ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาได้มีการแบ่งแยกแนวทางการปฏิบัติออกไปหลายแนวทาง ตามเจ้าลัทธินิกายที่ได้มีความเห็นที่แตกต่างออกไป โดยมีการแบ่งแนวทางการปฏิบัติและเผยแผ่ออกเป็นสายนิกาย มีทั้งเห็นตรงและปฏิบัติตรงต่อพุทธดำริ และมีทั้งเห็นไม่ตรงและปฏิบัติไม่ตรงต่อพุทธดำริ เพราะเหตุนี้คำสอนอันเป็นแก่นแท้จึงมีความฟั่นเฝือ ทำให้ผู้ปฏิบัติตามเกิดความสับสนต่อแนวทางและคำสอนนั้น ผสมกับสถานการณ์โลกที่มีการแข่งขันกันในเชิงเศรษฐกิจ และเชิงความเชื่อในเรื่องลัทธิศาสนาออกไปเป็นยุทธศาสตร์นำในการใช้ยุทธวิธีในเชิงรุกที่จะนำเอาศาสนาของตนเข้ามาแทรกซึมในสังคมโลกเพื่อสร้างความได้เปรียบต่อผู้แข่งขัน
ในการนี้ หนึ่งในศาสนานั้นก็คือศาสนาพุทธของเราที่ถูกโจมตีให้ร่นถอยมาจากประเทศอินเดีย อันเป็นประเทศต้นกำเนิดแห่งพุทธศาสนาประเทศไทยเราหนีไม่ได้อีกแล้ว ถ้าหนีก็ลงทะเลไม่มีแผ่นดินอยู่ ก็เปรียบเหมือนสถานการณ์พระพุทธศาสนาในปัจจุบันนี้ ชาวพุทธเราจะหนีไม่ได้อีกแล้ว ถ้าหนีพระพุทธศาสนานี้ก็จะหมดไปจากโลกนี้ เราจะต้องผนึกกำลังประกาศเผยแผ่หลักธรรมคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนาให้ขจรไปยังต่างแดนในเชิงรุก เพื่อให้พระพุทธศาสนานี้ตกไปอยู่ในความศรัทธาของมหาอำนาจ และสังคมโลก เพื่อความเจริญมั่นคงแก่พระพุทธศาสนา
และสร้างสันติสุขแก่มวลมนุษยชาติ สืบไปตลอดพุทธันดร เทอญฯ
วิถีพุทธ คือการเข้าใจในหน้าที่ เข้าใจในแนวทางปฏิบัติตามหน้าที่ และทำหน้าที่ให้ถูกต้อง การรู้เท่าทันความเจริญและความเสื่อมของวิถีชีวิตตนเองและของโลก เรียกว่า พุทธะ หมายถึงผู้รู้ ผู้ตื่นใจ ผู้เบิกบานใจ การเข้าใจในหน้าที่และการปฏิบัติให้ถูกต้องตามหน้าที่ของวิถีชาวพุทธ มีอยู่ 3 ระดับ 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ 1.รู้ปริยัติธรรม 2.รู้การปฏิบัติให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม 3.รู้เข้าใจในผลสำเร็จอันเนื่องมาจากการปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อให้เข้าถึงปฏิเวธธรรม
การรู้และเข้าใจในปริยัติธรรม มิได้หมายความว่าการเรียนรู้แต่ในตำรา หรือในพระไตรปิฎกเท่านั้น การเรียนรู้และเข้าใจในปริยัติธรรม หมายถึง การเรียนรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือรู้เท่าทันในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ แม้พระพุทธองค์ก็ทรงยกเอา อายะตะนะ 6 ทวารนี้มาสอนพวกเราชาวพุทธ และทรงได้บัญญัติไว้ให้พุทธบริษัทถือปฏิบัติ ส่วนประกอบของสัตว์โลกนี้มี กายกับใจ อย่างเช่นมนุษย์เรามีขันธสันดารที่ต้องยึดถือไว้ให้เป็นทุกข์ ก็คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รวมแล้วเรียกว่าขันธ์ 5
แต่ย่นย่อลงมาแล้วเหลือ กายกับใจ
กิเลสที่จรเข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ส่งผลทำให้ใจเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะใจไปยึดถือในสิ่งที่ไร้สาระแก่นสาร คิดว่าเป็นสิ่งของเที่ยงแท้ อมตะสุขยั่งยืน แต่แล้วสิ่งที่เรายึดถือที่จรเข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้ที่แท้มันเป็นของไม่เที่ยงแท้และเป็นทุกข์ ไม่ใช่สาระตัวตน มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปในที่สุด เพราะเหตุที่เราไปยึดถือ จึงเป็นทุกข์
