หน้าแรก คอลัมนิสต์ สัญญาที่บันดุ...

สัญญาที่บันดุง (1) : โดย ลลิตา หาญวงษ์

8.02.19 | 13:00 น.
งานเลี้ยงไม่มีวันเลิกรา: อู นุ นายกรัฐมนตรีพม่า จัดงานเลี้ยงให้นัซเซอร์ ผู้นำอียิปต์ (ซ้าย) และเนห์รู ผู้นำอินเดีย (ขวา) ก่อนเดินทางไปประชุมที่บันดุงด้วยกันในเดือนเมษายน 1955 (ภาพจาก Twitter ของ Thant Myint-U)

เมื่อกล่าวถึงเหตุการณ์หรือชุดเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดในยุคสงครามเย็น คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงสงครามตัวแทน (proxy war) ที่มหาอำนาจทั้งสอง ได้แก่ สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต เข้าไปแทรกแซงการเมืองภายในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก ทั้งในเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม วิกฤตการณ์ในคองโก (ค.ศ.1960-1965) สงครามกลางเมืองในแองโกลา ที่กินเวลายาวนานตั้งแต่ปี 1975-2002 หรือแม้แต่โศกนาฏกรรมใกล้ตัวเรา อย่างการล้อมปราบคอมมิวนิสต์ในไทย และวิกฤตการณ์ในมาลายา (ค.ศ.1948-1960) สงครามระหว่างฝ่ายที่เรียกตนว่าเป็นโลกเสรีประชาธิปไตยกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ครั้งนั้นคร่าชีวิตผู้คนหลายล้านคนทั่วโลก มากกว่าสงครามโลกทั้งสองครั้งรวมกัน

แต่สงครามเย็นมิได้เป็นเพียงการต่อสู้กันในสมรภูมิรบ และมิใช่การเข่นฆ่ากันทางอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการชิงไหวชิงพริบกันทางการทูต เป็นเสมือนศิลปะและเวทีประลองฝีมือของผู้นำและนักการทูตชั้นดีจากทั้งประเทศมหาอำนาจ และในหมู่ประเทศกำลังพัฒนา ในยุคที่องค์กรโลกบาลขนาดใหญ่อย่างสหประชาชาติก้าวเข้ามาเป็นตัวกลางระหว่างคู่ขัดแย้ง และในขณะเดียวกันฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็ตั้งกติกาสัญญาวอร์ซอว์ (Warsaw Pact) ขึ้นมาเพื่อให้ความช่วยเหลือทางการทหารแก่ประเทศในค่ายคอมมิวนิสต์

เมื่อสงครามเกาหลี (1950-1953) คลี่คลายและสิ้นสุดลงด้วยการประนีประนอมในการประชุมเจนีวาในปี 1954 ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศทั่วโลก (ส่วนมากเพิ่งได้รับเอกราช) เริ่มรวมตัวกันเพื่อ “รักษาสันติภาพโลก” ในยุคที่โลกฝั่งเสรีกำลังหวาดระแวงประเทศในฝั่งคอมมิวนิสต์ และประเทศเกิดใหม่เหล่านี้พยายามสลัดออกจากเงาของระบอบอาณานิคมที่ครอบงำโลกมาเป็นร้อยๆ ปี แนวคิดเรื่องการสร้างสันติภาพโลก แนวคิดนี้เกิดขึ้นในหมู่ผู้นำประเทศเครือจักรภพอังกฤษที่นำโดยอินเดีย ซีลอน (ศรีลังกา) ปากีสถาน รวมทั้งอีกสองชาติที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเครือจักรภพ ได้แก่ พม่าและอินโดนีเซีย ที่มารวมตัวกันที่โคลอมโบ เมืองหลวงของศรีลังกาในฤดูร้อนของปี 1953 ก่อนที่จะไปประชุมกันอีกครั้งที่เมืองโบกอร์ อินโดนีเซีย ในปลายปีเดียวกัน

ข้อกังวลสำหรับผู้นำทั้ง 5 ชาติ โดยเฉพาะเนห์รู นายกรัฐมนตรีอินเดีย ที่รับบทนำกลุ่มประเทศโลกที่สามนี้ คือการกดดันให้ฝรั่งเศสและเวียดนามสงบศึกกันโดยเร็ว แต่การประชุมที่โคลอมโบกลับกลายเป็นเวทีที่อินเดียและปากีสถาน (นำโดยมูฮัมหมัด อาลี จินนาห์) วิวาทะกันเพื่อแสดงบทบาทการเป็นผู้นำกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และเพื่อหาทางเจรจาข้อพิพาทแคชเมียร์ในสายตาประชาคมโลก ต่อมา เมื่อ 5 ประเทศได้พูดคุยกันเพิ่มเติม จึงเห็นควรให้รวมประเทศเกิดใหม่อื่นๆ ในเอเชียและแอฟริกาในการหารือครั้งต่อๆ ไป

ในฤดูร้อนของปี 1955 ตัวแทนของประเทศจากเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง 29 ชาติพบกันอย่างเป็นทางการที่เมืองบันดุง เมืองเอกของชวาภาคตะวันตก อินโดนีเซีย เพื่ออภิปรายท่าทีและบทบาทของประเทศโลกที่สามในบรรยากาศที่สงครามเย็นกำลังทวีความรุนแรง ตลอดจนหารือด้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และเอกราชของหลายประเทศที่ยังไม่ได้รับเอกราชจากประเทศเจ้าอาณานิคม แน่นอน จุดร่วมของประเทศเหล่านี้คือต่างเคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาติตะวันตกมาก่อน ที่ประชุมมีมติร่วมกันในหลักการว่าด้วยการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ซึ่งเป็นแนวทางที่พัฒนามาจากหลักการ 5 ข้อว่าด้วยการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข หรือ “ปัญจศีล” (Panchsheel) ที่อินเดียทำกับจีนในต้นปี 1954 สาระสำคัญของหลักการนี้อยู่ที่การไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน และการรวมกลุ่มประเทศเกิดใหม่เพื่อร่วมกันต่อรองกับชาติมหาอำนาจ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และรวมถึงจีน และเพื่อลดการพึ่งพายุโรปและสหรัฐอเมริกา

