
พญาคันคาก (คางคก), กบ และคำบอกเล่าเรื่องอื่นๆ ที่มีภาพเขียนสีเป็นหลักฐาน ล้วนเป็นวรรณกรรมร่วมของอุษาคเนย์ ซึ่งมีไทยอยู่ด้วย
แต่ไทยแสดงอาการไม่ต้อนรับวรรณกรรมเหล่านั้น
สังคมไทยชื่นชมมากกว่าถ้าเป็นชาดกจากอินเดียและแฮร์รี่ พอตเตอร์ จากตะวันตก ฯลฯ
ภาษาและวรรณกรรมของไทยกับอาเซียนในอุษาคเนย์ มีต้นทางความเป็นมาจากคำบอกเล่าร่วมกัน และมีความหลากหลายที่คล้ายคลึงกันเหมือนเรื่องอื่นๆ
เพราะไทยมีพัฒนาการเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียนในอุษาคเนย์ ลูกผสมร้อยพ่อพันแม่ ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์อย่างน้อย 2,500 ปีมาแล้ว
ผู้คนและดินแดนที่เป็นประเทศไทยล้วนเป็นส่วนหนึ่งของผู้คนและดินแดนที่เป็นอาเซียนอย่างแยกออกจากกันมิได้
ในทางสังคมและวัฒนธรรม คนไทยมีบรรพชนร่วมกับคนอาเซียน หรือบรรพชนคนไทยและอาเซียนเป็นเครือญาติกัน
ภาษาและวรรณกรรมเก่าสุดของอาเซียนในอุษาคเนย์ มีอายุไม่น้อยกว่า 2,500 ปีมาแล้ว (เท่าที่พบร่องรอยและหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีขณะนี้) ไม่เป็นของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นวัฒนธรรมร่วม
ภาษาไทย
ภาษาไทย มีหลักแหล่งเก่าสุดทางภาคใต้ของจีน ราว 2,500 ปีมาแล้ว อยู่บริเวณมณฑลกวางสี-กวางตุ้ง
จัดอยู่ในตระกูลภาษาไท-กะได [จีนเรียกตระกูลภาษาจ้วง-ต้ง ส่วนไทยเคยเรียกตระกูลภาษาไทย-ลาว]
ปัจจุบันยังมีชาวจ้วง พูดภาษาจ้วง (ไท-กะได) มากกว่า 10 ล้านคน แต่ไม่เรียกตัวเองว่าคนไทย
ภาษาเคลื่อนไป คนไม่ต้องไป
ภาษาเคลื่อนที่ไปไกลมากด้วยเหตุผลทางการค้า โดยไม่จำเป็นที่คนเจ้าของภาษานั้นๆ ต้องโยกย้ายไปด้วย (หรือจะไปก็ได้ ไม่ผูกมัด)
ดังนั้นคนไทยไม่จำเป็นต้องมีหลักแหล่งดั้งเดิมอยู่กวางสีหรือกวางตุ้ง
คนพูดภาษาไทยเหล่านี้ไม่เรียกตัวเองว่าคนไทย
แต่มีชื่อเรียกตัวเองหลากหลาย เช่น ลาว, ลื้อ, จ้วง, ผู้ไท ฯลฯ แล้วต่างเคลื่อนไหวไปตามเส้นทางการค้าภายใน 2 สาย ได้แก่
(1) เส้นตะวันตก ถึงลุ่มน้ำสาละวิน ออกเสียง ท เป็น ต และ พ เป็น ป (2) เส้นตะวันตกเฉียงใต้ ผ่านลุ่มน้ำเจ้าพระยา ถึงคาบสมุทรภาคใต้ของไทย ออกเสียงตรง ท เป็น ท และ พ เป็น พ
ภาษาไทยเป็นภาษากลางทางการค้าทางไกลทางบกภายในภาคพื้นทวีป และทางการเผยแพร่พุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกา
มีบริเวณกว้างขวางมาก เช่น ลุ่มน้ำโขง, ลุ่มน้ำสาละวิน, ลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมถึงลุ่มน้ำสาขาต่างๆ
เหตุที่เป็นเช่นนั้นมีผู้อธิบายว่าเนื่องจากภาษาไทยอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามความต้องการของคนหลายกลุ่มหลายเหล่าที่พูดตระกูลภาษาต่างกัน
ภาษาไทย กับ ภาษามลายู มีบทบาททางการค้าทางไกลไม่น้อยกว่า 2,500 ปีมาแล้ว (หรือราว พ.ศ. 1 หรือราว 543 ปีก่อน ค.ศ.)
