บรรยากาศการเตรียมการเปิดรับสมัคร ส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขต ปาร์ตี้ลิสต์ หรือบัญชีรายชื่อ ในระหว่างวันที่ 4-8 กุมภาพันธ์ เป็นไปอย่างคึกคักทั่วประเทศ หลังจากประเทศไทยเว้นวรรคการเลือกตั้งมา 8 ปี นับจากปี 2554 ส่วนในปี 2557 ผู้ชุมนุม กปปส. เข้าขัดขวางการเลือกตั้ง ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก่อนจะเกิดรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 นับถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 5 ปี ที่ประเทศไทยอยู่ในบรรยากาศของข้อจำกัดต่างๆ เมื่อคณะรัฐประหารหรือ คสช.ประกาศให้มีการเลือกตั้ง จึงเป็นข่าวดีที่ได้รับการต้อนรับจากประชาชน ผลสำรวจของสำนักต่างๆ ยืนยันตรงกันว่า ประชาชนพร้อมไปใช้สิทธิ
แม้จะเป็นการเลือกตั้งภายใต้กฎกติกาใหม่ ที่มีคนบอกว่า “ดีไซน์เพื่อพวกเรา” แต่จะกำหนดผลได้หรือไม่ ยังเป็นที่สงสัย ในระหว่าง 5 วันของการเปิดรับสมัคร ประชาชนจะได้รับทราบข้อมูลว่า ผู้สมัครของแต่ละพรรค มีใครบ้าง มีความเป็นมาอย่างไร มีจุดยืนประชาธิปไตยหรืออำนาจนิยม นอกจากผู้สมัคร ส.ส. ทั้งระบบแบ่งเขต 350 คน 350 เขตแล้ว ยังมีระบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคจะต้องคัดเลือกมา 150 ชื่อ แล้วมาคำนวณตามจำนวนคะแนนที่ได้รับจากผู้ใช้สิทธิ และที่เป็นไฮไลต์ คือ แต่ละพรรค มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี 3 คน ซึ่งหลังเลือกตั้งจะสามารถเสนอเข้ากระบวนการคัดเลือกและรับรองเป็นนายกฯต่อไป
ข้อมูลตัวบุคคลที่เสนอเป็น ส.ส.ทั้ง 2 ประเภท และรายชื่อว่าที่นายกฯ ที่พรรคต่างๆ เสนอ จะเป็นข้อพิจารณาในการลงคะแนน ประกอบไปกับแนวนโยบายต่างๆ ที่พรรคต่างๆ จะต้องแจ้งต่อประชาชน ปัญหาของประเทศที่รอการแก้ไข มีทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ที่่เกิดอาการรวยกระจุก จนกระจาย การเมืองและสังคมที่ยังแตกแยกไม่ปรองดอง สองมาตรฐาน ปัญหาความเป็นธรรมของกฎกติกาการเมืองและสังคม และฟื้นฟูความเสียหายจากวิกฤตที่ผ่านมา ฯลฯ ท่าทีและแนวคิดของแต่ละพรรคต่อสภาพปัญหา จะทำให้ประชาชนตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
การเลือกตั้งครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหมายถึงการคืนอำนาจในการกำหนดชะตากรรมของประเทศให้ประชาชนตัดสินใจ เป็นการคืนอำนาจที่ล่าช้ากว่ารัฐประหารทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ก็ล่าช้าไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะประเทศเดินทางมาถึงจุดที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงและฟื้นฟูในทุกด้าน และการเปลี่ยนแปลงอย่างสงบสันติ และเสียหายน้อยที่สุด จะเกิดได้ด้วยการเลือกตั้ง