Advertisement

หากจะเรียกการประชุมที่บันดุงว่าเป็นการประชุมประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการวางตัวเป็นกลางในยุคสงครามเย็นคงไม่ผิดนัก แต่อาจติดอยู่ที่ว่าแม้หลายประเทศจะแสดงออกว่าตนไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่ในทางปฏิบัติล้วนโน้มเอียงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่งเสมอ การประชุมที่บันดุงจึงเป็นจุดกำเนิดขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (non-alignment movement) อันเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์หนึ่งในยุคสงครามเย็น และยังขับให้ผู้นำจากบางชาติในกลุ่มประเทศเหล่านี้มีความโดดเด่นขึ้นมาในวงการการเมืองโลก เช่น เนรูห์ (อินเดีย) กามาล อับเดล นัซเซอร์ (อียิปต์) โยซิป โบรซ ติโต (ยูโกสลาเวีย) ควาเม่ เอ็นกรูมาห์ (กานา) และซูการ์โน (อินโดนีเซีย)

การประชุมที่บันดุงมีความสำคัญกับประเทศเกิดใหม่อย่างพม่าไม่ต่างกับอีกหลายประเทศในเอเชียและแอฟริกา เนื่องจากพม่าเป็นอีกหนึ่งประเทศเกิดใหม่ ที่เพิ่งได้รับเอกราชในปี 1948 อู นุ นายกรัฐมนตรีในเวลานั้นมีความพยายามที่จะทำให้ประชาคมโลกรู้จักพม่ามากยิ่งขึ้น ในฐานะประเทศที่ประกาศตนเป็นกลางในสงครามเย็น ที่ยินดีต้อนรับนานาอารยประเทศอย่างภาคภูมิใจ ก่อนการประชุมที่บันดุงไม่นาน อู นุเชิญผู้นำกลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดหลายชาติร่วมงานเลี้ยงที่บ้านพักของตน นัซเซอร์ และเนห์รู ตอบรับคำเชิญของนายกรัฐมนตรีพม่า ในเวลานั้นเป็นช่วงที่ชาวพม่าเฉลิมฉลองเทศกาลตินจาน (Thingyan) หรือเทศกาลสงกรานต์พม่า เราจึงได้เห็นภาพประวัติศาสตร์ที่ผู้นำทั้ง 3 ชาติเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน ก่อนออกเดินทางไปประชุมที่บันดุงร่วมกัน

ในปัจจุบัน มีข้อถกเถียงว่าด้วยผลตอบรับและผลกระทบของการประชุมที่บันดุงหลากหลาย นักวิชาการและนักการทูตส่วนใหญ่มักมองบันดุงในฐานะเป็น “จิตวิญญาณ” หรือการรวมกลุ่มกันของประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และการร่วมมือกันเพื่อเรียกร้องให้เกิดสันติภาพขึ้นในโลก โดยมีชาติที่เข้าร่วมมากที่สุดและหลากหลายที่สุดเป็นประวัติการณ์ แต่อีกฝั่งหนึ่งก็มองว่าการประชุมที่บันดุงคือความล้มเหลว เพราะคำมั่นของทั้ง 29 ประเทศที่เข้าร่วมการประชุมเป็นเพียง “สัญญาลมปาก” ดังที่กล่าวไปข้างต้น หลายชาติไม่สามารถรักษาความเป็นกลางของตนได้จริง และสหรัฐอเมริกาเองก็มองการประชุมนี้อย่างระแวงสงสัย มองว่าเป็นการรวมตัวของผู้นำที่มีแนวคิดเอียงไปทางซ้าย นอกจากความระแวงแล้ว ท่าทีที่สหรัฐอเมริกายังย้อนแย้ง ในมิติหนึ่ง สหรัฐอเมริกาสนับสนุนให้ประเทศโลกที่สามได้รับเอกราชโดยเร็ว แต่ในอีกมิติหนึ่ง สหรัฐอเมริกาก็ต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเจ้าอาณานิคมในยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษ และฝรั่งเศส ที่ในเวลานั้นยังมีอาณานิคมหลงเหลืออีกบางส่วน เพื่อให้อดีตประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรเหล่านี้ช่วยต้านภัยคอมมิวนิสต์ที่กำลังรุกคืบเข้าไปในยุโรปตะวันออก

ท่าทีของสหรัฐอเมริกาต่อประเทศโลกที่สามมีความน่าสนใจยิ่ง ผู้นำพม่าวางให้พม่าเป็นกลาง เพราะไม่ต้องการให้ต่างชาติ (ไม่ว่าฝ่ายเสรีประชาธิปไตยหรือฝ่ายคอมมิวนิสต์) เข้าไปแทรกแซงการเมืองในประเทศของตนที่กำลังวุ่นวาย แต่ในความเป็นกลางนี้ กลับมีเหตุการณ์สำคัญๆ ที่ท้าทายความเป็นกลางของพม่า ติดตามอ่านได้ที่นี่ในสัปดาห์ถัดไป