ในช่วงเวลานี้เมื่อสองปีก่อน ผู้เขียนได้รับโทรศัพท์จากกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน ชักชวนผู้เขียนให้มาเขียนคอลัมน์ประจำเพื่อให้ความรู้และสร้างความใจในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมพม่า บทความชิ้นแรกที่ผู้เขียนเขียนลงในคอลัมน์ “ไทยพบพม่า” กล่าวถึงเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ได้แก่ การลอบสังหาร อู โก นี (U Ko Ni) ทนายความคนสำคัญ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของพรรคเอ็นแอลดี และยังเป็นผู้ที่ออง ซาน ซูจี ให้ความไว้วางใจเป็นการส่วนตัว การลอบสังหารในครั้งนั้นเรียกได้ว่าช็อกความรู้สึกคนพม่าอยากยิ่ง และทำให้หวนนึกถึงการลอบสังหารบุคคลสำคัญในรัฐบาลอย่างอุกอาจ คือการลอบสังหารนายพลออง ซาน ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1947 (พ.ศ.2490) แต่สิ่งที่มาพร้อมกับความตายของอู โก นีคือความหดหู่และสิ้นหวังที่การปฏิรูปกฎหมายเพื่อนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญที่ดูจะริบหรี่ลง และมีมือมืดแทรกแซงมากขึ้น
อู โก นีเองก็เป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายและรัฐธรรมนูญที่หาตัวจับได้ยาก เป็นผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญปี 2008 มาโดยตลอด และยังเป็นผู้หาช่องโหว่ในรัฐธรรมนูญและแนะนำให้ออง ซาน ซูจี เป็น “ที่ปรึกษาแห่งรัฐ” (State Counsellor) ควบคู่กับการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศและรัฐมนตรีประจำทำเนียบประธานาธิบดี เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2008 ไม่อนุญาตให้ผู้ใดที่มีคู่สมรสหรือบุตรเป็นชาวต่างชาติ (บุตรชายของซูจีทั้งสองถือสัญชาติอังกฤษ) ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทำให้ออง ซาน ซูจี ไม่สามารถขึ้นเป็นประธานาธิบดีในทางกฎหมายได้
ในอีกด้านหนึ่ง สังคมพม่ามองว่าปมการสังหารอู โก นี ยังมาจากปัจจัยด้านความขัดแย้งทางศาสนา เพราะอู โก นี เป็นชาวมุสลิม และเป็นผู้สนับสนุนความเท่าเทียมกันทางศาสนา ปัจจุบัน ตำรวจสามารถจับผู้ต้องสงสัยได้ 4 คน และหนึ่งในนั้นเป็นสมาชิกของขบวนการมะ บะ ธะ (Ma Ba Tha) ขบวนการพุทธหัวรุนแรงที่เข้มแข็งที่สุดในพม่า อู วีระธู ผู้นำขบวนการมะ บะ ธะเองยังเคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “ใครก็ตามที่ต้องการเตะทหารออกไปจากการเมืองควรระวังตัวไว้” และยังขอบอกขอบใจผู้ต้องสงสัยและผู้บงการฆ่าอู โก นี ในฐานะผู้ปกป้องพุทธศาสนาอีกด้วย ในความคิดแบบพุทธสุดโต่งอย่างอู วีระธู พุทธศาสนิกชนในพม่าจักต้องธำรงรักษาศาสนาไว้ไม่ให้เสื่อมสลาย (อู วีระธูใช้คำว่า “ไม่ให้เสื่อมสลายเหมือนในประเทศไทย”) และกำจัดคนต่างศาสนาออกไป อู โก นี ในฐานะที่เป็นทั้งคนต่างศาสนาและเป็นผู้คิดเปลี่ยนแปลงสถานะทางอำนาจขององค์กรพุทธในพม่า จึงเป็นเป้าโจมตีของกลุ่มพุทธสุดโต่งในพม่าด้วย แต่อย่างไรก็ดี สังคมพม่ายังปักใจเชื่อว่ายังคงมี“พี่เบิ้ม” ที่คอยชักใยทั้งมะ บะ ธะและคนที่ลั่นไกสังหารอู โก นี อยู่อีกกลุ่มหนึ่ง
แม้อู โก นี จะเสียชีวิตมาครบ 2 ปีไปเมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา แต่การคลี่คลายปมสังหารอู โก นี ก็ยังดำเนินต่อไปในชั้นศาล หลังศาลไต่สวนคดีนี้ไปแล้วกว่า 100 ครั้ง และแม้รัฐบาลพม่าจะถูกกดดันอย่างหนักจากองค์กรกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists) หรือ ICJ ที่เพิ่งออกแถลงการณ์ให้รัฐบาลพลเรือนพม่าสืบสวนการตายของอู โก นี อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และปราศจากการแทรกแซงจากกองทัพ แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าศาลพม่าจะไต่สวนคดีอู