ในรอบปีที่แล้ววงการศึกษาชาติมีปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้สังคมต้องร่วมรู้ร่วมคิดเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่หลากหลาย หนึ่งในประเด็นที่มาถึงวันนี้ยังไม่มีใครสามารถแก้ไขให้นำมาซึ่งปรากฏการณ์ใหม่นั่นก็คือ คุณภาพการศึกษาในทุกระดับ โดยเฉพาะบัณฑิตซึ่งเป็นผลผลิตของสถาบันอุดมศึกษาจะพบว่าเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมานานพอสมควร
หนึ่งในปัญหาที่ระยะหลังมักจะเกิดกับบัณฑิตที่ผ่านรั้วอุดมศึกษาคือภาวะของการตกงานกรณีนี้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์หรือหลุมดำของการศึกษาชาติที่เป็นมรดกตกทอดมาอย่างยาวนาน และหากเจาะลึกลงไปแก่นแท้ของมูลเหตุเชื่อว่าทุกมหาวิทยาลัยทราบดีและไม่มีสถาบันใดอยากให้เกิดพร้อมที่จะนำไปสู่การแก้ไขและพัฒนาแห่งอนาคต
วันนี้ประเทศไทยมีสถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยที่ผลิตบัณฑิตตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงระดับบัณฑิตศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนอยู่เป็นจำนวนมากและมีทีท่าว่าในอนาคตอาจจะมีมหาวิทยาลัยต่างชาติเข้ามาร่วมในการสร้างและพัฒนาทุนมนุษย์ตามมาอีกจำนวนหนึ่ง
ด้วยจำนวนมหาวิทยาลัยที่มีอยู่เดิมและต่างกำลังประสบปัญหาอยู่ ณ เวลานี้ แต่แล้วเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2561 ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบกับ (ร่าง) พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. … ตามที่รัฐบาลเป็นผู้เสนอ
การก่อเกิดมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติครั้งนี้มาจากการดำริและการขับเคลื่อนของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ต้องการเห็นการกีฬาของชาติก้าวไกลเท่าเทียมกับนานาประเทศที่เจริญแล้ว
หลักการและเหตุผลของการจัดตั้งมหาวิทยาลัยดังกล่าวได้นำเสนอไว้ว่า “โดยที่รัฐให้ความสำคัญกับการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือพัฒนาคุณภาพของพลเมืองและกำหนดให้มีการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬา จึงมีความจำเป็นต้องยกฐานะสถาบันการพลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ เพื่อจัดการศึกษาและการวิจัยด้านการกีฬา การพลศึกษา วิทยาศาสตร์การกีฬา การบริหารจัดการกีฬา การประกอบธุรกิจและอุตสาหกรรมกีฬา รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนากีฬาภูมิปัญญาไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับ
ภูมิภาคและระดับนานาชาติ เพื่อประโยชน์ในการสร้างและพัฒนาบุคลากรด้านการกีฬาของประเทศ”
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากหลักการและเหตุผลจะเห็นได้ว่าเป็นแรงปรารถนาของรัฐบาลที่ต้องการเห็นพัฒนาการของการกีฬาไทยก้าวไกลกว่าปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกันในทางตรงกันข้ามกลับมีคำถามตามมาว่า มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติจะสามารถตอบโจทย์หรือถ้าพูดในแง่ของภาษาชาวบ้านสถาบันดังกล่าวสามารถเกาถูกที่คันได้มากน้อยแค่ไหน
จากมูลเหตุดังกล่าวนักวิชาการและผู้คนในแวดวงการกีฬาบางกลุ่มได้ตั้งโจทย์ไปยังรัฐบาลว่าทำไมรัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาธิการตลอดจนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารวมทั้งองค์กรที่เกี่ยวข้องจึงไม่ผนึกพลังความเข้มแข็งทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ทางการกีฬาที่มหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศดำเนินการอยู่แล้วมาเป็นพลังร่วม
