ในจำนวนห้าสิบเขตของกรุงเทพมหานคร เขตสัมพันธวงศ์ แม้จะเป็นเขตที่มีพื้นที่เล็กที่สุด คือไม่ถึง 1.5 ตารางกิโลเมตร แต่ก็เป็นเขตชั้นในที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร ด้วยเป็นย่านธุรกิจการค้าที่คึกคักผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น มาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน
ในปี พ.ศ.2325 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯให้ย้ายราชธานีจากฝั่งตะวันตก มายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยานั้น พื้นที่ดังกล่าว เป็นที่อยู่อาศัยของชาวจีน นำโดยพระยาราชเศรษฐีที่เคยเป็นกำลังสำคัญ ของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ในการกอบกู้ เอกราชจากพม่า โดยโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายชุมชนออกไปนอกกำแพงพระนคร ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่คลองใต้วัดสามปลื้ม ไปจนถึงคลองเหนือวัดสำเพ็ง อันเป็นที่มาของเขตสัมพันธวงศ์ ย่านการค้าของคนจีน ต่อเนื่องเรื่อยมาจนเป็นไชน่าทาวน์ในวันนี้
สำหรับนามเขตสัมพันธวงศ์นั้น มาจากชื่อ วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร หรือที่เรียกขานว่าวัดสัมพันธวงศ์ เป็นวัดโบราณที่มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เดิมชาวบ้านเรียกขานว่า วัดเกาะ ด้วยมีคูคลองและแม่น้ำเจ้าพระยาล้อมรอบวัด หากต่อมาคูคลองต่างๆ ล้วนถูกถมเพื่อทำถนนหรือขยายถนน รวมทั้งคลองที่คั่นระหว่างวัดสัมพันธวงศ์กับวัดปทุมคงคา ปัจจุบันกลายเป็นตึกแถว และซอยคลองถมปทุมคงคา

เมื่อครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯให้พระบรมวงศานุวงศ์ ร่วมบูรณปฏิสังขรณ์วัดต่างๆ ในพระนคร เมื่อ พ.ศ.2339 สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี (จุ้ย) ได้ร่วมบูรณปฏิสังขรณ์วัดเกาะทั่วทั้งพระอารามจนแล้วเสร็จ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเป็นพระอารามหลวง และพระราชทานนามใหม่ว่า วัดเกาะแก้วลังการาม
สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรี (จุ้ย) เป็นพระโอรสลำดับที่ 5 ในสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ (แก้ว) กับเจ้าสัวเงิน แซ่ตัน ประสูติในสมัยกรุงธนบุรี พ.ศ.2313 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขึ้นครองราชย์ ได้สถาปนาให้เป็น สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าจุ้ย ต่อมาเลื่อนเป็นกรมขุนพิทักษ์มนตรี และเป็นกรมหลวงพิทักษ์มนตรี ตามลำดับ
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ด้วยกรมหลวงพิทักษ์มนตรี มีความเชี่ยวชาญงานช่างและนาฏศิลป์ จึงรับราชการกำกับทั้งกรมวังและกรมมหาดไทยพร้อมกัน มีคณะละครใหญ่ที่ขึ้นชื่อลือชารวมทั้งยังเป็นผู้ทรงออกแบบ เกรินบันไดนาค ที่ทุกวันนี้ยังใช้ในงานพระราชพิธีพระบรมศพเสมอมา ทรงเป็นต้นราชสกุล มนตรีกุล สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ.2365 พระชันษา 52 ปี
