นับแต่วันจันทร์ที่ 4 ถึงวันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 นอกจากจะทราบชื่อผู้สมัครของแต่ละเขตเลือกตั้งว่ามีหมายเลขอะไร ยังจะได้ทราบว่าพรรคการเมืองใดส่งชื่อใคร 3 ชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี
นักวิเคราะห์นักวิจารณ์และผู้ติดตามการเมืองอาจพอเดาหรือคาดการณ์ได้ว่า พรรคการเมืองใดจะได้รับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกี่คน และพรรคการเมืองนั้นจะได้คะแนนบัญชีรายชื่อสักเท่าใด ใครจะได้เป็นรัฐบาล และใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี
ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง อาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2562 หลังจากผู้สมัครทุกคน พรรคการเมืองทุกพรรค และผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี มีโอกาสพูดจาปราศรัยกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งในเขตเลือกตั้ง ในอำเภอ ในจังหวัด และปราศรัยใหญ่ศูนย์กลางของจังหวัด ของภาค รวมที่สนามหลวง และศูนย์ใหญ่ในกรุงเทพฯ
การพูดจาปราศรัย การหาเสียง การประกาศนโยบายพรรค โดยเฉพาะผู้ที่จะรับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเสียงที่ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง รับฟังและนำไปไตร่ตรองแน่นอน
“เงินไม่มา กาไม่เป็น” คือปัญหารองจากการปราศรัยหาเสียงเรื่องนโยบาย
ดูอย่างนโยบายของพรรคไทยรักไทยเมื่อสองสามครั้งก่อนนั่นประไร นโยบายที่ “โดนใจ” ประชาชนคือนโยบาย “30 บาท รักษาทุกโรค” ยังคงติดตาตรึงใจประชาชนส่วนใหญ่ที่แต่ละคนล้วนมีโรคภัยไข้เจ็บประจำตัวทั้งสิ้น มากน้อยแล้วแต่ว่าเป็นโรคอะไร แม้ที่สุดจะไม่ทุกโรคก็ตาม
ปัญหาประเทศไทยที่สำคัญมีสองสามประการ
โรคภัยไข้เจ็บ ประการหนึ่งละ
การศึกษา อีกประการหนึ่ง
การงานเลี้ยงชีพชอบ ก็ใช่
แล้วยังปัญหาที่อยู่อาศัยอีกเล่า เห็นว่าการเคหะแห่งชาติเปิดให้จองบ้านล้านหลัง ยังไม่ครบกำหนดเต็มเสียแล้ว
เรียกว่าปัจจัยสำคัญของมนุษย์คือปัจจัยสี่ ได้แก่ อาหาร ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย และเครื่องนุ่งห่ม
ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่ากัน เรียกว่าสำคัญเท่ากันหมด
ความเดือดร้อนของคนไทยส่วนใหญ่ ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ หรือภัยอื่นใด แม้เกิดขึ้นเล็กน้อย บุคคลที่ประสบภัยนั้นล้วนแล้วแต่เดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือทั้งสิ้น ดังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเครื่องยังชีพโดยตลอด
หากเป็นความเดือดร้อนขนาดหนัก เช่น เกิดอุทกภัย รัฐบาลและประชาชนไทยต้องร่วมกันระดมความช่วยเหลือเบื้องต้นให้ทันท่วงที
นับแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ถึงเวลา 18.00 น. วันที่ 23 มีนาคม 2562 เป็นวันเวลาที่พวกเราตั้งแต่อายุ 18 ปีในวันที่ 24 มีนาคม 2562 มีหน้าที่สำคัญของตัวเองและของประเทศชาติ คือการไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเข้าไปปฏิบัติหน้าที่นิติบัญญัติ บริหาร เป็นรัฐบาล แทนคนไทยทุกคน
หลังจากนั้น เราต้องไม่ลืมว่า เมื่อเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ต้องติดตามว่านโยบายที่แถลงไว้ขณะหาเสียง และเมื่อเข้าไปเป็นรัฐบาล แถลงนโยบายกับรัฐสภาแล้ว เริ่มปฏิบัติตามนโยบายนั้นหรือไม่
หากไม่ปฏิบัติตามนโยบายที่แถลงไว้กับรัฐสภา แม้ได้รับเสียงข้างมากจากสมาชิก ซึ่งผู้เป็นรัฐบาลย่อมมีเสียงข้างมาก พากเราควรคัดค้านผ่านทั้งโซเชียลมีเดีย และสื่อมวลชน โดยเฉพาะในหน้าหนังสือพิมพ์มติชนที่เปิดกว้างเสมอสำหรับการแสดงความคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและพี่น้องปวงชนชาวไทย
เพราะอำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย และรัฐบาลมาจากประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน ตามหลักการและหลักเกณฑ์ของระบอบประชาธิปไตย
นับแต่นี้ เป็นเวลาที่เราต้องใช้อำนาจอธิปไตยให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนให้ดีที่สุด

