ชื่อ ฮาคีม อัล อาไรบี นำภาพลักษณ์ของประเทศไทยไปสู่ความสนใจของคนทั่วโลก
“นักฟุตบอลทีมชาติบาห์เรน” ที่ถูกประเทศตัวเองดำเนินคดีทางการเมือง ต้องหนีโทษจำคุก 10 ปี ไปให้ออสเตรเลียรับเป็นผู้ลี้ภัย
ชีวิตควรจะสงบสุขอยู่กับสภาพนั้น หากไม่พาภรรยาเดินทางมาฮันนีมูนที่ประเทศไทยเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2561 อันเป็นเหตุให้ถูกตำรวจไทยจับกุมตัว ตาม “หมายจับ” ของ “ตำรวจสากล”
และไทยถูกกดดันให้ส่งตัวไป “บาห์เรน” เพื่อรับโทษ
เรื่องราวดูเหมือนไม่มีอะไร ตำรวจไทยแค่ทำตามหมายจับของตำรวจสากล ตามที่บาห์เรนร้องขอ
ทว่าสื่อทั่วโลกนำเสนอข่าว กลับไม่เป็นเช่นนั้น
ทางการ “ออสเตรเลีย” ออกมาคัดค้าน โดยอ้างสิทธิประเทศที่อนุญาตให้ “ฮาคีม” ลี้ภัย โดยชี้ว่า “ผู้ลี้ภัยมีสิทธิที่จะเดินทางไปไหนก็ได้” ตามหลัก “มนุษยชน”
ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ สถานทูตไทยที่ออสเตรเลียอนุมัติวีซ่าให้โดยไม่ได้แจ้งปัญหา
ดังนั้น เมื่อเข้าประเทศมาแล้วจับกุม จึงเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น “วีซ่า”
ที่มีวาระซ่อนเร้นเพื่อเอาใจบาห์เรน
เรื่องราวไปกันใหญ่ เมื่อต่อมา “ตำรวจสากล” ประกาศยกเลิกหมายจับ และเรียกร้องให้ส่งฮาคีมกลับไปที่ออสเตรเลีย
แต่ประเทศไทยไม่ยอม
เรื่องราวเลยเถิดไปมากมาย กระทั่งไม่ว่าจะเป็น “ฮิวแมนไรท์ วอทช์” เรียกร้องให้ฟีฟ่าคว่ำบาตรประเทศไทย ไม่ให้ลงเล่นฟุตบอลโลก 2022 “คณะกรรมการโอลิมปิกสากล” ยื่นหนังสือให้รัฐบาลไทยจัดการตามหลักมนุษยธรรม
เรื่องของ “ฮาคีม” ทำให้ภาพของประเทศไทยในสายตาของโลกกลายเป็นประเทศที่ละเลยหลักมนุษยธรรม และสิทธิของผู้ลี้ภัย
และแม้แต่ภายในประเทศเอง ผู้คนส่วนหนึ่งได้แสดงความเห็นไปในทางที่ว่า การจัดการของรัฐบาลในเรื่องนี้เป็น “ความน่าอาย”
อย่างไรก็ตาม หลังจากถูกโจมตีอย่างหนัก ได้มีความพยายามที่จะพลิกกระแส ความรักชาติ ปลุกให้ประณามคนที่ “รู้สึกอายในประเทศของตัวเอง”
เอา “ความรักชาติ” มาตีความ “มนุษยธรรม” ก่อให้เกิดความขัดแย้ง แตกต่างทางความคิดไปทั่ว
โดยรายละเอียดขยายไปเรื่อย
ทั้งที่หากมองเรื่องนี้กันถึงที่สุดของต้นเหตุแล้ว
คำถามที่มีต่อรัฐบาล และกลไกรัฐ ทั้งในเรื่อง “สำนึกในมนุษยธรรม-การตระหนักถึงหลักสากลเรื่องสิทธิมนุษยชน-ความสามารถในการบริหารจัดการให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหาย”
ล้วนแล้วแต่ควรจะต้องมีอยู่
ในวันที่มองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ แม้จะอวดอ้างความมีอยู่กันทุกถ้อยทุกคน
ย่อมเป็น “วันที่น่าเศร้า”
การ์ตอง

