นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ว่า กฎหมายเกี่ยวข้องกับการศึกษาที่สำคัญคือ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ คาดว่าคงออกไม่ทันในรัฐบาลนี้อย่างแน่นอน
กฎหมายที่ สนช.พิจารณาเรียบร้อยแล้วคือ ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ…. และร่าง พ.ร.บ.เขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ…. ส่วนที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญคือ ร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม คาดว่าจะเสนอให้ สนช.พิจารณาวาระ 2 และ 3 ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้
สนช.จะเร่งพิจารณากฎหมายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 8 มีนาคมก่อนการเลือกตั้งประมาณ 2 สัปดาห์ตามกำหนด
ครับ ที่ผมนำเรื่องนี้ขึ้นมาวิวาทะต่อ เพราะร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ เป็นฉบับที่จะนำมาแทน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ปัจจุบัน ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2542 มีฐานะเป็นกฎหมายแม่รองจากรัฐธรรมนูญ
ส่วนฉบับอื่นๆ ที่ผ่านสภาออกมาใช้แล้วและกำลังทยอยออกมา ล้วนเป็นกฎหมายลูก ที่ถูกอ้างถึงไว้ในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ทั้งสิ้น
ขณะที่กฎหมายลูกคลอดออกมาทีละฉบับสองฉบับ กฎหมายแม่กลับมีแนวโน้มว่าจะแท้ง คลอดไม่ทันเวลา อนาคตจะคลอดหรือไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาลหน้าจะกำหนดนโยบายทางการศึกษาอย่างไร กับสถานการณ์ทางการเมืองที่จะดำเนินต่อไป
การที่กฎหมายแม่ เกิดปัญหาไม่สามารถทำคลอดออกมาได้ก่อน สาเหตุนอกจากกระบวนการยกร่างกฎหมายไทยมีหลายขั้นตอน แต่ละขั้นตอนล้วนมีกระบี่มือหนึ่ง มีอิทธิพลทางความคิดต่อองค์กรซึ่งมีอำนาจหน้าที่พิจารณาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ตามความเชื่อทางการศึกษาของตัว เป็นผลให้เกิดการปรับ แก้แล้ว แก้อีก หลายต่อหลายรอบ เรื่อยมา
มาถึงขั้นตอนการพิจารณาทั้งฝ่ายบริหารและรัฐสภา การจัดลำดับความเร่งด่วนและจัดบรรจุระเบียบวาระผิดพลาด เอาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ กฎหมายแม่ซึ่งเป็นฉบับหลักกับกฎหมายลูกไปผูกกันไว้เป็นพวงเดียวกัน ทีเดียว 10 ฉบับรวด โดยวางน้ำหนักให้ความสำคัญกับกฎหมายลูก คือ ร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นหลักก่อน
แทนที่จะแยกกฎหมายแม่ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาชาติออกมาต่างหาก หาทางนำเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาก่อน ไม่ต้องรอกฎหมายลูกฉบับอื่นๆ โดยมีคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเป็นการเฉพาะแยกต่างหาก
แต่เมื่อนำเสนอแบบยกพวง การพิจารณาของสภานิติบัญญัติฯวาระแรก ประเด็นหลักการสำคัญๆ ในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติจึงแทบจะไม่ได้อภิปรายกันอย่างถึงแก่นเท่าที่ควร เพราะเน้นประเด็นแยกอุดมศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาธิการเสียส่วนใหญ่
ทั้งๆ ที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่เสร็จเสนอให้รัฐบาลพิจารณาก่อนหน้านานแล้ว ในส่วนของการแยกอุดมศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาธิการ เรียกชื่อ กระทรวงการอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม เท่านั้น
แต่เนื่องจากรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถโน้มน้าวคณะรัฐมนตรีได้สำเร็จ จึงเกิดการรวมสองกระทรวงเข้าด้วยกัน เป็นกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในที่สุด ส่งผลให้การยกร่าง พ.ร.บการศึกษาแห่งชาติล่าช้าออกไป จนทำท่าว่าจะแท้ง คาบลูกคาบดอกขณะนี้
เหตุจากการนี้จะมีผลต่อความสำเร็จ หรือ ไม่สำเร็จของการปฏิรูปการศึกษาต่อไปอย่างแน่นอน
เพราะทั้งหลักการ กระบวนการ และกลไกต่างที่ควรจะเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองการปฏิรูปการศึกษาไม่เกิดขึ้นในเวลาอันควร ประเด็นที่เป็นจุดคานงัดหลักของการปฏิรูปการศึกษา ยังคงเป็นเพียงความคิด ความคาดหวังหรือความฝันอยู่ต่อไป
ไม่ว่า การกระจายอำนาจลงไปถึงสถานศึกษาให้เป็นอิสระ การปฏิรูปหลักสูตรทุกระดับและทุกประเภทการศึกษา การปฏิรูปการผลิตและพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ให้เน้นประโยชน์ในการพัฒนาผู้เรียนเป็นหลัก ไม่ใช่ยังคงย่ำอยู่กับประโยชน์ของครู ผู้บริหาร และผู้บริหารการศึกษาตั้งแต่ส่วนกลางลงไปถึงพื้นที่ต่างๆ เช่นเดิม
การที่กฎหมายหลักออกมาใช้ไม่ทัน จะกระทบสถานะ บทบาทขององค์กรสำคัญ คือสภาการศึกษา ที่จะปรับเปลี่ยนเป็นสำนักงานคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ทำหน้าที่วางแผน ติดตาม กำกับการดำเนินงานของหน่วยปฏิบัติ และเป็นกลไกส่งเสริมการศึกษาแบบมีส่วนร่วม สนับสนุนการดำเนินงานของสมัชชาการศึกษาระดับจังหวัด ตามแนวทางจัดการศึกษาเชิงพื้นที่
เปลี่ยนบทบาทฝ่ายเลขาฯคณะกรรมการนโยบายการศึกษาจากสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มาเป็นสภาการศึกษา หรือสำนักงานคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติในชื่อใหม่ ทำหน้าที่ด้านวิชาการ วิจัยนโยบาย สนับสนุนการขับเคลื่อนนวัตกรรมการศึกษา อีกทางหนึ่ง
ฉะนั้นการที่ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติมีแนวโน้มที่จะแท้ง จึงเป็นการเสียโอกาส เป็นความเศร้า ดับความหวังการปฏิรูปการศึกษาที่เรียกร้องกันอึงคะนึง ต้องร้องเพลงรอกันต่อไป นานแค่ไหน ไม่มีใครให้หลักประกันและคำตอบได้