ในพงศาวดารรัชกาลที่ 3 กล่าวถึงวัดเกาะแก้ว (ลังการาม) วัดที่กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ได้บูรณะไว้ มีสภาพชำรุดทรุดโทรม โปรดเกล้าฯให้ซ่อมแซม รวมทั้งสร้างกุฏิสงฆ์ขึ้นใหม่

ในเวลานั้น บริเวณวัดเกาะนี้ ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ด้วยเป็นจุดเริ่มต้น บนแผ่นดินสยามของศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์ หมอบลัดเลย์เล่าว่า มิชชันนารีฝรั่งรุ่นแรก ที่เข้ามาถึงบางกอก ได้ขออนุญาตสอนศาสนาแก่พวกคนจีน ที่อยู่ในสยามเป็นอันดับแรก เพราะเคยทำมาแล้วที่เมืองจีน จากนั้นจึงได้นำพระคัมภีร์ ที่พิมพ์เป็นภาษาจีนเข้ามา และขอเช่าที่จากนายกลิ่นตรงบริเวณใกล้วัดเกาะเป็นสำนักงานและโอสถศาลา ด้วยในการเผยแผ่ศาสนานั้น มิชชันนารีจะอาศัยการรักษาพยาบาลแผนใหม่ ดึงดูดให้คนสนใจเข้ารีต
ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดำริว่า วัดเกาะแก้วลังการาม เป็นวัดที่สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ผู้ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ ในสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบรมราชชนนีของพระองค์ ได้สนองพระบรมราชโองการ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สถาปนาวัดนี้ ให้งดงามและถาวร เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามวัดเป็น วัดสัมพันธวงศาราม (ซึ่งเมื่อแรกสะกดว่า วัดสัมพันธวงษาราม ใช้ ษ แทน ศ)
เขตสัมพันธวงศ์ โดยเฉพาะย่านสำเพ็ง ได้ชื่อว่าเป็นย่านการค้าที่เก่าแก่ของกรุงรัตนโกสินทร์ ตอนเริ่มต้นนั้น เป็นที่ตั้งร้านค้าของชาวจีนเป็นหลัก ต่อมามีพ่อค้าชาติอื่นๆ เช่น แขกอินเดีย แขกชวา และแขกมลายู เป็นต้น ตามมาเปิดกิจการ
ในนิราศชมตลาดสำเพ็ง ของนายบุศย์ ผู้มีชีวิตอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้พรรณนาถึงสินค้าต่างๆ ที่ขายตามตรอกซอย เช่น พาหุรัด สะพานหัน หัวเม็ด สะพานหิน ตรอกพระยาไกร ตรอกเต๊า ตรอกอาเนี่ยเก็ง ตรอกโรงคราม ฯลฯ มีความตอนหนึ่งว่า
…ฉันเดินตรงลงสำเพ็งเร่งลีลาศ ชมตลาดเรียงรายที่ขายของ
ทั้งเสื้อผ้าเหลือหลายออกก่ายกอง เครื่องกระป๋องปลาส้มขนมปัง
หีบญี่ปุ่นกุญแจแลหีบเหล็ก ทั้งใหญ่เล็กต้นเถากระเป๋าหนัง
เครื่องกาแฟมีเลี่ยมเทียมละมัง ของฝรั่งเหลือจำมาทำกลอน…
สำหรับย่านวัดเกาะ ก็มีชื่อเสียงในการพิมพ์และจำหน่ายหนังสือ ด้วยเป็นที่ตั้งโรงพิมพ์ราษฎร์เจริญ ที่พิมพ์วรรณกรรมในแนวจักรๆ วงศ์ๆ แบ่งพิมพ์เป็นตอนๆ จำหน่ายในราคาเล่มละ 25 สตางค์ ซึ่งได้รับความนิยมแพร่หลายในช่วงรัชกาลที่ 5 อาทิ เรื่องกระต่ายทอง แก้วพิสดาร ไกรทอง โคบุตร์ เป็นต้น ทั้งนี้นิยมพิมพ์บทกลอนที่หน้าปก คล้ายพาดหัวข่าวหนังสือ ในปัจจุบัน

ยี่สิบห้าสตางค์ต่างรู้ท่านผู้ซื้อ ร้านหนังสือหน้าวัดเกาะเพราะหนักหนา
ราษฎร์เจริญโรงพิมพ์ริมมรรคา เชิญท่านมาซื้อดูคงรู้ดี
ได้ลงพิมพ์คราวแรก แปลกๆ เรื่อง อ่านแล้วเปลื้องความทุกข์เป็นสุกขี
ท่านซื้อไปอ่านฟังให้มั่งมี เจริญศรีศิริสวัสดิ์พิพัฒน์เอย
ต่อมา มีการปรับขึ้นราคาบ้าง เปลี่ยนรูปแบบหน้าปก เป็นภาพประกอบตามเนื้อหาของเรื่องบ้าง แต่ก็พิมพ์เผยแพร่ต่อเนื่องเรื่อยมา ทำให้เกิดการเรียกขาน หนังสือที่มีเล่มเล็กบางและจำหน่ายเป็นตอนๆ ว่าวรรณกรรมวัดเกาะ ที่แม้ต่อมาจะพิมพ์ และจำหน่ายที่อื่นก็ตาม
