
คำบอกเล่า เป็นวรรณกรรมเก่าสุดของไทยและอาเซียนในอุษาคเนย์ไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว เพราะคนทั้งหลายในโลกมีภาษาพูดก่อน อีกนานมากถึงมีภาษาเขียนด้วยตัวอักษรั้
คำบอกเล่า เป็นคำพูดทั่วไปด้วยข้อความสั้นๆ แล้วสอดแทรกด้วยคำคล้องจองบางช่วงบางตอนที่ต้องการเน้นเป็นพิเศษ
เนื้อหา เกี่ยวกับความเป็นมาของเผ่าพันธุ์และบรรพชนของกลุ่มตนเอง ตลอดจนกำเนิดคนและข้าวปลาอาหาร รวมถึงเรื่องราวของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์บันดาลให้ฝนตก เช่น กบ หรือคันคาก (คางคก)
ขนาดไม่แน่นอน แต่มักสั้นๆ เป็นคำขับลำซ้ำๆ วนไปเวียนมา ทั้งวันทั้งคืน (พร้อมกินเหล้าไหในงานเลี้ยงผี) ไม่มีตอนจบแน่นอนหรือตายตัว แต่จะต่อเติมเสริมแต่งได้ตามความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชน เผ่าพันธุ์นั้นๆ
เชื่อว่าจริง ผู้คนทั้งชุมชนเชื่อถือร่วมกันว่า คำบอกเล่าเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ใครจะละเมิดมิได้ จึงแสดงออกร่วมกันด้วยพิธีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งั้
เช่น พิธีเลี้ยงผีบรรพชนขอฝน เพราะมีคำบอกเล่าว่ามีแถนอยู่บนฟ้า เป็นผู้มีฤทธิ์มีอำนาจบันดาลให้เกิดฝนตกลงมาเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของชุมชน และเผ่าพันธุ์
วรรณกรรมเพื่อฟัง
วรรณกรรมไทยเก่าสุด อย่างน้อย 2,500 ปีมาแล้ว เป็นวรรณกรรมเพื่อฟัง เรียก คำบอกเล่า มีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีเป็นภาพเขียนสีบนหน้าผาและผนังถ้ำ
วรรณกรรมเพื่อฟังมีผู้เล่าเป็นหมอผี ต่อมาเป็นนักบวช โดยมีผู้ฟังเป็นคนส่วนมากทั้งชุมชน
เรือน พ.ศ. 2000 คำบอกเล่าถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร (โดยนักบวชผู้อ่านออก เขียนได้) แต่ยังเป็นวรรณกรรมเพื่อฟัง เพราะคนส่วนมากอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ ต้องฟังจากคนบอกเล่า (ผู้อ่านออก เขียนได้) ที่จะสร้างสรรค์วิธีบอกเล่าเป็นลำนำคำขับ มีทำนองต่างๆ หลากหลายต่อไปข้างหน้า (เช่น หมอลำ, ช่างขับ, ขับเสภา ฯลฯ)
[วรรณกรรมเพื่ออ่าน แรกมีในแวดวงแคบๆ ของคนชั้นสูง ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ราวหลัง พ.ศ. 2400 หลังมีการพิมพ์แบบตะวันตก เริ่มพิมพ์วรรณกรรมของสุนทรภู่และอื่นๆ]
คนเล่าเรื่องเป็นผู้หญิง
คนเล่าเรื่องเป็นผู้หญิง เพราะผู้หญิงในสังคมดึกดำบรรพ์ได้รับการยกย่องเป็นหัวหน้าพิธีกรรม และผีบรรพชนจะเข้าสิงหรือลงทรงในร่างของผู้หญิงเท่านั้น ไม่เข้าทรงร่างที่เป็นผู้ชาย เช่น ผีฟ้าของลาว, ผีมดของเขมร, ผีเม็งของมอญ
พบหลักฐานเก่าสุดราว 2,500 ปีมาแล้ว เป็นลายเส้นบนหน้าขวานสำริด ในวัฒนธรรมดองซอน ทางภาคเหนือของเวียดนาม เป็นรุปหมอแคนทำท่าเป่าแคน แล้วมีหมอลำหรือช่างขับช่างฟ้อน ทำท่าทางเข้าทำนองอยู่ด้วย ในพิธีเลี้ยงผีบรรพชน
ภาษาเพื่อนบ้าน
คำแปลและความหมายของคำบอกเล่าเก่าแก่ ส่วนมากต่างจากคำที่ใช้ทุกวันนี้ แต่ทำความเข้าใจได้โดยศึกษาเปรียบเทียบจากภาษาเพื่อนบ้านที่เป็นเครือญาติชาติภาษา และชาติพันธุ์เดียวกัน เคยอยุ่ด้วยกันมาก่อน
ถ้อยคำจำนวนหนึ่งเคยหยิบยืมใช้จนเป็นอย่างเดียวกัน แล้วเปลี่ยนแปลงความหมายตามเวลาและสถานที่เช่นเดียวกัน ภาษาเหล่านั้น ได้แก่ มอญ, เขมร, ลาว, มลายู ฯลฯ
ลักษณะอย่างนี้สืบเนื่องถึงสมัยมีอักษรไทยใช้แล้ว ดังที่พบในวรรณกรรมลายลักษณ์อักษรบนสมุดข่อย, ศิลาจารึก, ใบลาน ฯลฯ
เหล่านี้จะเอาคำแปลและความหมายปัจจุบันชี้ขาดมิได้ แต่ใช้เป็นแนวทางได้บ้างเท่านั้น