แต่ในทางกลับกันเชื่อได้ว่าผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะรัฐบาลคงไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วว่าการผนึกพลังร่วมของมหาวิทยาลัยที่จัดการศึกษาทางด้านกีฬาซึ่งดำเนินการอยู่แล้วอาจจะมีปัญหาและเกิดอุปสรรคในการบริหารจัดการได้ จึงจัดตั้งมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ด้วยการยกสถานะของสถาบันการพลศึกษาที่กระจายอยู่ทั่วประเทศจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
ในร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติหากพิจารณาในรายละเอียดแล้วจะเห็นได้ว่าสาระสำคัญของมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีที่มาและที่ไปไม่ต่างจากมหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลที่ก่อเกิดมาจากวิทยาลัย สู่การเป็นสถาบันและเปลี่ยนผ่านเข้าสู่มหาวิทยาลัยดังในปัจจุบัน
ปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติมีรูปแบบของโครงสร้างในการบริหารจัดการคล้ายกับมหาวิทยาลัยราชภัฏและราชมงคล ได้แก่ การเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีกฎหมายหรือ พ.ร.บ.เป็นของตนเองแต่ใช้ร่วมกับองค์กรภายในทั่วประเทศซึ่งในมหาวิทยาลัยแห่งใหม่นี้จะมีสถาบันลูกกระจายอยู่ใน
4 ภูมิภาค ภายใต้ 17 วิทยาเขตเดิม
ในการพิจารณา (ร่าง) พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติของ สนช.เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2561 นั้นหากผู้สนใจได้ติดตามการอภิปรายจะเห็นได้ว่าในภาพรวมสมาชิก สนช.ส่วนใหญ่เห็นชอบในหลักการกับการที่จะมีการยกระดับและพัฒนาการกีฬาของชาติ แต่ในขณะเดียวกันกลับมีข้อสังเกตที่ สนช.บางท่านได้เสนอในที่ประชุม
ข้อสังเกตในแต่ละเรื่องถือได้ว่าเป็นสาระที่น่าสนยิ่งซึ่งผู้เกี่ยวข้องคงจะต้องนำกลับไปพิจารณาก่อนที่ (ร่าง)พ.ร.บ.นี้จะถูกตราออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ต่อไป
ศ.กิตติคุณ ภิรมย์ กมลรัตนกุล สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะผู้ที่เคยผ่านการบริหารจัดการสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศมาก่อนท่านย่อมทราบดีว่าการจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติในครั้งนี้จากสาระที่มีการนำเสนอในเบื้องต้นยังมีจุดอ่อนที่ควรจะมีการปรับปรุงให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อไม่ให้ผู้คนกล่าวในภายหลังว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นเพียง “เหล้าเก่าในขวดใหม่” หรือ “สวยแต่รูป จูบไม่หอม”
หนึ่งในข้อสังเกตที่อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสะท้อนอย่างเป็นเหตุเป็นผลในการอภิปรายได้แก่ จากการนำเสนอหลักการและเหตุผลเกรงว่ามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติจะเป็นเพียงเหล้าเก่าในขวดใหม่และเพียงเพื่อยกระดับสถาบันการพลศึกษาที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ 17 แห่งให้มีสถานะเป็นมหาวิทยาลัยเท่านั้นแต่กลับพบว่าสถาบันดังกล่าวยังมีจุดอ่อนอยู่พอสมควรโดยเฉพาะความเข้มแข็งทางด้านวิชาการเพื่อการพัฒนาและสร้างบัณฑิตให้เป็นไปตามการอุดมศึกษานั้น ศ.กิติคุณ ภิรมย์ได้แสดงความเป็นห่วงและชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันสถาบันการพลศึกษาทั่วประเทศมีบุคลากรหรือคณาจารย์ที่มีตำแหน่งทางวิชาการ เช่น ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ อยู่จำนวนค่อนข้างน้อย การที่กล่าวไว้ว่าจะไม่เพิ่มเงินและคนจึงเป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยต้องกลับไปพิจารณาเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของการเป็นสถาบันอุดมศึกษาอย่างแท้จริง