โก นี เพิ่มเติม และจะมีมติต่อคดีนี้ในกลางเดือนกุมภาพันธ์ ICJ มองว่าการสืบสวนคดีอู โก นี เป็นไปได้ช้าเพราะมีอุปสรรคหลายประการ ทั้งกระบวนการยุติธรรมในพม่าเองที่มีขั้นตอนยุ่งยาก และโดยเฉพาะการเข้ามาแทรกแซงของกองทัพ ทำให้พยานบุคคลไม่กล้าไปให้การต่อศาล กรณีของอู โก นี มิใช่การต่อสู้กันในชั้นศาลเพื่อนำคนผิดมาลงโทษเท่านั้น แต่ยังเป็นคดีทางการเมืองสำคัญที่ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ที่ไม่ปกติระหว่างพลเรือนกับกองทัพในพม่า
ความไม่ปกติประการแรก จริงอยู่ว่าความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในพม่าหลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2015 จะเป็นไปในทิศทางบวก แต่ผู้นำสูงสุดของพรรคเอ็นแอลดีกลับมีปฏิสัมพันธ์กับกองทัพน้อยมาก ในภาษาของคอการเมืองไทยคงเรียกว่าเอ็นแอลดี “ไม่เน้นทั้งแก้ไขและไม่แก้แค้น” สร้างบรรยากาศแบบ “ต่างคนต่างอยู่” ตราบใดที่รัฐบาลพลเรือนไม่ล้ำเส้นกองทัพ กองทัพก็จะไม่เข้าไปก้าวก่ายกับรัฐบาลพลเรือน เพราะกองทัพเป็นผู้กุมกลไกทางกฎหมายที่ทำให้กองทัพมีส่วนร่วมกับการเมืองได้อย่างชอบธรรมอยู่แล้ว ในงานระลึกถึงอู โก นี ในปีนี้ ออง ซาน ซูจีไม่ได้เข้าร่วมงานด้วย ได้แต่เพียงส่งคลิปวิดีโอเพื่อระลึกถึงอู โก นี มาฉายในงาน เนื้อความตอนหนึ่งในคลิป ซูจีกล่าวว่า เธอต้องการ “ความจริง” ว่าใครคือผู้สั่งการให้สังหารอู โก นี ชาวพม่าส่วนใหญ่ปักใจเชื่อว่ากองทัพอยู่เบื้องหลังใบสั่งฆ่าอู โก นี เพื่อขู่ไม่ให้เอ็นแอลดีผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญที่จะทำให้กองทัพมีอำนาจลดลง แต่ถึงกระนั้น ประธานาธิบดีและรัฐบาลพลเรือน (ที่มีอำนาจสูงสุดตามรัฐธรรมนูญ) ก็ไม่สามารถผลักดันให้การสืบสวนคดีของอู โก นี เป็นไปอย่างโปร่งใส
ความไม่ปกติประการที่สอง เกิดจากการแทรกแซงการเมืองและกระบวนการยุติธรรมของกองทัพ ทั้งในทางตรงหรือผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัว นอกจากกรณีของอู โก นี เราจะยังเห็นการควบคุมตัวนักข่าวจากสำนักข่าว
รอยเตอร์ส 2 คน ที่เข้าไปทำข่าวการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ชาวโรฮีนจาในยะไข่ และถูกเจ้าหน้าที่รัฐจับกุม แม้จะมีการกดดันจากสำนักข่าวต่างประเทศ และจากหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนมากมาย แต่คดีของวา โลน และจ่อ ซอ อู นักข่าวทั้งสอง ยังไม่คืบหน้า และมีทีท่าว่าจะถูกยืดออกไปเรื่อยๆ หน่วยงานราชการในทุกระดับจึงไม่มีความเป็นอิสระจากอำนาจของกองทัพที่หยั่งรากลึกในสังคมพม่ามาแล้วกว่า 5 ทศวรรษ และคงจะเป็นเช่นนี้ต่อไป
ในปัจจุบัน ตำรวจพม่าสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยในคดีอู โก นี ได้ 4 คน มี จี ลิน เป็นผู้ต้องสงสัยลั่นไกสังหารอู โก นี หน้าสนามบินย่างกุ้ง และมีผู้สมรู้ร่วมคิดอีก 4 คน หนึ่งในนี้มีนามว่า อ่อง วิน คาย อดีตร้อยโทในกองทัพ ที่ยังลอยนวลอยู่ แม้ตำรวจจะเชื่อกันว่าอ่อง วิน คาย นี้เป็นผู้บงการคนสำคัญ แต่สังคมพม่าและประชาคมโลกต่างทราบดีว่ามีผู้บงการที่ยิ่งใหญ่กว่าอ่อง วิน คาย และทำให้ฝั่งเอ็นแอลดีเองก็อึกอักและไม่สามารถผลักดันให้ศาลและตำรวจคลี่คลายคดีนี้ได้โดยเร็ว คดีอาชญากรรมอุกอาจกลางเมืองนี้คงไม่จบลงง่ายๆ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกับอดีตทหารและคนตัวเล็กตัวน้อย แต่เป็นเดิมพันที่ยิ่งใหญ่ของทั้งกองทัพและเอ็นแอลดี หลังอู โก นี เสียชีวิตไปแล้ว 2 ปีเอ็นแอลดีเริ่มผลักดันให้มีการแก้รัฐธรรมนูญอีกครั้ง และน่าจะเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องจับตามองพม่าเป็นพิเศษตลอดปีนี้