ความยึดถือก็คือตัวกิเลสตัณหานั่นเอง ความยึดถือนี้ก็มีอยู่ 3 อย่าง คือ ยึดถือในกามตัณหา คือ ความทะยานอยาก ความยึดถือในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ที่จรเข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วส่งมาให้ใจยึดถือทำให้เป็นทุกข์ ทุกข์เพราะใจมีความอยากไปยึดถือในสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ไร้สาระแก่นสาร ยึดถือในภาวะตัณหา คือใจเราอยากมีอยากเป็น เช่น อยากมีเครื่องบินสักลำ เมื่อไม่ได้สมใจอยากใจก็เป็นทุกข์ เมื่อได้มาแล้วมันไม่มั่นคงถาวร มันเสื่อมเสียไปเพราะความไม่เที่ยง ใจเราก็เป็นทุกข์
อยากเป็นพระอรหันต์หมดกิเลส แต่ยังมีความทะยานอยากอยู่ เพราะยังมีกิเลสตัณหาความทะยานอยากอยู่ ก็ทำให้ใจเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะความยึดถือในตัวตัณหาความทะยานอยากเอาไว้นั่นเอง ยึดถือในวิภาวะตัณหา คือใจเรามันไม่อยากมี ไม่อยากเป็นอะไรๆ ทั้งนั้น มันมีอาการเบื่อหน่ายไปทุกสิ่งทุกอย่าง มันท้อแท้หดหู่
อาการอย่างนี้เรียกว่านิวรณ์แห่งกิเลสตัณหาในความไม่อยากมี ไม่อยากเป็นครอบงำ เพราะใจเราไปยึดถือว่าโลกนี้ไม่น่าอยู่ไม่น่าพอใจ ไม่ปล่อยวางใจให้เป็น
กลาง ใจเราจึงเป็นทุกข์
การปล่อยวางใจให้เป็นกลางทำอย่างไรเล่า…?
การปล่อยวางใจให้เป็นกลางแต่อย่างเดียวจะพ้นทุกข์ได้หรือไม่…?
คำตอบก็คือ พ้นทุกข์ไม่ได้ การปฏิบัติตนที่จะให้พ้นทุกข์ได้ต้องปฏิบัติดำเนินตามทางมรรคมีองค์ 8 ประการดังที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ คือการสำรวมในทวาร 3 คือการสำรวม กาย วาจา ใจ สำรวมกายให้อยู่ในศีลได้ เรียกว่ากายมรรค สำรวมวาจาให้อยู่ในศีลได้ เรียกว่าวจีมรรค สำรวจใจให้อยู่ในศีลได้ เรียกว่า มโนมรรค หมายถึง การสำรวม กาย วาจา ใจ
ให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง ดำเนินตามทางมรรคมีองค์ 8 ประการนั่นเอง
การปฏิบัติตามทางมรรคมีองค์ 8 ประการ คือการทำ ศีล สมาธิ และปัญญาให้บริสุทธิ์ หรือทำทางมรรคให้บริสุทธิ์ เรียกว่า วิสุทธิมรรค การดำเนินตามทางมรรคมีองค์ 8 ประการ คือการสำรวม กาย วาจา ใจ ไม่ให้เบียดเบียนตนและผู้อื่นนั่นเอง และองค์แห่งมรรค 8 ประการนี้ก็เป็นเครื่องชี้วัดระดับการปฏิบัติของบรรพชิตหรือนักบวช ว่าตนเองนั้นทำหน้าที่ของตนได้ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของพระบรมศาสดาหรือไม่ และองค์แห่งมรรค 8 นี้ก็เป็นเครื่องชี้วัดระดับผลของพระอริยบุคคล 8 จำพวก เมื่อปฏิบัติเข้าถึงมโนมรรคแล้ว ผู้ปฏิบัติพึงย่อมรู้เห็นได้เฉพาะตน รู้ว่าตนเองละกิเลสได้ระดับใด ใน 8 ระดับขององค์อริยมรรคและองค์อริยะผล เรียกว่ามรรคญาณและผลญาณ ย่อมเกิดแก่ผู้ปฏิบัติตามทางมรรคมีองค์ 8 ประการ
เมื่อเราเข้าใจในเจตนารมณ์ของพระบรมศาสดาแล้ว การที่เราเข้ามาบวชเพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาหากเราดำเนินตามทางมรรคมีองค์ 8 ประการ ตั้งแต่ศีลมรรคเป็นเบื้องต้น สมาธิมรรคในท่ามกลาง และ มรรคญาณในที่สุด ก็ถือว่าเราทำหน้าที่สืบทอดอายุพระพุทธศาสนาได้ถูกต้อง มีความพอใจในความสันโดษ บริโภคปัจจัย 4 ไปในทางให้เกิดประโยชน์ต่อการประพฤติปฏิบัติธรรม เป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เป็นประโยชน์ต่อชาวโลก
ในพุทธทำนายได้ทำนายอนาคตของพุทธศาสนาไว้ว่า ศาสนาพุทธจะมีอายุตั้งอยู่ได้เพียง 5,000 ปี และจะเสื่อมสูญไปในอนาคตกาล ในอนาคตพระภิกษุจะมีแค่ผ้าเหลืองผูกแขนไว้เป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นนักบวช และนักบวชจะต้องทำไร่ทำนา ทำมาหาเลี้ยงชีพเช่นชาวบ้านทั่วไป เหตุการณ์จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่..? ก็สุดแท้แต่อนาคต..
