หน้าแรก คอลัมนิสต์ บทเรียน เมียน...

บทเรียน เมียนมา โนเบล สาขา สันติภาพ ชัก “ศึก” เข้า “บ้าน”

16.05.16 | 12:55 น.

สถานการณ์ในพม่านับแต่มีการยึดอำนาจเมื่อ พ.ศ.2505 โดยนายพลเนวิน ต่อนายกรัฐมนตรีอูนุ เป็นสถานการณ์ที่พม่าอยู่ในสายตาของ “ประชาคมโลก” โดยตลอด

โดยเฉพาะนับแต่ ออง ซาน ซูจี เข้าสู่ “การเมือง” เมื่อ พ.ศ.2531

เป็นการเดินทางกลับย่างกุ้ง เป้าหมายที่แจ่มชัดแน่นอนคือ การกลับมาเพื่อดูแล ขิ่นจี ผู้เป็นมารดาซึ่งป่วยหนัก

แต่เนื่องจากซูจีมีคำว่า “ออง ซาน” นำหน้า ทำให้ต้องเข้าไปสัมพันธ์กับ “การเมือง”

เป็นการเมืองอันเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ทั้งปัญหาเศรษฐกิจและการขาดสิทธิและเสรีภาพ ส่งผลให้ประชาชนออกมาเคลื่อนไหวกดดัน กระทั่งส่งผลให้นายพลเนวินซึ่งครองอำนาจในตำแหน่งประธานพรรคโครงการสังคมนิยมพม่าต้องลาออกจากตำแหน่ง

Advertisement

เป็นสถานการณ์อย่างที่เรียกว่า “วันที่ 8 เดือน 8 แห่งปี 1988” หรือเรียกเป็นรหัสโดยย่อว่า “เหตุการณ์ 8888”

อันนำไปสู่การเสียชีวิตของชาวเมียนมากว่า 3,000 คน

อันนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2531 อันเป็นกำเนิดแห่งพรรคสันติบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ซึ่งเป็น “เครื่องมือ” อย่างสำคัญในการต่อสู้ทางการเมือง

การเมืองที่ JUNTA ถูกกดดันจาก “ประชาคมโลก” อย่างต่อเนื่อง

หัวเลี้ยวหัวต่ออย่างสำคัญของการเมืองในเมียนมาเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อซึ่ง JUNTA ประกาศ “โรดแมป” นำประเทศก้าวสู่ “ประชาธิปไตย”

จัดทำ “รัฐธรรมนูญ” กระทั่งผ่าน “ประชามติ” เมื่อ พ.ศ.2551

จากนั้นจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤศจิกายน 2553 โดยพรรคสหภาพเพื่อความสามัคคีและการพัฒนา (USDP) อันเป็น “พรรคทหาร” ครองชัยชนะ จัดตั้งรัฐบาล

กลางเดือนพฤศจิกายน 2553 ออง ซาน ซูจี ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

การได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพของ ออง ซาน ซูจี ถือเป็นบาทก้าวที่สำคัญเป็นอย่างมากในทางการเมือง

เพราะเป็น “รางวัล” ซึ่ง ออง ซาน ซูจี มิอาจเดินทางไปรับ

ต่อเมื่อเดือนมิถุนายน 2555 จึงมีโอกาสเดินทางไปกรุงออสโล เพื่อกล่าว “สุนทรพจน์” ย้อนหลัง

“ข้าพเจ้าทราบข่าวรางวัลนี้ทางวิทยุขณะถูกคุมขังในบ้านพัก ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้รับรางวัลใดๆ เพียงแต่รางวัลที่จะได้เห็นบ้านเมืองที่เสรี ปลอดภัยและยุติธรรม ข้าพเจ้าขอบคุณสำหรับรางวัลนี้ที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ ที่เกื้อหนุนการแสวงหาสันติภาพของพม่าซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวโลกต่างแสวงหาเช่นกัน

“จากสภาพที่ต้องถูกคุมขังโดดเดี่ยวในบ้านของตัวเอง รางวัลนี้ได้สร้างความรู้สึกว่าข้าพเจ้า

มีความเชื่อมโยงกับโลกภายนอก เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้อยู่ เป็นส่วนหนึ่งของมนุษยชาติ

“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บ่งบอกว่า “โลกนี้ไม่ลืมพม่า”

ทําไม ออง ซาน ซูจี จึงไม่สามารถเดินทางออกจากเมียนมาเพื่อไปรับรางวัลได้อย่างสมกับเกียรติที่ประชาคมโลกมอบให้

คำตอบ 1 เพราะถูกคุมขังโดย JUNTA

ขณะเดียวกัน คำตอบ 1 เพราะ JUNTA มองและประเมินว่า การมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้กับ ออง ซาน ซูจี เท่ากับเป็นการแทรกแซง

เหมือนกับ ออง ซาน ซูจี ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน

เพราะรูปธรรมแห่งการมอบรางวัลเท่ากับเป็นการประจานและโจมตีบทบาทและความหมายซึ่ง JUNTA ปฏิบัติต่อ ออง ซาน ซูจี

ด้าน 1 JUNTA เห็น ออง ซาน ซูจี เป็น “ศัตรู”

ด้าน 1 คณะกรรมการรางวัลโนเบลกลับมองว่า บทบาทและการแสดงออกของ ออง ซาน ซูจี

เป็นเครื่องหมายแห่ง “สันติภาพ”

JUNTA จึงชิงชังรังเกียจ ออง ซาน ซูจี อย่างยิ่ง

กระนั้น ประชาคม “โลก” และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวพม่ามากเกือบร้อยละ 90 ต่างมอบความรักความเคารพให้กับ ออง ซาน ซูจี

มิได้เป็นการมอบให้แต่ “ปาก” หากแปรเป็น “ปฏิบัติการ”

การเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤศจิกายน 2558 ที่พรรคสันติบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ได้รับเลือกอย่างชนิดถล่มทลาย

เท่ากับเป็นอีก “รางวัล” ที่มอบให้ ออง ซาน ซูจี

รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เป็นการแทรกแซงเป็นการกดดัน พุ่งตรงเข้าสู่ยอดอกของบรรดา JUNTA

เช่นเดียวกับที่องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ยกย่องให้ ออง ซาน ซูจี และพรรคสันติบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD)

เป็น “สัญลักษณ์” แห่งการต่อต้าน “การกดขี่” โดยสันติ