หน้าแรก คอลัมนิสต์ การพัฒนาประชา...

การพัฒนาประชาธิปไตย & รัฐธรรมนูญ ‘ฅ ฅน’สำคัญที่สุด โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

3.02.19 | 13:00 น.

ในระบบรัฐมีอยู่ 3 รูปแบบ คือ 1.รัฐที่เป็นเอกรัฐ (Unitary State) หรือรัฐเดี่ยว เช่น ประเทศไทยมีการปกครองรวมศูนย์ที่รัฐบาลกลาง 2.สหพันธรัฐ (Federation) รัฐที่ประกอบด้วยหลายรัฐรวมเป็นหน่วยเดียวกัน โดยแต่ละหน่วยการเมืองรวมกันอยู่เป็นประเทศ แต่ละหน่วยมีการปกครองที่อิสระ เช่น สหรัฐอเมริกา ประกอบด้วย 50 มลรัฐ 3.สมาพันธรัฐ (Confederation) โดยรัฐที่เป็นเอกราชแต่ละรัฐยังคงความเป็นอิสระไว้ทุกอย่าง แต่ตกลงที่จะอยู่ร่วมกันเป็นหน่วยใหญ่ขึ้นด้วยจุดประสงค์ทางเศรษฐกิจ ความร่วมมือ การสร้างอำนาจทางการป้องกันประเทศ ฯลฯ เช่น สหภาพยุโรป

“รัฐบาล” คือ ผู้ใช้อำนาจรัฐตามที่ได้กล่าวมาแล้ว “รัฐบาล” มีความหลากหลายขึ้นอยู่กับ “ระบอบการเมืองการปกครอง” คำว่า “รัฐ” นอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมีความหมายอีกอย่างหนึ่งว่า ในกรณีที่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หมายถึง หน่วยการเมืองที่เป็นสังคมการเมือง หน่วยการเมืองใดจะถือเป็น “รัฐ” ยอมรับในสังคมนานาชาติว่าเป็น “หน่วยอิสระ” ที่มีความสมบูรณ์ของการเป็นรัฐจะต้องมีตัวแปร 3 ตัวแปร คือ 1.จะต้องมี “ดินแดน” : กล่าวคือ จะต้องมีดินแดนที่เป็นแผ่นดิน แต่อาจจะไม่ต้องเป็นแผ่นดินเสมอไป โครงสร้างที่สร้างคาบมหาสมุทรซึ่งไม่มีใครเป็นเจ้าของอาจจะถือเป็นดินแดนได้ 2.จะต้องมี “ประชากร” รัฐจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มี “ประชากร” ด้วยเหตุนี้จึงมีรัฐที่ต่างกันในขนาด เช่น บางรัฐมีประชากร 1,300 ล้านคน อันได้แก่ประเทศจีน บางรัฐบาลมีประชากรเพียง 10,000 คน เช่น ประเทศปาเลา 3.จะต้องมี “รัฐบาล” ทำการปกครอง “ประชากร” และ “ดินแดน” นั้น นี่คือความหมายของรัฐหรือบางที่เรียกว่า “รัฐชาติ” (National State) ซึ่งเป็นหน่วยการเมืองขับเคลื่อนโดยในสังคมนานาชาติ

