หน้าแรก คอลัมนิสต์ การปฏิบัติธรร...

การปฏิบัติธรรมมิใช่นั่งหลับตาอย่างเดียว โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

3.02.19 | 13:00 น.

ธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่มีอยู่มากมายนั้น ถ้าจะสรุปตามความเข้าใจของผมแล้วก็มีอยู่เพียง 2 ประเภท คือ ธรรมะที่เป็นเป้าหมายของชีวิต กับธรรมะที่เป็นอุบาย หรือวิธีที่จะทำให้เข้าถึงเป้าหมายนั้น

ธรรมะที่เป็นเป้าหมายแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ

– เป้าหมายระดับสูงสุด ได้แก่ การรู้แจ้งเห็นจริงจนสามารถขจัดกิเลสให้หมดไปได้ มีความสว่าง สะอาด สงบภายใน หรือที่เรียกกันว่า “นิพพาน”

-เป้าหมายระดับรองลงมา ได้แก่ความเจริญเติบกล้าทางคุณธรรม จริยธรรม

-เป้าหมายระดับต้น หรือขั้นพื้นฐาน ได้แก่ความสุขความสำเร็จแห่งชีวิตตามประสาโลกๆ ที่มนุษย์ปุถุชนจะพึงมีพึงได้ เช่น การมีทรัพย์ ยศ ไมตรี ที่ได้มาโดยชอบธรรม การมีชีวิตครอบครัวที่เป็นสุข

Advertisement

ธรรมะที่เป็นอุบาย หรือวิธีการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงเป้าหมายเหล่านั้น ก็ได้แก่หลักคำสอนมากมายที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก สรุปลงในอริยมรรค มีองค์แปด หรือไตรสิกขา (ปัญญา ศีล สมาธิ) นั้นเอง

เมื่อถือว่าชีวิตทุกชีวิตกำลังพัฒนาตนตามขั้นตอน เพื่อเข้าถึงเป้าหมายทุกระดับ เริ่มด้วยเป้าหมายระดับต้นขึ้นไป ก็แสดงว่า ไม่ว่าใครจะอยู่ในสถานะอย่างใด ก็ชื่อว่าปฏิบัติธรรมกันทั้งนั้น การปฏิบัติธรรมในความหมายที่กว้างก็คือ การปฏิบัติภาระหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบอยู่ให้ดีที่สุด เพื่อให้เกิดผลที่ดีที่สุด

เป็นสามีทำหน้าที่ของสามีที่ดี เป็นสามีในอุดมคติตามที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้ คือ ยกย่องให้เกียรติสมฐานะที่เป็นภรรยา, ไม่ดูหมิ่น, ไม่นอกใจภรรยา (ไม่ไปแอบมีบ้านเล็กบ้านน้อยไว้ทั่ว หรือไม่เกาะแกะลูกเมียชาวบ้าน), มอบความเป็นใหญ่ในบ้านให้, ซื้อหาเครื่องประดับ หรือของขวัญให้ตามโอกาส

เป็นภรรยาทำหน้าที่ภรรยาที่ดี คือ จัดงานบ้านให้เรียบร้อย, สงเคราะห์ญาติมิตรทั้งสองฝ่ายด้วยดี, ไม่นอกใจสามี, รักษาทรัพย์ที่ช่วยกันหามาไว้ให้ดี ขยัน ฉลาด ช่างจัดช่างทำ เอางานทุกอย่าง

แค่นี้ก็เรียกว่า “ปฏิบัติธรรม” ในฐานะที่เป็นสามีภรรยาที่ดีแล้วครับ

ครอบครัวไหนพ่อบ้านแม่บ้านมีธรรมอย่างนี้ รับรองไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง ชนิดที่ว่า “เลี้ยงกันด้วยลำแข้ง” (คือเตะกันเช้า เย็น) สวรรค์ในบ้านก็เกิดขึ้นแน่นอน เพราะต่างคนต่างปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมของคู่ผัวตัวเมียก็คือ การทำหน้าที่ของตจนให้บริบูรณ์ มิใช่นั่งหลับตาภาวนาพึมพำ

ที่พูดนี้มิใช่หมายความว่าผมปฏิเสธการทำสมาธิภาวนานะครับ สิ่งนี้ก็จำเป็นเหมือนกัน ควรหาโอกาสลิ้มรสความสงบภายในบ้างเป็นครั้งคราว แต่ถ้าครอบครัวเป็นปึกแผ่นแล้ว ลูกเต้าก็โตแล้ว ไม่มีพันธะกังวลใดๆ แล้ว ทั้งคู่จะหันหน้าเข้าวัด หรือถือพรหมจรรย์ด้วยกัน ก็ยิ่งดีและน่าสรรเสริญยิ่ง เคยเห็นสามีภรรยาหลายคู่ปฏิบัติกันเช่นนี้ อย่างนี้ละก็ไม่มีปัญหา

แต่ถ้าเป็นดังตัวอย่างสมมุติข้างล่างนี้มีปัญหาแน่นอน

ครอบครัว ก สามีภรรยายังอยู่ในวัยหนุ่มสาว มีลูกเล็กๆ หนึ่งคน อยู่ๆ สามีบอกภรรยาว่าจะไป “ปฏิบัติธรรม” ที่สำนักดังแห่งหนึ่ง ตอนแรกๆ ก็ไม่สู้กระไร เพราะยังไปๆ มาๆ อยู่ ต่อมาภายหลังทิ้งลูกทั้งเมียไปหมกมุ่นอยู่กับการนั่งเพ่งภาวนาไม่กลับบ้านเอาเลย ภรรยาทนความว้าเหว่ไม่ไหวเที่ยวเตร่คบเพื่อนหญิงกลายเป็น “ทอม”
เป็น “ดี้” ตามแฟชั่นของสังคมเส็งเคร็งไปเรียบร้อย ทิ้งลูกน้อยไว้ในความดูแลบ้างไม่ดูแลบ้างของคนใช้ สภาพของครอบครัวควรจะเป็นสุขตามประสาผู้ครองเรือนก็พังทลายลง เพราะสามีทิ้ง “การปฏิบัติธรรม” (ในฐานสามีที่ดี) อ้างว่า “ไปปฏิบัติธรรม” (นั่งภาวนาตามรูปแบบ)

พระ ข บวชมาแล้วแทนที่จะทำหน้าที่ของสงฆ์ กลับทำตนเป็นนายหน้าวิ่งเต้นหาตำแหน่งฐานะให้ชาวบ้านผู้กระหายเกียรติกระหายยศ ถึงกับลงทุนปลอมแปลงเอกสารสร้างหลักฐานปลอมทำการทุจริต ผิดทั้งกฎหมายบ้านเมืองและวินัยสงฆ์อย่างร้ายแรง ฯพณฯ ค ฯพณฯ ง ฯลฯ พระเถระ จ พระเถระ ฉ ฯลฯ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบแทนที่จะจัดการชำระสะสางให้เรียบร้อย เพื่อความบริสุทธิ์แห่งพระศาสนา กลับวางเฉยเสีย ปล่อยให้มีการย่ำยีพระธรรมวินัยต่อไป

ตัวอย่างสมมุตินี้ ล้วนเป็นการไม่ปฏิบัติธรรม คือไม่ทำหน้าที่ที่ควรกระทำทั้งนั้นแหละครับ

การปฏิบัติธรรมทั้งที่ลืมตายังไม่ใส่ใจทำกันเลย ป่วยการพูดถึงการนั่งหลับตาปฏิบัติธรรม