ภาษาไทย เป็นภาษากลางทางการค้าทางไกลทางบกภายในภาคพื้นทวีป
ภาษามลายู เป็นภาษากลางทางการค้าทางไกลทางทะเลสมุทรกับกลุ่มเกาะต่างๆ และบริเวณชายฝั่ง
ก่อนคนไทย
คนไต-ไทบริเวณลุ่มน้ำโขง โยกย้ายและอพยพไปตั้งหลักแหล่งตามลุ่มน้ำต่างๆ ด้วยเหตุผลทางการค้าภายในตั้งแต่หลัง พ.ศ. 1500 (หลังจีนเปลี่ยนนโยบายการค้าทางทะเลสมุทร)
ทำให้คนไต-ไทมีบทบาทสูงขึ้น กระทั่งก่อบ้านสร้างเมืองเติบโตเป็นรัฐ แล้วมีอักษรไทยเพื่อตอบสนองการค้าและการเมือง จนเป็นราชอาณาจักรสยามราวหลัง พ.ศ. 1800
คนพูดภาษาไทยสมัยแรกเริ่ม ยังไม่เรียกตัวเองว่าคนไทย ยังไม่มีอักษรไทย
ครั้นตั้งหลักแหล่งปะปนกับคนพูดภาษามอญ-เขมร มีอักษรมอญ-เขมร ก็ยืมอักษรมอญและเขมรเขียนภาษาไทย (เหมือน Romanize)
แล้วเรียกตัวเองว่า คนไทย ด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งที่ยังอธิบายไม่ได้ขณะนี้
นานเข้าก็ดัดแปลงอักษรเขมรเป็นอักษรไทย ยังมีเค้าอักษรเขมรอยู่ในอักษรไทยทุกวันนี้ เช่น ฎ ฏ ญ ฬ รวมทั้งเลข 1-9
หลังคนไทย
คนไทย มีขึ้นครั้งแรกหลังคนไต-ไทจากลุ่มน้ำโขง โยกย้ายอพยพลงไปลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งหลักแหล่งปะปนผสมผสานกับคนพูดภาษาตระกูลมอญ-เขมร ราวหลัง พ.ศ. 1500
แล้วรับคำในภาษาเหล่านั้นมาดัดแปลงเป็นคำไทย ดังมีคำตัวอย่างจำนวนมากที่เรียกคำซ้อนหรือคำซ้ำ เช่น
gold ตรงกับคำมอญ-เขมร ว่า ทอง, โถง คำลาวว่า คำ ส่วนไทยว่า ทองคำ
dance ตรงกับคำลาวว่า ฟ้อน คำเขมรว่า รำ, ระบำ ส่วนไทยว่า ฟ้อนรำ, ฟ้อนระบำ
คนที่พูดภาษาตระกูลไท-กะได (หรือไทย-ลาว) มีหลายกลุ่ม ล้วนตั้งหลักแหล่งกระจัดกระจายปะปนอยู่กับคนที่พูดภาษาตระกูลอื่นๆ
ฉะนั้น ถ้อยคำสำนวนภาษาของตระกูลอื่นๆ จึงมีเคล้าคละปะปนอยู่ด้วย
![ขับลำคำคล้องจองเป็นทำนองง่ายๆ แล้วฟ้อนยืดยุบกับแคน นุ่งผ้าปล่อยชายยาว 2 ข้าง ประดับขนนกหรือใบไม้บนหัว ราว 2,500 ปีมาแล้ว [ลายเส้นคัดลอกจากเครื่องมือสำริดที่พบในเวียดนาม จากเอกสารวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดี ของนักวิชการฝรั่งเศสและเวียดนาม]](https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2016/05/แคน.jpg)
วรรณกรรมไทย
คำบอกเล่า เป็นวรรณกรรมเก่าสุดไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว เพราะคนทั้งหลายในโลกมีภาษาพูดก่อน อีกนานมากถึงมีภาษาเขียนด้วยตัวอักษร
ภาษาพูด มี 2 แบบ ได้แก่ ภาษาในชีวิตประจำวัน กับภาษาคำบอกเล่าที่ถ่ายทอดปากต่อปาก
คำบอกเล่า เป็นคำพูดทั่วไปด้วยข้อความสั้นๆ แล้วสอดแทรกด้วยคำคล้องจองบางช่วงบางตอนที่ต้องการเน้นเป็นพิเศษ
เนื้อหา เกี่ยวกับความเป็นมาของเผ่าพันธุ์และ บรรพชนของกลุ่มตนเอง ตลอดจนกำเนิดคนและข้าวปลาอาหาร รวมถึงเรื่องราวของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์บันดาลให้ฝนตก เช่น กบ หรือคันคาก (คางคก)