รัฐบาลหรือคณะบุคคลขึ้นอยู่กับ “ระบอบการเมืองการปกครอง” กล่าวโดยทั่วไประบอบการเมืองการปกครอง มี 3 รูปแบบ 1.ระบอบการปกครองที่ปกครองโดย “คนคนเดียว” ที่มีอำนาจสูงสุด เช่น ระบอบการปกครองแบบ… “พระมหากษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์” ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพระมหากษัตริย์ จนบางครั้งหัวหน้ารัฐบาล คือ กษัตริย์นั้นในตัวเอง ดังเช่นที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ทรงมีพระราชดำรัสว่า “L e’tat c’est moi ข้าพเจ้าคือ รัฐ” 2.ระบอบการปกครองโดยคณะบุคคล ซึ่งอาจเป็นรัฐบาลที่มีผู้นำหลายคน ตัวอย่างเช่น รัฐบาลทหารที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐอยู่แต่ในกลุ่มของตัวเอง ซึ่งเรียกว่า “รัฏฐาธิปัตย์” 3.ระบอบการปกครองโดยคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งในความเป็นจริงก็มิได้ปกครองด้วยตัวเอง แต่มีสิทธิในการเลือก “ตัวแทน” ขึ้นมาทำหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐ นั่นคือ “ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย” แต่ในกรณีที่เป็นชุมชนเล็กๆ สามารถประชุมคนได้ทั้งชุมชน ก็อาจจะมีวิธีการที่ทุกคนมีส่วนร่วมและลงมติเพื่อกำหนดนโยบาย เช่น ที่เกิดในนครรัฐเล็กๆ ในกรีกโบราณ นั่นคือระบบที่เรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตยโดยตรง” (Direct Democracy)

ระบอบการปกครองที่นิยมกันมากในปัจจุบัน คือ “ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยตัวแทน” (Representative Democracy) …รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจะกลายเป็น “บุคคล” ซึ่งใช้อำนาจรัฐ รัฐบาลที่เป็นรัฐบาลอยู่ภายใต้การปกครองแบบประชาธิปไตยนั้น “ประชาชน” เป็นผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพื่อให้ทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนของตน” โดยเบื้องต้นจะมีการเลือกตั้งผู้ที่ทำหน้าที่ออกกฎหมาย กฎระเบียบ เรียกว่า “รัฐสภา” ในบางระบบก็อาจจะมีการเลือกตั้งผู้ทำหน้าที่บริหารประเทศโดยตรง แต่มีการกำหนดระยะเวลาไม่ได้อยู่ถาวรโดยสืบเชื้อสาย ระบอบการเมืองการปกครอง “แบบประชาธิปไตย” : เป็นระบบที่ปกครองโดยประชาชน แต่ประชาชนมิได้เป็นผู้ใช้อำนาจรัฐเอง เพราะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ที่สำคัญ คือจุดประสงค์หลักของระบบนี้ ประชาชนต้องมีส่วนในการเลือกผู้ที่จะมาทำหน้าที่ใช้ “อำนาจรัฐ” เมื่อเป็นเช่นนี้ก็หมายความว่า “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ที่เกิดขึ้นนั้น…ประชาชนเป็นผู้ให้การอนุมัติ…เท่ากับ…ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจจึง “เป็นรัฐบาลประชาชน” รัฐบาลดังกล่าวจะถูกจับตามองตลอดเวลา การออกกฎหมาย กฎระเบียบ ในการกำหนดนโยบายและทรัพยากรเพื่อประโยชน์ของประชาชน “ไม่ใช้เพื่อตนเองและพรรคพวก” “ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น” จึงกล่าวถึงรัฐบาลในลักษณะนี้ว่า… “รัฐบาลของประชาชน” (government of the people) โดยประชาชน (by the people) และเพื่อประชาชน (and for the people) ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย : ถือได้ว่าเป็นระบอบทางออกที่ดีที่สุดของ “ระบอบการเมือง” ในแง่การใช้อำนาจรัฐ การควบคุมการใช้อำนาจรัฐแต่ต้องเข้าใจว่าระบอบนั้นปกครองแบบประชาธิปไตย ก็มีจุดบกพร่องอยู่บ้าง เช่น การใช้เสียงข้างมากในการตัดสิน แม้ถูกต้องตามธรรมเนียมประเพณี โดยใช้เสียงข้างมากเป็นหลัก แต่มีการเตือนว่าอาจจะเกิด “พลิกผันตีกลับ” แม้จะเป็นเสียงข้างมากได้ เป็นต้นว่า “พระสอง” รูปกับโจร “สิบคน” ลงมติว่า จะปล้นธนาคาร โจรจะชนะตลอดเวลา จึงมีคำกล่าวว่า…

ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบการเมืองที่ดี แต่เป็นระบอบการเมืองที่ทำงานได้ผลดี หรือมีอีกคำกล่าวหนึ่งก็คือ ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นระบบที่เลว แต่ระบบอื่นเลวกว่า ดังนั้น จึงถือได้ว่า “เป็นระบอบการเมืองการปกครองที่เลวน้อยที่สุด” ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยการเลือกตัวแทนนั้นโดยแม่แบบมี 2 ระบบ คือ การปกครองแบบระบอบประชาธิปไตยอังกฤษ ระบบประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นอกนั้นก็เป็นการผสมผสานระหว่าง 2 ระบบ

Advertisement

การพัฒนา “ประชาธิปไตย” และการปกครองโดย “วิถีรัฐธรรมนูญ” ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบการเมืองการปกครองที่ดีที่สุด แต่เป็นระบบที่ “เลวน้อยที่สุด” หรืออาจกล่าวได้ว่า… “เป็นระบบที่ทำงานได้ผล” แต่ระบบนี้จะทำงานได้ผลดีนั้น “คน” หรือ “มนุษย์” สำคัญที่สุด ซึ่งรวมเป็น “คณะบุคคล” ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องประกอบด้วยข้อตกลงเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย นั่นคือ กฎกติกาหรือ “รัฐธรรมนูญ” เพื่อที่จะให้ระบอบการเมืองการปกครองตามวิธีการรัฐธรรมนูญ (Constitution) สามารถดำเนินไปได้อย่างได้ผล

ประชาธิปไตยเป็นเรื่องการปกครองที่ประชาชนมีส่วนร่วมและมีสิทธิในการเลือกผู้ที่ทำหน้าที่ “บริหารประเทศ” ทั้งใน “สภานิติบัญญัติ” “บริหาร” และในบางประเทศประชาชนมีสิทธิเลือก “ตุลาการ” ได้ ดังนั้น “การมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง” จึงเป็น “สัญลักษณ์ที่สำคัญยิ่ง” ทางการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแต่เพียงอย่างเดียวไม่ใช่เป็นระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ต้องมีตัวแปรอื่นประกอบด้วย เรื่องการ “ใช้อำนาจ” ขอบข่ายสร้างผลดีผลเสียจึงจำเป็นต้องมีการถ่วง “ดุลอำนาจ” มิให้ตกอยู่ในมือของ “คนคนเดียว” หรือ “คนกลุ่มเดียว” เพราะฉะนั้น การแบ่งแยกอำนาจและการถ่วง “ดุลอำนาจ” จึงเป็น “หัวใจสำคัญ” แบบมีความสัมพันธ์กันระหว่างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ และควรจะต้อง “เดินตามหลักนิติธรรม” (The rule of law) ด้วย ทั้งนี้ เพื่อความชอบธรรมทางการเมือง (Political Legitimacy) การมุ่งเน้นแต่ตัวบทกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงการยอมรับของสังคมต้องการใช้อำนาจย่อมนำไปสู่การคัดค้านหรือแม้แต่การประท้วงโดยสงบหรือบางครั้งด้วยกำลัง

ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยยังต้องมุ่งเน้นถึงเรื่อง “สิทธิเสรีภาพ” (right and freedom) ขั้นพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิในชีวิตและร่างกาย สิทธิในการแสดงความเห็น การเลือกที่อยู่อาศัย การเดินทางและสิทธิอื่นๆ รวมถึงความ “เสมอภาค” อันได้แก่ ความเสมอภาคทางกฎหมาย (Equality by for the law) ไม่ว่าจะเป็นคนรวย คนจน ข้าราชการ ลูกจ้าง ยาจก ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน นอกจากนี้ ยังต้องมีความเสมอภาคทางการเมือง (Political equity) หรือหนึ่งคนหนึ่งเสียง (One man One vote) ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐี
ยากจก นายกรัฐมนตรี ทุกคนก็มีสิทธิ 1 คน 1 เสียงเท่ากัน

ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยจะต้องถือ “รัฐธรรมนูญ” เป็นกติกาสูงสุด ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดหรือการเดินตามแนววิถีรัฐธรรมนูญ กฎหมาย กฎระเบียบ การกระทำอันใดก็ตามที่ขัดต่อ “รัฐธรรมนูญ” นั้นย่อมไม่มีผลบังคับใช้และเพื่อการนี้จำเป็นอย่างยิ่งต้องมี “จิตวิญญาณในหลักนิติธรรม” ผู้ดำรงตำแหน่งอำนาจจะต้องหลีกเลี่ยงการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเพื่อผลทางการเมือง และเพื่อประโยชน์ส่วนตัว โดยการ “ตะแบงตีความ” ใช้ช่องโหว่ของกฎหมายเป็นประโยชน์ โดยใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ หรือตีความแบบศรีธนญชัยนั้นเป็นการทำลายหลักนิติธรรม เมื่อหลักนิติธรรมถูกทำลาย ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยก็ถูกทำลายไปด้วยในตัว ฉะนั้นเมื่อใดก็ตามที่มีช่องโหว่กฎหมายจะต้องตีความให้สอดคล้องกับประโยชน์ของคนส่วนใหญ่และความถูกต้องและหลักนิติธรรม

นอกเหนือจากที่กล่าวแล้ว จริยธรรมการเมือง มารยาททางการเมือง และความเป็นผู้ดีทางการเมือง กล่าวโดยรวม คือ ค่านิยม ปทัสถาน หรือจิตวิญญาณของความเป็นประชาธิปไตย เป็น “ฐาน” สำคัญ “อย่างยิ่งของความสำเร็จของการปกครองแบบประชาธิปไตย” ถึงแม้จะมีรัฐธรรมนูญที่ดีเยี่ยม แต่ถ้าผู้ตีความรัฐธรรมนูญขาดคุณสมบัติที่กล่าวมานี้ ระบอบนี้ก็ไม่สามารถดำเนินไปต่อได้

“คุณลักษณะเด่นๆ” 5 ประการของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย มีดังนี้ ประการแรก : สังคมนั้นจะต้องอยู่บนพื้นฐานของปรัชญาและหลักการที่เน้น… “สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค” ถ้าไม่มีก็ไม่ถือว่าเป็นระบอบประชาธิปไตย ประการที่สอง : จะต้องมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง (elected government) แต่การเลือกตั้งนั้นจะต้องเป็นตัวแทนอย่างแท้จริง (representativeness) ซึ่งหมายความว่า “คะแนนเสียงที่เป็นเพียงแต่พิธีกรรมทางการเมือง” ยังไม่เพียงพอจะต้องมีการเป็นตัวแทนโดยผู้ลงคะแนนเสียงลงคะแนนเสียงด้วยการตัดสินใจด้วยตนเอง (Voluntary partition) ไม่ใช่การปลุกเร้า (stimulation) หรือการล่อด้วยอามิสสินจ้าง คือ การซื้อเสียง ประการที่สาม : ประชาชนต้องมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยสมัครใจและตั้งใจด้วยตนเอง มิใช่ถูกจูงมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยการแสดงให้ปรากฏต่อสาธารณชน ประการที่สี่ : ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยจะต้องมีการปกครองโดยยึดหลักนิติธรรม โดยเริ่มต้นจากกระบวนการออกกฎหมายจะต้องมีความโปร่งใส อยู่บนหลักฐานของความถูกต้อง มีเหตุมีผล การบังคับใช้กฎหมายจะต้องประกอบด้วยกระบวนการยุติธรรมและมีความเป็น “ธรรม” อย่างแท้จริง ประการที่ห้า : ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย จะต้องคัดสรรตัวบุคคลที่มีความสามารถในการ “บริหารบ้านเมือง” ที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผล ในการสร้างนโยบายพัฒนาประเทศได้ให้เจริญก้าวหน้า และกล้าตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาของประเทศในคราววิกฤต “ผู้บริหาร” นั้นจะต้องมีคุณสมบัติเหมาะสม มีความรู้ความสามารถ ซื่อสัตย์ สุจริต กล้าคิด กล้าตัดสินใจ มีความรับผิดชอบสูง