นอกจากวัดเกาะจะมีชื่อเสียงในเรื่องการพิมพ์จำหน่ายหนังสือแล้ว ยังเป็นย่านการค้าของแขก ดังในนิราศหลวงบุรุษ ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2418 มีความตอนหนึ่งว่า
…ถึงหน้าหอหน้าวัดเกาะพิเคราะห์ดู
ล้วนตึกห้างอย่างแขกทำแปลกเพศ จรัลเขตตรงแน่วแน่ผลู
พวกแพนกแขกชวามลายู มาตั้งอยู่เรียงเรียดร้านเหยียดยาว
สินค้าขายก่ายกองล้วนของเทศ งามวิเศษสลับสีพื้นที่ขาว
เครื่องเงินทองก่องแก้วดูแวววาว ของระนาวผูกระโยงห้อยโตงเตง…
เขตสัมพันธวงศ์นั้น เป็นชุมชนที่มีผู้คนต่างชาติต่างศาสนา มาอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ เฉพาะชาวจีน ก็มีทั้งแต้จิ๋ว ไหหลำ กวางตุ้ง ฮากกาหรือจีนแคะ และอื่นๆ หลังจากเดินทางอพยพหนีความยากลำบากมากับเรือสำเภา เมื่อถึงเมืองไทยก็ทำมาหากินและตั้งถิ่นฐาน ในพื้นที่ใกล้วัดสามปลื้ม (วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร) วัดสำเพ็ง (วัดปทุมคงคาราชวรวิหาร) วัดเกาะ (วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร) และวัดไตรมิตรวิทยาราม รวมทั้งวัดจีนที่สร้างขึ้น ได้แก่ วัดเล่งเน่ยยี่ และวัดบำเพ็ญจีนพรต ยังมีการบูรณะและสร้างศาลเจ้าขึ้นใหม่มากมาย อย่างเช่น ศาลเจ้าอาเนี้ยเก็ง ศาลเจ้าโจวซือกง ศาลเจ้าเล่าปุนเถ้ากง เป็นต้น ดังที่มีป้ายจารึกโบราณ ที่ศาลเจ้าเล่งบ่วยเอี้ย ระบุว่าศาลเจ้าแห่งนี้ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลาง แม้แต่ชาวจีนที่นับถือศาสนาคริสต์ ได้ฟื้นฟูวัดกาลหว่าร์ (วัดพระแม่ลูกประคำ) โบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ที่สร้างโดยชาวโปรตุเกสในสมัยกรุงศรีอยุธยาขึ้นใหม่ด้วย

เมื่อเป็นชุมชนที่มีคนอยู่หนาแน่น จึงมีการต้องจัดแบ่งพื้นที่ และจัดเจ้าพนักงานควบคุมดูแลมากกว่าพื้นที่อื่นในพระนคร ดังมีบันทึกในปี พ.ศ.2451 ว่า มีประกาศย้ายขุนยี่สารภักดี นายอำเภอสามเพ็งไปเป็นนายอำเภอดุสิต และย้ายหลวงวิสูตร์บริหาร นายอำเภอในพระนคร มาเป็นนายอำเภอสามเพ็ง เป็นต้น
ในปี พ.ศ.2452 ก็มีประกาศกระทรวงนครบาล ลงวันที่ 5 มิถุนายน ร.ศ.127 ยกปลัดอำเภอตรอกเต๊า ตรอกเข้าสาร สามแยกเยาวราช ตลาดน้อย สวนกวางตุ้ง ถนนเยาวราชตอนบนรวม 7 แห่ง มาสมทบกับนายอำเภอ ตั้งที่ว่าการอำเภอที่สี่แยกถนนเยาวราชและถนนทรงวาด
ครั้นมีประกาศยกเลิกอำเภอชั้นใน 7 อำเภอ แบ่งตั้งขึ้นใหม่เป็น 25 อำเภอ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ.2458 นั้น มีการแบ่งพื้นที่อำเภอสำเพ็ง ออกเป็นอำเภอสัมพันธวงษ์ อำเภอจักรวรรดิ์ และอำเภอสามแยก โดยระบุขอบเขตอำเภอสัมพันธวงษ์ ไว้ดังนี้ ทิศเหนือต่ออำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย แต่ถนนแปลงนามด้านตะวันตก ไปตามถนนเจริญกรุงด้านใต้ ถึงถนนทรงวาด ทิศตะวันออกต่ออำเภอสามแยก แต่ถนนทรงวาดไปตามถนนเจริญกรุง ด้านตะวันตก ถึงคลองผดุงกรุงเกษม เชิงสะพานพิทยเสถียร ทิศใต้ต่ออำเภอบางรักและอำเภอบุบผาราม แต่เชิงสะพานพิทยเสถียร ลงไปตามลำคลองผดุงกรุงเกษมฝั่งเหนือ เลี้ยวขึ้นไปตามลำน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกถึงท่าโรงกระทะด้านเหนือ ทิศตะวันตกต่ออำเภอจักรวรรดิ แต่ท่าโรงกระทะไปตามตรอกโรงกระทะด้านตะวันตก และถนนแปลงนาม ด้านตะวันตกถึงถนนเจริญกรุง
