กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีคุณภาพอากาศเลวร้ายติดอันดับสิบของโลก (ตามการจัดอันดับของ AirVisual) โดยตั้งแต่ต้นปีนี้มลภาวะทางอากาศได้กลายเป็นที่วิตกกังวลอย่างยิ่ง
ความวิตกนี้ทำให้คนทั่วไปเห็นความแตกต่างระหว่างหมอกที่มาจากความชื้นและหมอกที่มาจากฝุ่นควันหรือฝุ่นละอองที่เป็นมลพิษ ทำให้รู้จักฝุ่นอนุภาคขนาดเล็กที่เรียกว่า PM2.5 รวมทั้งค่าดัชนีชี้วัดคุณภาพอากาศ (AQI) กันอย่างกว้างขวางซึ่งก็มีการคาดคะเนกันว่ามลภาวะทางอากาศนี้จะเป็นปัญหารุนแรงต่อไปอีกในอนาคต
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถ้าพิจารณาจากค่าเฉลี่ยทั้งปีของมลภาวะทางอากาศจะเห็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างดีขึ้นเล็กน้อย ตัวเลขสถิติที่หยาบนี้มิได้สะท้อนสภาพการณ์มากนัก ค่าสูงสุด (Peaks) กลับบอกความรุนแรงของมลภาวะได้ดีกว่าและบ่งบอกถึงความน่าเป็นห่วงในช่วงสองปีที่ผ่านมา ส่วนสถิติจำนวนวันที่คุณภาพอากาศต่ำกว่ามาตรฐานมิได้ปรากฏให้เห็นแต่น่าจะช่วยบ่งบอกแนวโน้มมลภาวะทางอากาศได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ในแง่มุมทางเศรษฐศาสตร์ เราควรมองปัญหานี้อย่างไรและแนวทางออกที่เหมาะสมควรเป็นเช่นไร
งานวิจัยชิ้นหนึ่งให้ข้อมูลว่าในปี 2550 ฝุ่นละอองที่วัดที่แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 52 มาจากไอเสียรถดีเซลและร้อยละ 35 มาจากการเผาชีวมวล อีกปีหนึ่งคือปี 2560 ร้อยละ 21-29 มาจากไอเสียรถดีเซลและร้อยละ 25-38 มาจากการเผาชีวมวลเช่น การเผาหญ้าและขยะ โดยยังไม่มีการแสดงข้อมูลปี 2561 ซึ่งเป็นปีที่สำคัญ
งานวิจัยชิ้นเดียวกันได้รายงานสภาพการเคลื่อนตัวของฝุ่นจากการเผาชีวมวลในประเทศกัมพูชาเป็นส่วนสำคัญของปัญหาในรอบล่าสุดนี้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้มิได้วัดองค์ประกอบทางเคมีของมลภาวะ ณ พื้นที่ที่มีปัญหาวิกฤตซึ่งจะมีผลอย่างสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถช่วยให้ทราบลักษณะที่อาจแตกต่างหรือคล้ายคลึงกันของเขตพื้นที่ที่สำคัญในกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา ลพบุรี เป็นต้น
ส่วนข้อมูลทางการอื่นๆ ที่เราพอทราบคือสภาวะฝุ่นจะรุนแรงในช่วงฤดูแล้งและอ่อนลงในฤดูฝนคล้ายคลึงกับในเมืองใหญ่ของประเทศอื่นๆ ประชาชนไม่เชื่อว่าจะมีการแก้ไขปัญหามลภาวะที่กำลังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นให้ลดลงได้
ข้อมูลที่ล้าหลังและการขาดการเตือนล่วงหน้าจากภาครัฐมีส่วนทำให้ประชาชนขาดการเตรียมการ ทางการเองให้ข้อคิดเห็นที่เป็นห่วงภาพลักษณ์ที่จะกระทบการท่องเที่ยวมากกว่าการระวังความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อสุขภาพของประชาชน เมื่อสถานการณ์เลวร้ายลงมาก ประชาชนจึงต้องพึ่งข่าวสารที่มิใช่ทางการเช่นโซเชียลมีเดียซึ่งทำให้มีความรับรู้ในสถานการณ์และวิธีปฏิบัติที่แตกต่างกันไปอย่างมาก
เราคงไม่คลาดเคลื่อนถ้าจะประเมินว่าวิกฤตฝุ่น PM2.5 ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความเฉื่อยชาและการขาดมาตรการฉุกเฉินของภาครัฐ การแก้ไขภาวะวิกฤตจำต้องพึ่งการป้องกันเฉพาะบุคคลเท่านั้น
ในทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาระยะยาว เราอาจวิเคราะห์และให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับสภาวะวิกฤตฝุ่นละอองได้ดังต่อไปนี้
1.ปัญหามลภาวะทางอากาศในขณะนี้อยู่ที่ฝุ่นอนุภาคขนาดละเอียดหรือ PM2.5 เป็นหลัก ฝุ่น PM2.5 มีขนาดเล็กมากโดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 0.1-2.5 ไมครอนและเป็นส่วนที่พบว่าเกินมาตรฐานสากลอย่างมาก ฝุ่นประเภทนี้มีความสำคัญมากไม่เพียงแต่ในแง่ที่มีความหนาแน่นสูงในเขตพื้นที่ที่มีปัญหาเท่านั้น หากยังมีความสามารถกระจายตัวไปในที่ห่างไกลออกไปได้ ในขณะที่เม็ดฝุ่นที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมักสร้างปัญหาในพื้นที่เฉพาะ มีการฟุ้งกระจายจำกัดและสามารถแก้ไขได้ง่ายด้วยมาตรการเฉพาะจุด
