มีข่าว 2 ข่าวที่อยู่ในความสนใจในลักษณะ “ขยาย” อย่างเป็นพิเศษ ด้วย “วาระ” ซึ่งซ่อนเร้นเป้าหมายในทางการเมืองอย่างลึกซึ้ง
1 คือ การแย่งชิงอันดับบัญชีรายชื่อในพรรคพลังประชารัฐ
1 คือ การขยายความไม่พอใจต่อการจัดอันดับบัญชีรายชื่อในพรรคไทยรักษาชาติ และการไม่ปรากฏชื่อ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย
หากข่าวแรกตกไปในมือของบางกลุ่ม บางฝ่าย
การแย่งชิงอันดับ 1 ระหว่าง นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ กับ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ คือปัญหา คือ ประเด็น
ขณะเดียวกัน หากข่าวหลังตกไปอยู่ในมือของบางกลุ่ม บางฝ่าย
การขยายความรู้สึกของ “คนเสื้อแดง” จะได้รับการเน้นอย่างเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับการมองและประเมินว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อาจไม่เดินหน้าทางการเมือง
ในที่สุด ทั้งหมดนี้คือเงาสะท้อนความแตกแยกที่ยังดำรงอยู่ในสังคม
ไม่ว่าพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าพรรคไทยรักษาชาติ ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย ล้วนมีจิตวิญญาณ มีเป้าหมายอันเด่นชัดเป็นของตนเอง
ตรงนี้เองที่ทำให้มีการจัดลำดับความสำคัญแตกต่างออกไป
กล่าวสำหรับพรรคพลังประชารัฐก็จำเป็นต้องเลือกว่า ระหว่าง นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ กับ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ใครมีบทบาทมากกว่า
เป็นบทบาทใน “ปัจจุบัน” เป็นบทบาทใน “อนาคต”
บรรทัดฐานของพรรคพลังประชารัฐในกรณีของ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ กับ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ก็เป็นบรรทัดฐานเดียวกันที่พรรคการเมืองอื่นจักต้องพิจารณา
ไม่เว้นแม้แต่พรรคไทยรักษาชาติ ไม่เว้นแม้แต่พรรคเพื่อไทย
ยิ่งในกรณีของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยิ่งมีความซับซ้อนเพราะเจ้าตัวเลือกที่จะเป็น “นักบริหาร” มากกว่าจะเป็น “นักนิติบัญญัติ”
จึงวางน้ำหนักไปยังตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” หรือ “รัฐมนตรี”
จากกรณีของการจัดอันดับ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ จากกรณีของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จึงสะท้อนให้เห็นว่า สังคมการเมืองมิได้เป็นเรื่องของ “หลักการ” ล้วนๆ
หากแต่ภายในหลักการมีเรื่องของ “อารมณ์” เข้ามากำหนดด้วย
ยิ่งกว่านั้น ภายในการตัดสินใจทั้งในเรื่องของหลักการและในเรื่องของอารมณ์ ปัจจัยสูงสุดอยู่ที่สถานะอันเป็นจริงของแต่ละคน
อย่างกรณีที่เกิดขึ้นในพรรคพลังประชารัฐ
หากประเมินจากปรากฏการณ์คล้ายกับว่า บทบาทของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน จะมีเป็นอย่างสูง เพราะเข้าไปรับผิดชอบกับการเลือกตั้งโดยตรง
แต่เอาเข้าจริงๆ บทบาทก่อน “รัฐประหาร” ต่างหากที่สำคัญ
นั่นก็คือ บทบาทในการปูทางและสร้างเงื่อนไขผ่าน “มวลมหาประชาชน” ของ กปปส.กระทั่งกลายเป็นความชอบธรรมในการทำ “รัฐประหาร”
เห็นหรือยังว่า ใครเป็นผู้กำหนดแต่ละจังหวะก้าวอย่างแท้จริง
ปรากฏการณ์ไม่ว่าจะมาจากพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าจะมาจากพรรคไทยรักษาชาติ ไม่ว่าจะมาจากพรรคเพื่อไทย ในที่สุดแล้วปัจจัยอะไรจะชี้ขาด
เป็น “อารมณ์” กดดันจาก “ภายนอก” หรือเป็น “หลักการ” ที่อยู่ “ภายใน”
เหลือเวลาอีกเพียง 1 หรือ 2 วันก็สามารถจะได้ “คำตอบ” ทั้งความเป็นจริงภายใน ทั้งแนวโน้มและผลสะเทือนที่อาจจะตามมา
นั่นก็อยู่ที่ “เอกภาพ” และการบริหารความขัดแย้งเป็นสำคัญ