ระบบการเมืองที่ดีต้องเป็นกระบวนการทางการเมืองที่ดีเพื่อประโยชน์สังคม ตอบสนองต่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ เมื่อใดก็ตามที่ระบบการเมืองนั้นไม่สามารถจะคัดสรรบุคคลได้ “ตัวผู้นำ” (Leadership) ทางการเมืองไม่สอดคล้องกับความต้องการของสังคม ระบบนั้น คือ…”ระบบที่ล้มเหลว” เช่น ถ้าการเลือกตั้ง
นำไปสู่การได้ “นายกรัฐมนตรี” ที่ขาดความรู้ความสามารถ ขาดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการทำงาน ขาดหลักการและจริยธรรม มีคณะรัฐมนตรีที่ต้องพิจารณาจากสัดส่วนของพรรค โดยบุคคลเหล่านั้นไม่มีคุณสมบัติที่จะทำงานได้ ระบบนั้นก็จะล้มเหลวเช่นกัน ไม่สามารถกล่าวได้ว่า เป็นระบบการเมืองที่ดี

นอกจากนี้การเลือกตั้งที่ไม่ได้ตัวแทนที่แท้จริง หากแต่เป็นพิธีกรรมทางการเมือง จำนวนมากของเสียงก็กลายเป็นความชอบธรรมที่แปลกปลอมกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองกลุ่มหนึ่ง ระบบดังกล่าวก็ย่อมไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยอย่าง… “แท้จริง”

โดยสรุป : การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวไม่ใช่เป็นเครื่องพิสูจน์ของความเป็น “ประชาธิปไตย” ระบอบประชาธิปไตยต้องมีการตรวจสอบอำนาจและการถ่วงดุลอำนาจ สำคัญที่สุดจะต้องสะท้อนถึงความเป็นตัวแทน (representativeness) ของประชาชนอย่างแท้จริง และระบบนั้นต้องสามารถคัดสรร “ตัวบุคคลที่ดีที่สุดมาบริหารประเทศ” เมื่อใดก็ตามที่ขาดคุณลักษณะดังกล่าว ระบบนั้นก็เป็นเพียงประชาธิปไตยในรูปแบบไม่ใช่ประชาธิปไตยเนื้อหา จำนวนเสียงที่ได้มานั้นเป็นการกล่าวอ้างว่าเป็นอาณัติของประชาชน หรือแม้การกล่าวอ้างว่ามาจากการเลือกตั้งก็เป็นการกล่าวอ้างที่ขาดน้ำหนัก เนื่องเป็นของปลอมไม่มีความเป็นตัวแทนอย่างที่แท้จริง เพราะเป็นคะแนนเสียงที่ได้จากการซื้อสิทธิขายเสียง หรืออะไรก็ไม่รู้??