2.โดยหลักทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ ฝุ่นละเอียดอย่าง PM2.5 เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา (Bads) เนื่องจากเป็นสารพิษที่บั่นทอนสุขภาพและเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยและผู้ที่อ่อนไหวต่อมลภาวะ รัฐจะต้องมีมาตรการกำจัดหรือควบคุมเช่นเดียวกับสิ่งอื่นที่สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ไม่พึงปล่อยให้ดำเนินไปตามกลไกตลาด รัฐควรมีนโยบายหรือมาตรการทางเศรษฐกิจที่ลดการปล่อยสารพิษเช่น PM 2.5 รวมทั้งมาตรการขจัดส่วนที่ปล่อยออกมาแล้วมิให้สะสมต่อไป
3.การประเมินสภาพมลภาวะของ PM2.5 ควรจำแนกออกเป็น 4 กลุ่มตามลักษณะของการเปลี่ยนแปลงที่เชื่อมโยงกับสาเหตุ ส่วนแรกคือส่วนที่เปลี่ยนแปลงตามปัญหาทางโครงสร้างระยะยาวเช่น ความเป็นเมืองและลักษณะทางภูมิศาสตร์ ส่วนที่สองเป็นส่วนที่เปลี่ยนแปลงตามภาวะเศรษฐกิจเช่น กิจกรรมที่สร้างปัญหามลภาวะหรือสิ่งแวดล้อม ส่วนที่สามเป็นส่วนที่เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลหรือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และส่วนที่สี่คือส่วนที่เปลี่ยนแปลงตามนโยบายและการบริหารจัดการของภาครัฐ
4.ฝุ่นที่เกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว : การเติบโตทางเศรษฐกิจมีส่วนสำคัญที่ทำให้เมืองใหญ่มีขนาดใหญ่โตเกินไปและเป็นแหล่งก่อฝุ่นพิษ ประเทศไทยไม่เคยประสบผลสำเร็จในการแก้ไขปัญหามลพิษจากการจราจรตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลเองเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและต้นทุนของการพัฒนาในระยะยาวต่ำเกินไป
5.เราจะสังเกตได้ว่ามีหลายประเทศที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตของเขตเมืองและความทันสมัยทางวัตถุกำลังประสบปัญหามลภาวะทางอากาศอย่างหนักนับไล่จากทางตะวันออกได้ตั้งแต่จีน ไทย เมียนมา อินเดีย ปากีสถาน ไปจนถึงบางประเทศในตะวันออกกลางซึ่งแตกต่างจากเมืองในสหรัฐอเมริกา แคนาดา ยุโรปตะวันตกและยุโรปเหนือ ปัญหานี้มาจากการเติบโตของเมืองที่ขาดการวางแผนควบคุมตั้งแต่ต้นและคงมีส่วนที่มาจากฝุ่นควันที่เคลื่อนตัวข้ามประเทศด้วย เมืองใหญ่ในจีนและอินเดียมีมลพิษทางอากาศสูงจนถึงขีดอันตราย แม้แต่จีนซึ่งมีการบริหารจัดการที่จริงจังและเข้มงวด ปัญหาวิกฤตมลภาวะทางอากาศก็ยังคงกระจายไปทั่ว
6.ฝุ่นที่เกิดตามวัฏจักรธุรกิจ : ในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตเร็ว ความต้องการด้านการผลิตและการสัญจรในเขตเมืองจะมีมากขึ้น ความหนาแน่นของฝุ่นควันที่มาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจมักมีมากขึ้น เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตอย่างช้าๆ สาเหตุสำคัญจึงน่าจะมาจากปัจจัยอื่นมากกว่า
7.ฝุ่นที่เกิดตามตามฤดูกาลและสภาพภูมิอากาศ : เมืองต่างๆ ที่มีปัญหามลภาวะทางอากาศมักมีปัจจัยนี้คอยซ้ำเติม ความกดอากาศต่ำในช่วงฤดูแล้งและการเผาชีวมวลจะทำให้ฝุ่นหนาแน่นขึ้นในขณะที่ในช่วงฤดูฝน ปัญหานี้เบาบางลงและมีฝนชุกช่วยชะล้าง
8.ฝุ่นที่เกิดจากมาตรการและการบริหารจัดการ : ปัญหานี้มีความชัดเจนมากเนื่องจากปัญหาหลักของฝุ่นควันขนาดเล็กมาจากการปล่อยมลพิษจากรถดีเซลและการก่อสร้างต่างๆ ของภาครัฐที่มิได้คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเพียงพอ
9.รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมน้ำมันดีเซลโดยที่รถดีเซลมีการสันดาปที่ไม่สมบูรณ์ซึ่งทำให้ปล่อยมลพิษมาก ส่วนโครงการก่อสร้างต่างๆ ที่รัฐบาลดำเนินการก็มักเน้นการออกสัมปทานมูลค่าสูงให้เร็วและให้มีจำนวนมากๆ โดยที่มิได้กำหนดให้ผู้ที่ได้รับสัมปทานต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบทางลบที่เกิดขึ้นจากโครงการเช่น การชำระล้างเส้นทางที่มีการก่อสร้าง เป็นต้น ปัญหาการจราจรติดขัดและการพึ่งการเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์อันเนื่องมาจากการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ได้ก่อให้เกิดมลภาวะอย่างมากตลอดปี การศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมิได้การปฏิบัติจริง ถนนทางหลวงก็มิได้มีการออกแบบและการบริหารจัดการให้มีการชำระล้างได้ตามมาตรฐานสากล การสะสมฝุ่นทั้งเล็กและกลางจึงมีมากมาย
10.องค์ประกอบทางเคมีของฝุ่นละอองเป็นข้อมูลที่สำคัญมากในการกำหนดมาตรการของรัฐ ฝุ่นละอองมิได้น่ากังวลเพียงเพราะขนาดของมัน ฝุ่นที่ละลายน้ำได้มิได้มีปัญหาเหมือนฝุ่นที่มีองค์ประกอบของคาร์บอน มาตรการสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องเน้นที่การลดการปล่อยไอเสียจากรถยนต์ที่ใช้ฟอสซิลและการปล่อยสารคาร์บอนจากโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้า รัฐควรมุ่งส่งเสริมการประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานสะอาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการขนส่งและในพื้นที่อุตสาหกรรม ควรเร่งยกระดับมาตรฐานการใช้น้ำมันดีเซล ควรกำหนดให้โรงงานอุตสาหกรรมเข้มงวดในการบำบัดมลพิษหรือจ่ายภาษีสิ่งแวดล้อมและให้การสร้างหรือขยายโรงไฟฟ้าถ่านหินต้องใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีการดักจับมลพิษด้วย
11.สัญญาณเตือนภัยจำเป็นต้องมีการกำหนดแนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นรวมทั้งมีการสื่อสารเชิงรุกล่วงหน้าด้วย ดัชนีคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษที่เพิ่งมีการปรับใช้ในปีนี้ยังคงต่ำเป้าหมายที่ควรเป็น แม้ว่ารัฐบาลไทยยังต้องการใช้เกณฑ์ที่ต่ำตามของประเทศกำลังพัฒนา แต่เนื่องจากไทยมีความเป็นเมืองสูงมากแล้วการปรับเข้าสู่มาตรฐานตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (AQG) จึงมีความเหมาะสมมากกว่า
ปัญหามลภาวะทางอากาศมีรากเหง้ามาจากฝีมือมนุษย์เป็นหลัก ข้อท้าทายสำคัญสำหรับการแก้ไขมีอยู่ 3 ประการได้แก่ (1) ปัญหาโครงสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เน้นรายได้ระยะสั้นหรือกลางและเห็นการดูแลจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นอุปสรรคของความเจริญ (2) ยุทธศาสตร์และแผนงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมมีความครอบคลุมและสวยหรูพอสมควรทีเดียว ทว่ามักขาดเป้าหมายรูปธรรมและมิได้มีการปฏิบัติจริง และ (3) ความอ่อนแอด้านการบริหารจัดการของภาครัฐ
การที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยขาดพลวัตในระยะยาวอาจจะยิ่งทำให้ปัญหามลภาวะทางอากาศและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ได้รับการเหลียวแลหรือได้รับทรัพยากรทางการเงินในการแก้ไขปัญหาลดน้อยลง การแก้ไขนั้นจึงต้องอาศัยจิตสำนึกของรัฐมากขึ้น ต้องมีนโยบายและแผนปฏิบัติการที่ดีตลอดจนมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอีกมาก
มิฉะนั้น ปัญหามลภาวะเหล่านี้ก็จะยังคงรุนแรงไปอีกนานดังที่ผู้คนจำนวนมากมีความรู้สึกสิ้นหวัง
แต่รัฐก็ควรตระหนักว่าการป้องกันดูแลตนเองในระดับปัจเจกบุคคลเป็นการป้องกันที่กระทำได้จำกัดและมีประสิทธิภาพต่ำกว่าการดำเนินมาตรการของรัฐมากมายนัก

