เพียงแค่วันแรกของการเปิดรับสมัคร ส.ส. เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา มีผู้ยื่นใบสมัครเป็น ส.ส.เขตถึงห้าพันกว่าคน มาจาก 57 พรรค ทำลายสถิติของปี 2554 ซึ่งวันแรกมี 2 พันคน ในแง่หนึ่ง ย่อมเป็นเรื่องที่ดี ที่ประชาชนสนใจลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็สะท้อนปัญหาบางประการของกฎกติกา ที่ออกแบบ ตั้งเพดานจำกัดสำหรับพรรคการเมืองใหญ่ หากได้ ส.ส.มากถึงระดับหนึ่ง จะไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และจะเป็นโอกาสของพรรคระดับกลางและพรรคเล็ก แม้ได้ ส.ส.เขตจำนวนน้อย แต่จะนำคะแนนที่รวบรวมได้ มาคำนวณเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นเหตุให้มีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเป็นจำนวนมาก และมีพรรคการเมืองใหม่ๆ ส่งผู้สมัครกันพรรคละมากๆ
ส่วน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคต่างๆ ทยอยส่งชื่อผู้สมัคร จำนวนไม่เกิน 150 รายชื่อกันแล้ว มีกระแสข่าวว่า บัญชีรายชื่อของบางพรรคมีปัญหาจัดไม่ลงตัว ส่วนมากเป็นพรรคที่ไม่ได้คาดหวังจำนวน ส.ส.เขตไว้มากนัก และมุ่งจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อมากกว่า ทำให้เกิดการช่วงชิงกันในเรื่องลำดับในบัญชีรายชื่อ ความน่าสนใจอย่างยิ่ง ในช่วงก่อนปิดรับสมัครรับเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ. หรือวันศุกร์นี้ก็คือ บัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรี ที่แต่ละพรรคจะส่งได้ไม่เกิน 3 ชื่อ พรรคหลักๆ ที่ระบุถึงรายชื่อดังกล่าวแล้ว อาทิ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติพัฒนา ฯลฯ
การเลือกตั้งครั้งนี้ ได้เปลี่ยนบัตรเลือกตั้ง จาก 2 ใบ สำหรับ ส.ส.เขต และบัญชีรายชื่อ มาเป็นใบเดียว เมื่อเลือก ส.ส.เขตแล้ว จะเท่ากับเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคนั้นด้วย และบัตรเลือกตั้งใบเดียวนี้ ยังจะมีผลถึงรายชื่อนายกรัฐมนตรีด้วย อีกเรื่องที่เปลี่ยนแปลงไป ได้แก่ การกำหนดหมายเลขผู้สมัคร จากเดิมที่ผู้สมัครแต่ละพรรค แม้จะลงต่างเขตกัน แต่จะใช้หมายเลขเดียวกัน แต่ครั้งนี้ เปลี่ยนมาใช้หมายเลขที่แต่ละคนจับได้หลังจากยื่นสมัคร ซึ่งน่าจะสร้างความสับสนพอสมควร และมีพรรคการเมืองเสนอทางแก้เฉพาะหน้าให้ประชาชนจำโลโก้ของพรรค แทนที่จะจำหมายเลขอย่างเดียว ถือเป็นข้อกำหนดที่สร้างปัญหาและอุปสรรคให้กับประชาชน แทนที่จะอำนวยความสะดวกให้ใช้สิทธิกันง่ายๆ ประชาชนต้องออกมาใช้สิทธิ และรับทราบอุปสรรค เพื่อนำไปสู่การแก้ไขกฎกติกาต่อไป