เนื่องจากการเลือกตั้งเป็นต้นน้ำหรือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำไปสู่อำนาจรัฐโดยความชอบธรรม การเลือกตั้งที่ไม่นำไปสู่ความเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง…จึงต้องมี “การเปลี่ยนแปลงและปฏิรูป” ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยเราได้มีวิธีสร้างดุลยภาพดังกล่าวด้วยการสร้าง… “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” มาแล้วสมัยหนึ่ง โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งและมีวุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลง มีการเรียกร้องความเสมอภาคทางการเมือง ระบบ One man one vote จึงมีการเน้นหนักในรัฐธรรมนูญปี 2540 ถือว่าเป็น “รัฐธรรมนูญของประชาชน” ซึ่งเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด แต่สิ่งที่ปรากฏขึ้นในความเป็นจริงนั้นให้เห็นว่าระบบดังกล่าว ก็ไม่สามารถสร้างความเป็นตัวแทนได้ในทุกภาคส่วนและการเลือกตั้งบกพร่อง ในแง่การสร้างความชอบธรรมทางการเมือง จำนวน ส.ส. ที่ได้มาจากการซื้อเสียงจึงไม่สะท้อนถึงความเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง อันเนื่องมากจากการปลุกเร้าและอารมณ์มากว่าการตัดสินใจด้วยตัวเอง สำหรับการเลือกตั้งในคราวต่อไปภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 นั้น ก็จะย้อนรอยในอดีตสอดคล้องกับการ “สร้างประชาธิปไตยครึ่งใบ” ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ผลจะเป็นอย่างไร ฤๅจะเหมือนเดิมตามรอยไถแปร หรือจะสร้างมิติใหม่ๆ ไม่มีใครทราบได้ หรือพยากรณ์ได้?

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ “รัฐธรรมนูญ” หรือ “กติกาการเมืองการปกครอง” ก็อยู่ในส่วนของเขา แต่สำคัญที่สุดขึ้นอยู่ “คน” หรือ “มนุษย์” เท่านั้นที่เกี่ยวข้องโดยตรง มี 3 ส่วนเสมือน “การแข่งขันฟุตบอลโลก” มี “กฎฟีฟ่า (FIFA)” (กฎ=รัฐธรรมนูญ) ในการแข่งขันกีฬาฟุตบอลโลก ซึ่งมี 1.กรรมการกลาง เป็นผู้ถือและใช้กฎฟีฟ่า ผู้ทรงความยุติธรรม ในการใช้กฎหมายตัดสินด้วยความเป็น “ธรรม” ในการเลือกตั้ง ส.ส. เรามีกรรมการ คือ “กกต.” 2.ผู้เล่น นักฟุตบอล ทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งคือ “ผู้สมัคร ส.ส.” นั่นคือพรรคการเมืองต้องมี “น้ำใจนักกีฬา” (พรรคการเมือง) “รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย” 3.คนดูฟุตบอลรอบสนามหรือทางบ้าน (ประชาชนทั่วไป) ต้องเคารพผลการลงคะแนนเสียงของประชาชนทั้งประเทศและการตัดสินของกรรมการ (กกต.) โดยต้องยึดตาม “หลักนิติธรรม” (the rule of law) และ “เคารพเสียงส่วนใหญ่ รับฟังเสียงส่วนน้อย” ที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวม มีความถูกต้องและเป็นธรรมจึงถือได้ว่าเกิด “ธรรมาภิบาลในระบอบประชาธิปไตย” ไงเล่าครับ

อนึ่ง เมื่อมี “พระราชกฤษฎีกา” ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2562 ลงมาแล้วให้ไว้ ณ วันที่ 23 มกราคม พ.ศ.2562 แล้ว กกต.ได้เคาะไทม์ไลน์ในการเลือกตั้งโดย 4-8 กุมภาพันธ์ 2562 : กกต.กำหนดวันรับสมัคร ส.ส. 15 กุมภาพันธ์ 2562 : ประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. 4-6 มีนาคม 2562 : ลงคะแนนนอกราชอาณาจักร 17 มีนาคม 2562 : ลงคะแนนนอกเขต 24 มีนาคม 2562 : ลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. พร้อมกันทั่วประเทศ

สรุปได้ว่า “การพัฒนาประชาธิปไตย” & รัฐธรรมนูญ” ฅ “ฅน” สำคัญที่สุด เชิญชวนประชาชนคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 51 ล้านคน อย่านอนหลับทับสิทธิ ชวนกันไปเลือกตั้งเข้าคูหากาเบอร์เดียว “1 บัตรได้ 3 สิทธิ” 1.เลือก ส.ส.เขต 2.เลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ 3.เลือกนายกรัฐมนตรี และขออำนวยพรให้ “ผู้สมัคร ส.ส.” ทุกท่านโชคดีนะครับ