แต่มีอีกนัยหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสแก่สาวกไว้ก่อนที่พระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานไว้ว่า…เธอทั้งหลายจงอย่าได้ตั้งตนอยู่ในความประมาท จงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อมเถิด ในอนาคตหลังจากที่เราได้ละโลกนี้ไปแล้ว พระธรรมวินัยของเราจะเป็นเช่นตัวแทนของพระตถาคต ตราบใดที่ยังมีผู้ปฏิบัติตามทางมรรคมีองค์ 8 ประการอยู่ ตราบนั้นศาสนาของตถาคตก็ยังอยู่ ผู้ใดปฏิบัติเข้าถึงธรรม รู้แจ้งเห็นจริงในพระธรรมคำสอนของตถาคต ผู้นั้นย่อมเห็นตถาคต…
เมื่อพระพุทธองค์ตรัสอย่างนี้แล้ว นักปฏิบัติบางท่านก็คิดว่า เห็นเป็นรูปร่างตัวตนของพระพุทธเจ้า คำว่าผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต หมายถึง ผู้ใดเห็นธรรมเป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา ไม่ถือมั่นในรูปนามขันธ์ 5 แล้ว ผู้นั้นย่อมเข้าถึงตถาคต ย่อมเห็นตถาคต เพราะตถาคตก็เห็นอย่างนั้นเห็นธรรมเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ผู้ใดรู้เห็นเช่นตถาคต ผู้นั้นย่อมเห็นตถาคตดังนี้
กลับมาเรื่องการทำนายว่า พระพุทธศาสนาจะมีอายุแค่ 5,000 ปีจริงหรือไม่..? จะจริงหรือไม่ เราเองก็ไม่สามารถรู้อนาคตได้ แต่เราจะวิเคราะห์ดูรูปการตามแบบวิถีพุทธ ว่าจะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด การมองแบบวิถีพุทธมองอย่างไร ก็คือการมองโลกในมุมกว้างด้วยวิสัยทัศน์อันยาวไกล เพราะการนับถือศาสนาของคนในโลกนี้นั้น ใช่ว่าทุกคนจะนับถือศาสนาพุทธทุกคนเสมอไป ยังมีอีกมากมายหลายศาสนาที่คนในโลกนี้นับถือ และศาสนาแต่ละศาสนานั้นก็มีคำสอนที่แตกต่างกันไป มีทั้งคำสอนที่มีเหตุผลถูกต้องตามความเป็นจริง ตามหลักสากลของโลกบ้าง มีทั้งคำสอนที่อุปมาคิดขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ตนและชาติตนเองบ้าง เมื่อศาสนามีคำสอนที่แตกต่างกันไป มีทั้งถูกต้องตามหลักสัจธรรม และไม่ถูกต้องตามหลักสัจธรรม แต่ส่วนใหญ่ศาสนาที่ผู้คนนับถือกันในโลกนี้จะมีคำสอนที่เห็นแก่ผลประโยชน์ตนและชาติตนเป็นส่วนมาก มีคำสอนเพียงศาสนาเดียวที่เอื้อประโยชน์เป็นหลักสากลโลก ก็คือคำสอนของศาสนาพุทธ เช่นสอนว่า สัตว์โลกทุกชีวิตเกิดมาเพราะมีกรรมเป็นเหตุ มีความทุกข์และความสุขเป็นผล ทำกุศลกรรมฝ่ายบุญย่อมมีความสุขเป็นผล ทำอกุศลกรรมฝ่ายบาป ย่อมได้รับความทุกข์เป็นผล อย่างนี้เป็นต้น
คำสอนที่ว่าสัตว์โลกเกิดมาเพราะมีกรรมเป็นเหตุ มีพุทธศาสนาเท่านั้นที่สอนอย่างนี้ ฉะนั้นคนที่เชื่อเรื่องผลกรรมจึงมีแค่ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาเท่านั้น และคนในโลกส่วนมากเขาก็มีความเชื่อและนับถือศาสนาอื่นๆ กัน
