หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ : กบและคางคกศักดิ์สิทธิ์ 3,000 ปีมาแล้ว ตำนานจุดบั้งไฟ ขอฝน บนสุวรรณภูมิ

14.05.16 | 19:29 น.
(ซ้าย) ภาพเปรียบเทียบคนทำท่ากบ บนลายผ้าของชาวลาว-ไทย ชาวอิบาน (ในซาราวัก ประเทศมาเลเซีย) ชาวอิฟูเกา (ทางเหนือของเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์) กับรูปคนทำท่ากบของชาวจ้วงที่ผาลาย [ภาพจากหนังสือผ้าเอเชีย : มรดกร่วมทางวัฒนธรรม ของสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2536] (ขวา) คน ทำท่ากบโดยกางแขนกางขา ในพิธีเซ่นกบขอฝน ราว 2,500 ปีมาแล้ว [ลายเส้นคัดลอกจากภาพเขียนสีที่ผาลาย มณฑลกวางสี จีน]

กบ เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของในศาสนาผี เมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว เชื่อว่ากบบันดาลน้ำฝนได้ ทำให้ข้าวปลาอาหารมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ เลี้ยงชีวิตคนทั้งชุมชน
คนจึงมีจินตนาการ สร้างคำบอกเล่าต่างๆ มากมายหลายเรื่องสืบต่อกันมา แต่ที่แพร่หลายกว้างขวางมากสุด คือ พญาคันคาก หรือตำนานการจุดบั้งไฟ
คันคาก เป็นคำลาวสองฝั่งโขง ตรงกับคำภาคกลางว่าคางคก เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำกลุ่มเดียวกับ กบ, เขียด
พญาคันคาก เป็นคำบอกเล่าเรื่องของคันคากที่มีผิวหนังตะปุ่มตะป่ำน่าเกลียดน่ากลัว ให้ปลวกขนดินทำทางจากดินขึ้นถึงฟ้า แล้วพาพรรคพวกสารพัดสัตว์เดินขึ้นตามทางไปรบกับ
แถนบนฟ้าที่ควบคุมน้ำ ให้ปล่อยน้ำเป็นฝนตกลงดินตามฤดูกาล เพื่อชาวนาชาวไร่มีข้าวปลาอาหารเลี้ยงชีวิต
คันคาก เป็นตัวละครเอกในตำนานกำเนิดจุดบั้งไฟขอฝนบนฟ้าจากแถน ซึ่งเป็นนิทานนานาชาติพันธุ์สุวรรณภูมิ ทางตอนใต้ของจีน (ไม่เฉพาะลาว) หลายพันปีมาแล้ว เป็นความเชื่อในศาสนาผีดั้งเดิม แต่สมัยหลังๆ ถูกลากเป็นชาดกทางพุทธศาสนา

พญาคันคาก บริเวณดินแดนวิมานพญาแถน จะมีงานบั้งไฟยโสธร 13-15 พฤษภาคม 2559 อยู่ริมแหล่งน้ำกลางเมือง เรียกคลองลำทวน จ. ยโสธร  [ภาพจากแผ่นพับ พิมพ์แจกนักท่องเที่ยวที่ไปชมมิวเซียมพญาคันคาก             จ. ยโสธร (ไม่มีบอกผู้จัดทำและปีที่พิมพ์)]
พญาคันคาก บริเวณดินแดนวิมานพญาแถน จะมีงานบั้งไฟยโสธร 13-15 พฤษภาคม 2559 อยู่ริมแหล่งน้ำกลางเมือง เรียกคลองลำทวน จ. ยโสธร
[ภาพจากแผ่นพับ พิมพ์แจกนักท่องเที่ยวที่ไปชมมิวเซียมพญาคันคาก จ. ยโสธร (ไม่มีบอกผู้จัดทำและปีที่พิมพ์)]

เป็นวรรณกรรมศักดิ์สิทธิ์ของคนลุ่มน้ำโขงและปริมณฑลกว้างขวางอย่างยิ่ง แต่คนชั้นนำลุ่มน้ำเจ้าพระยาดูแคลน จึงไม่รับเป็นวรรณกรรมไทย โดยจัดเป็นวรรณกรรมพื้นบ้าน (หมายถึง ไม่ไทย) แต่ถ้าเป็นชาดกจากอินเดียแล้วดัดแปลงรับเป็นไทยเต็มภาคภูมิ
กบ มีรูปร่างเหมือนอวัยวะเพศหญิง ให้กำเนิดคนทั้งหลาย สมัยก่อนคนจึงเรียกอวัยวะเพศหญิงว่า กบ
ท่ากบ กางแขน กางขา เป็นท่าตั้งเหลี่ยมของโขนกับละคร ที่ได้จากท่ากบ (ไม่มาจากอินเดียตามที่ถูกครอบงำมานาน)

