยๆ หลัง กกต.ประกาศวันเลือกตั้งแล้ว 24 มีนาคมนี้

พรรคการเมืองต่างๆ ทยอยแพลมนโยบายที่หวังจะดูดคะแนนเสียง ส่วนใหญ่จะเน้นไปเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้องชาวบ้าน

ขณะที่ปัญหาพื้นที่ป่าไม้ ที่เกี่ยวพันถึงความเป็นอยู่ของชีวิตคนไทยกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง ซึ่งโยงถึงเรื่องเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ค่อยมีพรรคไหนมุ่งเน้นนัก จะมีก็เป็นนโยบายที่แยกเฉพาะส่วน ไม่ใช่องค์รวม

อย่างบางพรรคเน้นเรื่องการจัดสรรที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม หรือที่ดิน ส.ป.ก. แต่ละเลยที่จะเอ่ยถึงการฟื้นฟูหรือการเพิ่มพื้นที่ป่า

ขณะนี้ไทยมีพื้นที่ป่าประมาณ 102 ล้านไร่ หรือ 32% ของพื้นที่ประเทศไทย ทั้งที่ตามหลักแล้วแต่ละประเทศควรมีพื้นที่ป่าไม่น้อยกว่า 40% ของพื้นที่ประเทศ

Advertisement

ไม่เพียงสัดส่วนพื้นที่ป่าของไทยน้อยกว่าเกณฑ์ แถมยังลดลงอย่างต่อเนื่อง ว่ากันว่าที่ผ่านมาพื้นที่ป่าของไทยหายไปปีละเกือบ 1 ล้านไร่

กลวิธีการรุกป่าก็รู้ๆ กันอยู่ มีทั้งชาวบ้านเข้าไปบุกรุกแผ้วถางป่าเองเพื่อหวังใช้เป็นที่ทำกิน แต่เมื่อนายทุนเห็นที่ดินสวยอยากได้ก็ไปซื้อต่อจากชาวบ้าน เมื่อชาวบ้านขายไปแล้วก็ไปบุกรุกป่าใหม่

หรือนายทุนจ้างชาวบ้านให้เข้าไปแผ้วถางป่า บางพื้นที่เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอก็ป้องกันไม่ทัน แต่บางพื้นที่เจ้าหน้าที่รู้ทั้งรู้ แต่ถูกนายทุนปิดตาเลยแกล้งไม่เห็น ปล่อยให้รุกป่ากันไป เมื่อนายทุนได้ที่ป่าสมใจก็ไปวิ่งเต้นกับเจ้าหน้าที่เพื่อออกเอกสารสิทธิต่อไป

อย่างล่าสุด การบุกรุกป่าสันระเบิด ใกล้อุทยานแห่งชาติแก่งกรุง ต.ตะกุกเหนือ อ.วิภาวดี จ.สุราษฎร์ธานี ที่ตัดไม้ทำลายป่าหลายพันไร่ พบว่ามีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องด้วย ต้นสังกัดต้องสั่งย้ายด่วนเจ้าหน้าที่ 3 นาย พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง

ปัญหาป่าไม้หดหายจึงแก้ไม่ตกสักที จะหวังพึ่งพิงนักการเมืองก็คงยาก แม้ช่วงหาเสียงจะรับปากดิบดี แต่พอมีอำนาจก็ลืมเลือน ด้วยเพราะนายทุนเป็นพรรคพวกกัน

ที่ร้ายกว่านั้น นายทุนบางคนแปลงร่างเป็นนักการเมืองเพื่อปกป้องผลประโยชน์ตัวเอง

แต่กระนั้นยังมีพรรคเล็กๆ อย่างพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย ที่เปลี่ยนชื่อจากพรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทย ซึ่งมี ดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นหัวหน้าพรรค ที่ประกาศจุดยืนชัดเจนเรื่องปกป้องป่าไม้ พร้อมจัดการเรื่องที่ดินทำกินให้เหมาะสม

แนวนโยบายของพรรครักษ์ผืนป่า เช่น การปลูกป่าต้นน้ำ ซึ่งมีประมาณ 30-40 ล้านไร่ โดยส่งเสริมให้ประชาชนเป็นผู้ปลูกป่าด้วยตัวเอง เป็นไม้หวงห้าม 171 ชนิด เลือกปลูกตามภูมิประเทศ

ทางกรมป่าไม้และกรมอุทยาน เพาะกล้าไม้แล้วให้ประชาชนนำไปปลูกในไร่ข้าวโพด หรือไร่กะหล่ำปลี ไร่ละ 100 ต้น แล้วก็คำนวณเป็นค่าคาร์บอนเครดิต เป็นรายได้ให้ชาวบ้านที่ปลูกไม้

ส่วนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ชาวบ้านที่อยู่ในป่าก่อน 30 มิถุนายน 2541 ก็ให้อยู่ต่อ แต่ห้ามบุกรุกเพิ่ม แล้วเก็บค่าเช่า โดยให้เอกสารสิทธิเป็นโฉนด อบต. โฉนดกรมป่าไม้ หรือโฉนดอุทยาน โดยมีเงื่อนไขให้ทำกินได้ และปลูกต้นไม้แต่ห้ามขาย เพื่อเอาไปคิดเป็นค่าคาร์บอนเครดิต เป็นรายได้

นับเป็นไอเดียที่น่าสนใจ แม้พรรครักษ์ผืนป่าจะเป็นพรรคเล็ก แต่นโยบายโฟกัสชัดเจนเรื่องป่าไม้และที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน อันส่งผลกระทบในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม

ต้องรอดูว่านโยบายของพรรครักษ์ผืนป่าจะโดนใจชาวบ้านไปลงคะแนนให้ผู้แทนของพรรคมีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้หรือไม่ เพื่อเข้าไปผลักดันการปกป้อง ฟื้นฟูป่าไม้ รวมทั้งจัดการที่ดินทำกินต่อไป

สัญญา รัตนสร้อย