ถนนประชาธิปไตย มีเสรี เปิดกว้าง แล้วแต่ใครสนใจจะลงมาเดิน เพียงแต่ต้องเดินอย่างเปิดเผย ปราศจากอาวุธ ไม่สามารถที่จะใช้กำลังและอาวุธคุกคามหรือประทุษร้ายใครได้
บนถนนประชาธิปไตย มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำหน้าที่ ไม่ว่าผู้ปกครอง (ชั่วครู่ยาม) หรือเป็นผู้ขัดขวาง คัดค้าน ตรวจสอบ ถ่วงดุลฝ่ายที่ปกครอง ต่างก็มี “วาระ” กำหนดเอาไว้แน่นอน
ทุกคนที่เดินบนถนนเส้นนี้อยู่ภายใต้กติกาและกฎหมายเดียวกัน ในการ “หาเสียง” หรือโฆษณาชวนเชื่อจึงไม่ควรที่จะมีผู้ใดหรือพรรคการเมืองใดโอ้อวดว่า เคารพกฎหมาย เคารพกฎกติกาของการเลือกตั้ง เคารพธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติมากกว่า หรือเหนือกว่าคนอื่น ฝ่ายอื่น
อย่างที่รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่า อยากวิงวอนประชาชนทั่วประเทศอย่าเลือกกลุ่มการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคดโกงแผ่นดินให้เข้ามาบริหารประเทศเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองจะเกิดความเสียหายเหมือนในอดีต และจะนำไปสู่ความขัดแย้งอีก การกล่าวแบบนั้น หมายความว่า ระบบยุติธรรมไทยและหน่วยงานที่ปราบปรามคอร์รัปชั่นของประเทศล้มเหลวชนิดที่พึ่งพาไม่ได้ใช่หรือไม่
หรือว่า คำกล่าวของรองโฆษก พปชร.เป็นเพียง “วาทกรรม” ทางการเมืองที่เรียกกันว่า เฮทสปีช (Hate Speech) หรือการใช้วาจาสร้างความเกลียดชัง
ไม่ต้องครุ่นคิด ไม่ต้องไตร่ตรอง ไม่ต้องสืบค้นหรืออ้างอิงพยานหลักฐานใด เพียงแค่ไม่ใช่พวกเรา ไม่ใช่ฝ่ายเราก็สามารถที่จะฆ่าหรือเผามันทั้งเป็น
ประวัติศาสตร์การเมืองไทยมีบันทึกการสร้างความเกลียดชังด้วยวาทกรรมเป็นเครื่องมือทำลายกันมาทุกยุคทุกสมัย
ทำไมถึงได้เชื่อง่าย !
ในระบอบประชาธิปไตย ทุกคนเสมอกัน 1 คน 1 เสียง
1 คน มีเสรีภาพที่จะคิด ที่จะเชื่อ ที่จะชอบ หรือไม่ชอบ ทุกคนจึงต้องพร้อมที่จะ “เคารพ” ใน 1 เสียงของผู้อื่น
ไม่มีใครโง่เป็นวัวเป็นควายเหมือนอย่างที่ชอบใช้ “เฮทสปีช” ด่าทอกัน
มีแต่ หลากหลาย แตกต่างกันออกไปตามแต่ความคิดความเชื่อของแต่ละคน
“พปชร.” กับพันธมิตรสนับสนุน “ประยุทธ์” ที่เป็นผู้นำรัฐประหาร พ.ค.2557
ส่วนอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่หนุน “ประยุทธ์”
บนถนนเส้นนี้ทุกคนทุกฝ่ายประกาศตัวชัดแจ้ง ชัดเจน
“ผู้เลือก” จะคิดจะเชื่ออย่างไร จะชอบหรือไม่ชอบ ก็ใช้ “1 เสียง” ชี้วัดตัดสิน !?!!!

