เลือกตั้ง, ความหวัง และความกังวล โดย ปราปต์ บุนปาน

4.02.19 | 13:00 น.

ด้านหนึ่ง การเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562 คือ ความหวังของสังคมไทยแน่นอน

เพราะนี่คือโอกาสที่เสียงอันหลากหลายของประชาชน ซึ่งถูกกด-ปิด ให้สงบเงียบ-ราบคาบ มาเกือบห้าปี จะได้ส่งพลังออกมา

ถึงแม้ว่าจะไม่มีคนใดฝ่ายไหนกล้าคาดหวังหรือใฝ่ฝันถึงชัยชนะขั้นเด็ดขาดภายหลังการเลือกตั้ง

แต่ความหวังที่คนส่วนใหญ่ฝากเอาไว้กับการเลือกตั้ง 2562 ก็คือ การเปิดฉากไปสู่การต่อรองครั้งใหม่ระหว่างตัวแทนประชาชนพรรค/ฝ่ายต่างๆ

ซึ่งในขั้นต้น อาจเกิดการจัดสรร-แบ่งปันอำนาจและทรัพยากรกันใหม่ตามสมควร

Advertisement

ส่วนในภาพรวมที่กว้างใหญ่กว่านั้น หลายฝ่ายอาจต้องการให้การเลือกตั้งครั้งนี้ช่วยขับเคลื่อนสังคมไปสู่กระบวนการสร้างเจตจำนงใหม่

เจตจำนงใหม่ที่มิใช่ความต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากคือความฝันถึงสังคมไทยในอนาคตที่ทุกฝ่ายมีร่วมกัน

ภาพเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นความหวังในทางที่ดีหลังวันที่ 24 มีนาคม

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีความวิตกกังวลปรากฏอยู่ทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง

หลายๆ เสียงของผู้ร่วมเสวนาบนเวที “เลือกตั้ง 62 จุดเปลี่ยนประเทศไทย” ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์มติชน แสดงให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกนี้อย่างเด่นชัด

นักรัฐศาสตร์ที่เชี่ยวชาญประเด็นเรื่องกองทัพอย่าง สุรชาติ บำรุงสุข แสดงความห่วงใยต่อการเลือกตั้ง 24 มีนาคมอยู่หลายประการ

แต่ความห่วงใยข้อสำคัญที่อาจารย์สุรชาติแสดงออกมา ก็คือ หากพรรคพลังประชารัฐและเครือข่ายอำนาจของ คสช. ผลักดันและดึงดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งได้สำเร็จ

ขีดความสามารถของรัฐบาลชุดที่ว่าจะเป็นอย่างไร? พล.อ.ประยุทธ์จะทำงานการเมืองในระบบรัฐสภาได้ดีเพียงใด? และจะมีความสามารถรับมือบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แค่ไหน?

ส่วนนักวิชาการกฎหมายอย่าง ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ขึ้นเวทีมาเสนอซีนาริโอ “สามก๊กการเมืองไทย”

นั่นคือการเล่นเกมการเมืองระหว่างสามขั้วอำนาจใหญ่ ได้แก่ (1) พรรคการเมืองเครือข่าย คสช. และ ส.ว., (2) พรรคเพื่อไทยและเครือข่าย และ (3) พรรคประชาธิปัตย์

ท่ามกลางโอกาสอันไม่มากนักที่พรรคพลังประชารัฐจะชนะการเลือกตั้ง อาจารย์ปริญญาแนะนำว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ควรรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังวันที่ 24 มีนาคม

แต่ คสช. ควรเล่นการเมืองในบทบาท “คนกลาง” ซึ่งยังมี ส.ว. และยุทธศาสตร์ชาติเป็นเครื่องมืออันทรงพลังอยู่ข้างกาย

ส่วนนักธุรกิจใหญ่ผู้เคยร่วมงานกับ คสช. อย่าง บรรยง พงษ์พานิช ชี้ว่า “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ซึ่งแข็งตัว ไม่ยืดหยุ่น จะแผลงฤทธิ์ในทางลบต่อประเทศและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระยะยาว

หนทางแก้ปัญหานี้ คือ ต้องเลิกยุทธศาสตร์ชาติ ผ่านกระบวนการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขกฎหมายลูก การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการผลักดันให้เจ้าของไอเดียไม่อยู่ในอำนาจอีกต่อไป

กลายเป็นว่าแท้จริงแล้ว ความวิตกกังวลที่มีต่อการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ล้วนพุ่งเป้าไปยัง
พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.

นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เอง ก็คงสัมผัสได้ถึงกระแสด้านลบดังกล่าว กระทั่งมีอาการนอตหลุด โมโห หงุดหงิด และท้าให้คนมาไล่ลงจากตำแหน่ง เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ก่อน

ซึ่งในมุมกลับ ได้กลายเป็นเครื่องยืนยันให้เห็นว่าสิ่งที่หลายคนรู้สึกกังวลนั้น กำลังอยู่ในอาการน่าเป็นห่วงจริงๆ