กบบนหน้ากลองทองมโหระทึก พบที่ ต. ท่าเรือ อ. เมืองฯ จ. นครศรีธรรมราช (ขวา) ลายเส้นกลองทองด้านหน้าและด้านข้าง
กบบนหน้ากลองทองมโหระทึก พบที่ ต. ท่าเรือ อ. เมืองฯ จ. นครศรีธรรมราช (ขวา) ลายเส้นกลองทองด้านหน้าและด้านข้าง

กบของชาวโผล่ง จ. เชียงใหม่

นิรมล เมธีสุวกุล มีบันทึกเรื่องแล้งจนทนไม่ไหว ไม่รู้จะพึ่งใคร ชาวโผล่งคนเหนือเขื่อน ลุกขึ้นมาตั้งขบวนแห่ทำพิธีขอฝน ที่ อ. ดอยเต่า จ. ตาก เมื่อ 10 พฤษภาคม 2559 (อยู่ในมติชนออนไลน์ พฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม 2559)
ชาวโผล่ง ในที่นี้ นก นิรมล บอกว่าคือชาวกะเหรี่ยง เขาออกเสียงเรียกตัวเองว่า โผล่ง หรือ โผล่ว แต่ฝรั่งกับคนพื้นราบได้ยินว่า โปว์ แล้วเรียกกะเหรี่ยงโปว์ (Pwo Karen)
ต่างโยกย้ายไปมาอยู่แถบทิวเขาตะวันตกของไทยตั้งแต่เชียงใหม่, ตาก, กาญจนบุรี, ราชบุรี, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์ ฯลฯ
ในพิธีขอฝนของชาวโผล่ง มีเครื่องประโคมสำคัญ เช่น กลองทองมโหระทึก, กังสดาล, ฆ้อง, เขาควาย

กลองทองมโระทึก ใช้แขวนหรือหาบ
กลองทองมโระทึก ใช้แขวนหรือหาบ

 

ฆ้อง พัฒนาจากกลองทองมโหระทึก ชื่อฆ้องมาจากคำชวา-มลายู ว่า gong
ฆ้อง พัฒนาจากกลองทองมโหระทึก ชื่อฆ้องมาจากคำชวา-มลายู ว่า gong

กลองมโหระทึก เป็นชื่อทางการของไทย แต่คนกลุ่มอื่นๆ เรียกชื่ออื่นๆ ต่างไปว่า กลองทอง (หมายถึง กลองทำจากทองสำริด), บางพวกเรียกฆ้องกบ เพราะมีรูปกบอยู่หน้ากลอง, ลาวเรียกฆ้องบั้ง (รูปร่างเหมือนกลอง แต่ทำจากโลหะ ต้องเรียกฆ้อง) ฯลฯ ใช้แขวนตี เพราะมีหูระวิง (ดังภาพซ้ายบน)

Advertisement

ชาวกะเหรี่ยงชำนาญทำกลองมโหระทึก ยังทำสืบเนื่องจนปัจจุบัน (มีบอกในหนังสือ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ของ ชิน อยู่ดี กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2510 หน้า 62)

กลองมโหระทึก เป็นเทคโนโลยียุคดึกดำบรรพ์ของอุษาคเนย์ อย่างน้อย 2,500 ปีมาแล้ว มีแหล่งผลิตสำคัญและใหญ่สุดอยู่มณฑลยูนนานและกวางสี ทางภาคใต้ของจีน (ยุคดั้งเดิม ไม่ใช่ฮั่น แต่ฮั่นเรียกคนคนทางภาคใต้ลุ่มน้ำฮวงโห-แยงซีว่าป่าเถื่อน)

กังสดาล หล่อด้วยโลหะรูปเขาควาย หรือคล้ายกระจับ เป็นเครื่องมือรับจากภายนอก จากไหน? เมื่อไร? ไม่รู้ มีใช้แพร่หลายมากในวัดทางภาคเหนือ
กังสดาล หล่อด้วยโลหะรูปเขาควาย หรือคล้ายกระจับ เป็นเครื่องมือรับจากภายนอก จากไหน? เมื่อไร? ไม่รู้ มีใช้แพร่หลายมากในวัดทางภาคเหนือ