วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง การเมืองไทยได้เกิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นมา
เมื่อ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ เดินทางไปถึง กกต.และยื่นเอกสารให้แก่ กกต.
หนึ่งในเอกสารที่ยื่น คือ พระนามของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ที่อยู่ในบัญชีผู้สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งพรรคไทยรักษาชาตินำเสนอ
เอกสารดังกล่าวมีหนังสือยินยอม เขียนด้วยลายพระหัตถ์ของทูลกระหม่อมหญิงฯ
ระบุพระนามว่า “ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ มหิดล”
ยินยอมลงบัญชีนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ร.ท.ปรีชาพลให้สัมภาษณ์ว่า กรรมการบริหารประชุมกันและมีการเสนอชื่อบุคคลที่มีความเหมาะสมจากสมาชิกพรรคเข้าสู่การพิจารณา
และกรรมการบริหารพรรคก็เห็นพ้องต้องกัน ตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ที่ประชุมเห็นว่า ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ เป็นชื่อที่มีความเหมาะสมที่สุด จึงเห็นพ้องต้องกันและมีมติให้ความเห็นชอบ
ในที่สุดพรรคไทยรักษาชาติก็เสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงฯ อยู่ในบัญชีรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ
รอการรับรองจาก กกต.เพื่อเข้าสู่กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ
เข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งก่อนหน้านี้พรรคพลังประชารัฐได้เชิญให้เป็นผู้สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีของ พปชร.
เดิมที่ พปชร.ส่งเทียบเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค ให้สังกัดบัญชีชิงนายกฯ
แต่ก่อนวันสุดท้ายของการรับสมัคร นายสมคิด และนายอุตตม เห็นพ้องกันว่าน่าจะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เพียงคนเดียว
เช้าวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พล.อ.ประยุทธ์ได้ออกแถลงการณ์
“การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ง่ายนัก เพราะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของประเทศ ถึงแม้ก่อนหน้านี้ผมจะเป็นทหารมาตลอดชีวิต แต่ผมเป็นคนหนึ่งที่พร้อมจะสละชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย และผมมีความมั่นใจ ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะสามารถร่วมมือร่วมใจกับพี่น้องประชาชน นำพาประเทศของเราก้าวไปข้างหน้าด้วยกันได้อย่างมีความสงบสุข มีความสามัคคี ไม่มีความขัดแย้งในสังคมอีกต่อไป
ดังนั้น ผมจึงขอตอบรับการเชิญโดยยินยอมให้พรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ผมขอยืนยันว่า ผมมิได้มุ่งหวังจะสืบทอดอำนาจใดๆ เพียงแต่มุ่งหวังถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวมเป็นสำคัญอย่างแท้จริง
โดยจะเร่งบริหารและพัฒนาประเทศให้มีความเจริญรุ่งเรืองต่อไป”
ณ บัดนี้ จึงมีผู้อยู่ในบัญชีผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี
พรรคไทยรักษาชาติ เสนอพระนาม ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นายชัยเกษม นิติสิริ พรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ พรรคประชาธิปัตย์เสนอชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
พรรคชาติพัฒนาเสนอชื่อ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายเทวัญ ลิปตพัลลภ พรรคภูมิใจไทยเสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคประชาชาติเสนอชื่อ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม
พรรคอนาคตใหม่เสนอชื่อ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคชาติไทยพัฒนาเสนอชื่อ น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา และพรรคเสรีรวมไทยเสนอชื่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส
ทุกพรรคได้นำเสนอบุคคลระดับหัวกะทิ
โฟกัสไปที่ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ จบการศึกษาจาก MIT สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก
เช่นเดียวกับนายชัชชาติ ที่จบจากสถาบันการศึกษาแห่งนี้
ขณะที่คนอื่นๆ ก็ล้วนแล้วแต่มีศักยภาพทั้งการศึกษาและประสบการณ์ที่จะนำมาใช้หากมีโอกาสได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ต่อไปหาก กกต.รับรองคุณสมบัติ ทุกพรรคต้องได้จำนวน ส.ส.เกินกว่า 25 คน จึงจะมีสิทธิส่งบุคคลที่อยู่ในบัญชีของพรรคเป็นแคนดิเดตในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ดังนั้น ก่อนที่จะมีสิทธิส่งบุคคลเข้าชิงตำแหน่งนายกฯ ทุกพรรคต้องชนะใจประชาชน
ต้องได้ ส.ส.หลังจากการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม ไม่น้อยกว่า 25 คน
นับแต่บัดนี้การหาเสียงจึงน่าสนใจ
เมื่อคนพร้อม พรรคพร้อม การนำเสนอนโยบายในการหาเสียงเป็นสิ่งที่จำเป็น
พรรคการเมืองแต่ละพรรคมีเวลาจากวันนี้จนถึงก่อนวันที่ 24 มีนาคม ในการอธิบายแนวคิดและวิธีทำนโยบายของพรรคให้ประสบความสำเร็จ
ทุกพรรคต้องเสนอเนื้อหาสาระอย่างเป็นระบบ บ่งบอกวิธีทำ และการแสวงหางบประมาณมาเพื่อทำตามสัญญาให้สำเร็จ
การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนเรียกร้อง การคลี่คลายปัญหายาเสพติดที่คุกคามคุณภาพชีวิตคนไทย การปัดเป่าความขัดแย้งที่ทำให้ไทยแบ่งเป็นฝักใฝ่
และปัญหาอื่นๆ จะทำกันเช่นไร พรรคทุกพรรคต้องมีคำตอบ
ขณะเดียวกัน กกต.ในฐานะผู้จัดการเลือกตั้ง รวมถึงรัฐบาลในฐานะผู้สนับสนุน ต้องหาวิธีทำให้นโยบายของแต่ละพรรคได้รับการนำเสนออย่างแพร่หลาย
ต้องยึดหลัก “ส่งเสริม” ให้ทุกพรรคเผยแพร่แนวคิดและนโยบายในด้านต่างๆ ให้มากที่สุด
ขจัดข้อเรียกร้องที่พรรคการเมืองรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบให้หมดไป พร้อมๆ กับการหาเสียงด้วยวิธีทำลายล้าง
จากวันนี้ถึงวันที่ 24 มีนาคม ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง จึงเป็นสเต็ปต่อไปที่ต้องจับตามอง
เป็นช่วงเวลาในการรับทราบข่าวสารจากทุกพรรค
รับทราบเพื่อนำมาวิเคราะห์ แล้วตัดสินใจ
ตัดสินใจไปเลือกตั้ง ตัดสินใจกาบัตรเลือกตั้งอย่างตั้งใจ
เพื่อจะได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ได้มาจากการเลือกตั้งที่เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของชาติ
การเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม

