ผมมีหน้าที่สอนคนที่จะไปเป็นครู ส่งนักศึกษาไปฝึกสอนวิชาสังคมศึกษาตามโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียง ได้รับทราบจากลูกศิษย์ว่า พวกเธอไม่ค่อยลำบากใจในการสอนวิชาอื่น ไม่ว่าจะเป็นภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือวิชาอื่นใด
แต่พอถึงส่วนว่าด้วยพระพุทธศาสนารู้สึกหนักใจ หลักธรรมต่างๆ บางทีก็รู้ว่าหมายถึงอะไร แต่พอจะเอาไปสอน ไม่รู้จะสอนอย่างไร เพราะเป็นนามธรรม มองไม่ค่อยออก สอนไม่ค่อยจะได้
เมื่อวานนี้ลูกศิษย์คนหนึ่งมาโอดครวญว่า เธอโดนเด็กนักเรียนซักแล้วตอบไม่ได้ อายเด็กแทบมุดดินหนี ผมถามว่าโดนซักเรื่องอะไร เธอเล่าว่า เธอสอนอริยสัจ กำลังอธิบายว่าสมุทัยเหตุเกิดแห่งทุกข์คือตัณหา ความอยาก เด็กซักว่า อยากข้าว อยากน้ำ เป็นตัณหาหรือเปล่า อยากทำดี อยากไปสวรรค์ นิพพาน เป็นตัณหาหรือเปล่า เธอตอบว่าเป็น เด็กซักต่อไปว่า ถ้าอย่างนั้นวิธีขจัดตัณหาก็คือไม่ต้องกินข้าว วิธีจะไปสวรรค์ นิพพานก็ไม่ต้องทำอะไร อยู่เฉยๆ อย่างนั้นสิ
โดนเข้าไม้นี้อย่าว่าแต่ครูฝึกสอนเลย ครูที่สอนมาเป็นสิบปีก็ “เป็นงง” อย่างช่วยไม่ได้
ทุกคนมี “ความอยาก” กันทั้งนั้น ใครที่บอกว่าตนไม่อยากคนนั้น “ดัดจริต”
– ชาวไร่ชาวนาก็อยาก พระคุณเจ้าที่คุมสร้างโรงสีก็อยาก
– ส.ส.ก็อยาก รัฐมนตรีก็อยาก นายกรัฐมนตรีก็อยาก
– พระเถรเณรชีตลอดจนสมเด็จพระราชาคณะก็อยาก
– นักปฏิบัติธรรมที่นั่งยุบหนอ-พองหนอ หรือ สัมมาอรหังๆ ก็อยาก ต้องรู้จักแยกว่าอยากชนิดไหน
พระพุทธศาสนาพูดถึงความอยากสองชนิด คือ
(1) ความอยากที่เป็นอกุศล ที่ไม่ชอบธรรม หรือ “อยากไม่ดี”
(2) ความอยากที่เป็นกุศล ที่ชอบธรรม หรือ “อยากดี”
ประเภทแรก โบราณแปลว่า “ความทะยานอยาก” ฟังแล้วเห็นภาพพจน์ดี เป็นความคิดแต่จะได้จะเอา เฉพาะอย่างยิ่งทะยานอยากจะได้รูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสที่ชื่นชอบมาปรนเปรอตน กระหื่นหายไขว่คว้าด้วยความโลภหรือผิดทำนองคลองธรรม ความอยากดังกล่าวนี้เรียก “ตัณหา” แปลง่ายๆ ว่า “อยากเสพ”
ประเภทที่สอง เป็นความต้องการจะทำให้ดี อยากสร้างสรรค์ให้เกิดความดีงามทั้งส่วนปัจเจกบุคคลและส่วนสังคม เช่น อยากให้ชาวนาขายข้าวได้ราคาดี มีสุขภาพแข็งแรง มีความสุข อยากให้กรุงเทพมหานครสะอาดสะอ้าน เป็นระเบียบเรียบร้อยเจริญตาเจริญใจ อยากให้รัฐบาลบริหารประเทศด้วยความราบรื่น รัฐมนตรีไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน บ้านเมืองสงบสุข ไม่มีคนว่างงาน ไม่มีคนยากไร้ ไม่มีอาชญากรรม ฯลฯ ความอยากอย่างนี้เรียกว่า “ธรรมฉันทะ” (เรียกสั้นๆ ว่า “ฉันทะ”) แปลง่ายๆ ว่า “อยากสร้างสรรค์”
สำหรับปุถุชนอย่างเราๆ ปัญหาสำคัญมิได้อยู่ที่ว่า อยากหรือไม่อยาก แต่อยู่ที่ว่าอยากอย่างไรจึงจะถูกต้อง อยากอย่างไรจึงจะเป็นไปเพื่อความดีงาม เพื่อความเจริญก้าวหน้าทั้งส่วนตัวและสังคม
นักวิชาการสมัยใหม่หลายคนกล่าวทำนองตำหนิพุทธศาสนาว่า สอนขัดกับการพัฒนาคนและประเทศ เพราะพุทธศาสนาสอนให้ควบคุมหรือกำจัดความอยาก เขาว่าในการจะพัฒนานั้น จะต้องเร้าความอยาก คือกระตุ้นให้เกิดตัณหามากๆ ให้คนอยากได้มากๆ จะได้ทำงานสร้างสรรค์
เขาลืมนึกไปว่า เมื่อถูกกระตุ้นให้อยากในทางตัณหามากๆ แทนที่คนจะทำงาน กลับมีผลตรงข้าม คือต่างก็จะอยากได้โน่นอยากได้นี่ แต่ไม่อยากทำงาน เมื่อไม่อยากทำ แต่อยากได้ ก็หาวิธีให้ได้มาโดยทางลัด กู้หนี้ยืมสินก็เอา ลักขโมยก็เอา ทุจริตผิดศีลธรรมแค่ไหนก็เอา ขอแต่ให้ได้มา ผลที่สุดแทนที่จะพัฒนากลับเป็นการสร้างปัญหา
ความอยากที่เป็นตัณหานั้น พระพุทธเจ้าตรัสให้เลิกละนั้นถูกต้องแล้ว แต่ยังมีความอยากอีกชนิดหนึ่งที่ทรงสนับสนุนส่งเสริมให้ปลูกสร้าง นั่นคือ “ธรรมฉันทะ” หรือความอยากสร้างสรรค์ อยากในทางดีงาม ความอยากชนิดนี้แหละเป็นสิ่งผลักดันให้เกิดการพัฒนาที่แท้จริง
อย่าตะขิดตะขวงใจที่จะพูดว่าตนมีความอยากเลยครับ ถ้าความอยากนั้นเป็นไปในทางดีงามในทางสร้างสรรค์
คนเขาไปสวรรค์นิพพานได้ก็ด้วยความอยากชนิดนี้แหละ