ขนาดไม่แน่นอน แต่มักสั้นๆ เป็นคำขับลำซ้ำๆ วนไปเวียนมา ทั้งวันทั้งคืน (พร้อมกินเหล้าไหในงานเลี้ยงผี) ไม่มีตอนจบแน่นอนหรือตายตัว แต่จะต่อเติมเสริมแต่งได้ตามความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชน เผ่าพันธุ์นั้นๆ
เชื่อว่าจริง ผู้คนทั้งชุมชนเชื่อถือร่วมกันว่า คำบอกเล่าเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ใครจะละเมิดมิได้ จึงแสดงออกร่วมกันด้วยพิธีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง
เช่น พิธีเลี้ยงผีบรรพชนขอฝน เพราะมีคำบอกเล่าว่ามีแถนอยู่บนฟ้า เป็นผู้มีฤทธิ์มีอำนาจบันดาลให้เกิดฝนตกลงมาเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของชุมชน และเผ่าพันธุ์
วรรณกรรมเพื่อฟัง
วรรณกรรมไทยเก่าสุด อย่างน้อย 2,500 ปีมาแล้ว เป็นวรรณกรรมเพื่อฟัง เรียก คำบอกเล่า มีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีเป็นภาพเขียนสีบนหน้าผาและผนังถ้ำ
วรรณกรรมเพื่อฟังมีผู้เล่าเป็นหมอผี ต่อมาเป็นนักบวช โดยมีผู้ฟังเป็นคนส่วนมากทั้งชุมชน
เรือน พ.ศ. 2000 คำบอกเล่าถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร (โดยนักบวชผู้อ่านออก เขียนได้) แต่ยังเป็นวรรณกรรมเพื่อฟัง เพราะคนส่วนมากอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ ต้องฟังจากคนบอกเล่า (ผู้อ่านออก เขียนได้) ที่จะสร้างสรรค์วิธีบอกเล่าเป็นลำนำคำขับ มีทำนองต่างๆ หลากหลายต่อไปข้างหน้า (เช่น หมอลำ, ช่างขับ, ขับเสภา ฯลฯ)
[วรรณกรรมเพื่ออ่าน แรกมีในแวดวงแคบๆ ของคนชั้นสูง ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ราวหลัง พ.ศ. 2400 หลังมีการพิมพ์แบบตะวันตก เริ่มพิมพ์วรรณกรรมของสุนทรภู่และอื่นๆ]
คนเล่าเรื่องเป็นผู้หญิง
คนเล่าเรื่องเป็นผู้หญิง เพราะผู้หญิงในสังคมดึกดำบรรพ์ได้รับการยกย่องเป็นหัวหน้าพิธีกรรม และผีบรรพชนจะเข้าสิงหรือลงทรงในร่างของผู้หญิงเท่านั้น ไม่เข้าร่างทรงที่เป็นผู้ชาย เช่น ผีฟ้าของลาว, ผีมดของเขมร, ผีเม็งของมอญ
พบหลักฐานเก่าสุดราว 2,500 ปีมาแล้ว เป็นลายเส้นบนหน้าขวานสำริดในวัฒนธรรมดองซอน ทางภาคเหนือของเวียดนาม เป็นรูปหมอแคนทำท่าเป่าแคน แล้วมีหมอลำหรือช่างขับช่างฟ้อน ทำท่าทางเข้าทำนองอยู่ด้วย ในพิธีเลี้ยงผีบรรพชน
ความรู้ความสามารถพิเศษต่างๆ เป็นของผู้หญิง เช่น ตีหม้อ, ทอผ้า ฯลฯ บรรดาภาชนะลายเขียนสีในวัฒนธรรมบ้านเชียง ล้วนเป็นฝีมือผู้หญิง แม้ทุกวันนี้หมู่บ้านในภาคอีสานยังมีประเพณีทำภาชนะด้วยวิธีตีหม้อ ก็ล้วนฝีมือผู้หญิงทั้งนั้น
คนที่มีความรู้พิเศษและรู้หลากหลายรอบด้านมักเรียกกันว่าหมอ และ/หรือช่าง เช่น หมอมด, หมอผี, หมอพร, หมอขวัญ, หมอลำ, หมอแคน, หมอตำแย, หมอดู หรือช่างขับ ช่างฟ้อน ฯลฯ