หนึ่งในพันธกิจของสถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยนอกเหนือจากการจัดการศึกษาเพื่อผลิตบัณฑิตแล้วงานวิจัยเป็นหนึ่งพันธกิจหรือหัวใจที่ทุกมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องให้ความสำคัญและร่วมขับเคลื่อน จากการนำเสนอในหลักการและเหตุผลของมหาวิทยาลัยแห่งนี้รายละเอียดด้านงบประมาณกลับพบว่ามีงบประมาณในการบริหารจัดการโดย
รวมตกปีละประมาณ 200-500 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาถึงงบประมาณในส่วนของงานวิจัยกำหนดไว้เพียง 10 ล้านบาทเท่านั้น จากการกำหนดงบประมาณการวิจัยที่น้อยนิดนี้เองจึงอาจจะไม่ตอบโจทย์ของสถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยที่ในหลักการและเหตุผลของการจัดตั้งต้องการที่จะให้เป็นองค์กรแห่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่การยกระดับและพัฒนาด้วยการสร้างนวัตกรรมใหม่ ตลอดจนการศึกษาวิจัยที่จะส่งผลต่อการกีฬาของชาติ
รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมแห่งอนาคต
คํากล่าวที่ว่า “มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติจะเป็นเพียงเหล้าเก่าในขวดใหม่” หรือไม่นั้น จึงเป็นโจทย์หรือการบ้านที่ผู้เกี่ยวข้องในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ต้องแสดงให้สังคมได้เห็นในเชิงประจักษ์ว่ามหาวิทยาลัยจะเป็นทางเลือกใหม่หรือต้นทางแห่งการพัฒนาการกีฬาของชาติได้อย่างประสิทธิภาพเกิดประสิทธิผลต่อสังคมโดยรวมได้อย่างแท้จริง ในขณะเดียวกันหากมองไปที่มหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนที่ได้จัดการเรียนการสอนทางด้านการกีฬาในสาขาวิชาต่างๆ วันนี้ล้วนแล้วแต่ประสบปัญหาที่ไม่แตกต่างกันนอกจากคุณภาพและบัณฑิตจะตกงานแล้ว ปรากฏการณ์ของจำนวนผู้เรียนที่กำลังลดอย่างต่อเนื่องก็เป็นโจทย์หรืออีกหนึ่งในการบ้านที่มหาวิทยาลัยทั้งมวลกำลังพิจารณาเพื่อเป็นทางรอดและทางเลือกอยู่ในขณะนี้
วันนี้โลกทางการศึกษาเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับยุคดิจิทัลทางเลือกของผู้เรียนจึงมีช่องทางที่หลากหลาย ศาสตร์หรือสาขาวิชาสมัยใหม่ซึ่งเป็นวิชาชีพที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานจึงเป็นทางเลือกที่ผู้เรียนและผู้ปกครองแสวงหา มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติซึ่งมุ่งเน้นจัดการศึกษาและการวิจัยไปที่ศาสตร์ทางด้านการกีฬาโดยเฉพาะจึงมีประเด็นคำถามกลับไปยังผู้เกี่ยวข้องว่าท่านจะใช้นวัตกรรมหรือกลยุทธ์ใดที่จะขับเคลื่อนการบริหารจัดการให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ และจะทำอย่างไรที่ไม่ให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นเพียงเหล้าเก่าในขวดใหม่อย่างที่กล่าวขานกันมาก่อนหน้านี้
ที่สำคัญในระบบราชการไทยหากมีการปฏิรูปหรือปรับโครงสร้างทุกครั้งเมื่อพิจารณาถึงประโยชน์โดยรวมตลอดจนในมิติของผู้มีส่วนได้เสียที่แท้แล้วกลับปรากฏว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงและไม่มีวันเสียคือบรรดาผู้บริหารที่จะมีเกียรติประวัติ มีหน้ามีตาทางสังคม ตามด้วยผลประโยชน์ต่างๆ ที่จะตามมา แต่สังคมหรือประเทศชาติจะได้ประโยชน์อะไรหรือไม่ เชื่อว่าคำตอบ จะเป็นเพียงนามธรรมที่ยังจับต้องไม่ได้เท่านั้น