ต่อมา ในปี พ.ศ.2474 เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลต้องประหยัดงบประมาณแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ …ยุบอำเภอจักรวรรดิ และอำเภอสามแยกให้มาขึ้นกับอำเภอสัมพันธวงศ์ โดยมีที่ว่าการอำเภออยู่ ณ ป้อมปิดปัจจนึก ตำบลวัดกะละหว่า ตรอกกรมเจ้าท่าและธนาคารสยามกัมมาจล ตรงข้ามกับโรงน้ำแข็ง บี.เอ็ม.ซี. ซึ่งเป็นที่ตั้งที่ว่าการเขตสัมพันธวงศ์ ในปัจจุบัน รวมทั้งมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2483 ยุบตำบลต่างๆ ในอำเภอสัมพันธวงศ์ โดยยุบตำบลอิศรานุภาพและตำบลวัดตึก รวมเข้ากับตำบลสัมพันธวงศ์ ยุบตำบลศาลเจ้าเก่า รวมเข้ากับตำบลจักรวรรดิ และยุบตำบลสามแยก รวมเข้ากับตำบลตลาดน้อย
เมื่อมีการจัดตั้งกรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ.2516 มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งเขตในกรุงเทพมหานคร และให้เขตสัมพันธวงศ์ ประกอบด้วยแขวง 3 แขวง คือ แขวงสัมพันธวงศ์ แขวงวัดจักรวรรดิ และแขวงตลาดน้อย มีอาณาเขต ดังนี้ ทิศเหนือ จรดถนนเจริญกรุงจากสะพานเจริญสวัสดิ์ ถึงสะพานดำรงสถิต ทิศตะวันออก จรดคลองผดุงกรุงเกษม ช่วงสะพานเจริญสวัสดิ์ถึงปากคลองผดุงกรุงเกษมด้านใต้ ทิศตะวันตก จรดคลองโอ่งอ่าง ช่วงสะพานดำรงสถิต ถึงปากคลองโอ่งอ่างด้านใต้ และทิศใต้ จรดแม่น้ำเจ้าพระยา
องค์พระมหากษัตริย์ไทยเคยเสด็จพระราชดำเนินมาเยือนพื้นที่ต่างๆ ในเขตสัมพันธวงศ์ เสมอมา นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จพระราชดำเนินมาทรงทอดผ้าพระกฐิน ณ วัดปทุมคงคา วัดสำเพ็ง และวัดสัมพันธวงศาราม และเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ.2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลฯ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระอนุชา (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร) เยือนสำเพ็ง สร้างความปีติยินดีให้แก่ชาวจีนในย่านสำเพ็งเป็นที่สุด ต่างตกแต่งบ้านเรือนจัดซุ้มรับเสด็จ และพากันมาเข้าเฝ้าฯชื่นชมพระบารมีอย่างเนืองแน่น ซึ่งมีการค้นพบภาพถ่ายบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนั้นเพิ่มเติมเมื่อเร็วๆ นี้
เขตสัมพันธวงศ์ในวันนี้ จึงเป็นย่านการค้าเก่าแก่ ที่หลากหลายไปด้วยคนต่างชาติที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในครั้งนั้น ทั้งชาวจีนจากที่ต่างๆ โยกย้ายอพยพตามมา ยังมีชาวแขกจากหลายดินแดนทั่วทั้งเอเชียมาร่วมพำนัก ก่อนที่จะมีคนไทยจากภูมิภาคต่างๆ เข้ามาหางานทำ จนมาเป็นแรงงานต่างด้าว พม่า ลาว เขมร และเวียดนาม ในปัจจุบัน
ขอขอบคุณ ภาพถ่ายเสด็จฯสำเพ็ง โดยคุณประวิทย์ สังข์มี และบรรยายภาพโดยคุณสมชัย กวางทองพาณิชย์
บัณฑิต จุลาสัย-รัชดา โชติพานิช
หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์ฯ
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