ดังนั้น เมื่อผู้คนในโลกนี้มีความเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมแค่ส่วนน้อย คนส่วนใหญ่ในโลกนี้จึงมีความเห็นแก่ตัว มีการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ที่เอารัดเอาเปรียบ ช่วงชิงแก่งแย่งผลประโยชน์ในทางโลกีย์โลกกัน ผู้มีอำนาจในระบบการปกครองมนุษย์ก็ใช้โอกาสที่เหนือกว่าเอารัดเอาเปรียบกดขี่คดโกงผู้ด้อยโอกาสกว่า ประเทศชาติที่มีอำนาจทางกำลังพล อำนาจทางอาวุธยุทโธปกรณ์ และอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่า ก็ย่อมใช้อำนาจเหล่านั้นกดขี่เอารัดเอาเปรียบประเทศชาติที่ด้อยศักยภาพกว่า
อย่าว่าแต่มนุษย์เลย แม้แต่สัตว์ดิรัจฉานที่มีกำลังมากกว่าสัตว์ที่อ่อนแอกว่า ก็ย่อมกินสัตว์ที่อ่อนแอกว่าเป็นอาหารเช่นกัน มันเป็นเรื่องธรรมชาติกรรมของวัฏฏะสงสาร
อย่างที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ดิรัจฉาน หากสร้างกรรมนั้นแล้ว ย่อมได้รับผลกรรมนั้นๆ เช่นกัน ไม่ว่าจะทำกรรมเพราะความโง่เขลา ความไม่รู้ก็ตาม หรือเพราะความฉลาดความมีปัญญาก็ตาม นี้เป็นกฎแห่งวัฏฏะสงสาร เป็นกฎแห่งกรรม เป็นกฎแห่งสากลโลก “เมื่อศีลธรรมไม่กลับมาโลกาจะวินาศ”
คติธรรมนี้เป็นคติธรรมของหลวงพ่อท่านพุทธทาส เป็นคติธรรมที่มีความหมาย และเป็นคติธรรมที่วิเคราะห์มองการไกลถึงอนาคตของโลกที่ผู้คนจะเสื่อมจากศีลธรรม และจะเกิดการแก่งแย่งช่วงชิงอำนาจทางโลกีย์โลก ช่วงชิงทรัพยากรของโลกที่ขาดแคลนลงทุกขณะ 1.เกิดสงครามแก่งแย่งช่วงชิงยึดครองประเทศ 2.เกิดสงครามแก่งแย่งช่วงชิงทรัพยากรทางธรรมชาติ 3.เกิดสงครามแก่งแย่งช่วงชิงอำนาจทางเศรษฐกิจ
เหตุการณ์เช่นที่กล่าวมานี้หากเกิดขึ้นจริงในอนาคตกาลข้างหน้า ประเทศที่มีศักยภาพน้อยก็จะเกิดภาวะอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศชาติ และอันตรายต่อความมั่นคงทางศาสนา ส่วนประเทศที่มีศักยภาพเหนือกว่าก็จะใช้ศักยภาพที่เหนือกว่าทำการยึดครองควบคุมประเทศนั้นๆ ให้ตกเป็นเมืองขึ้นและอยู่ภายใต้อำนาจทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ หรือจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ หรือแม้แต่ความเชื่อความนับถือเรื่องศาสนาก็ต้องตกอยู่ภายใต้การถูกกดขี่บังคับให้เชื่อให้นับถือในศาสนาที่เขายึดถืออยู่นั้น
แม้ในปัจจุบันนี้ประเทศมหาอำนาจก็ยังมีการใช้ยุทธวิธีนำเอาศาสนามาตั้งรากฐาน ตั้งเป็นกองกำลังทางจิตวิทยาเพื่อยึดครองความเชื่อของประเทศต่างๆ ให้ตกเป็นทาสทางความเชื่อ หรือตกเป็นทาสทางความคิด ตกเป็นทาสทางวัฒนธรรม เพื่อยึดครองประเทศด้วยวิธีอันแยบยลในเชิงสงครามจิตวิทยา จากนั้นก็ใช้ยุทธวิธีช่วงชิงอำนาจทางเศรษฐกิจเพื่อยึดครองทรัพยากรธรรมชาติของประเทศที่ด้อยศักยภาพกว่าและใช้อำนาจเงินตรามาซื้อตัวประชาชนของประเทศที่ด้อยศักยภาพกว่าเป็นทาสไว้ใช้แรงงาน เพียงแค่ได้เงินตราแค่ไม่กี่สตางค์
แม้ทุกวันนี้ประเทศที่ด้อยศักยภาพ ด้อยการพัฒนาทางด้านโลกาภิวัตน์ ก็ยังตกเป็นทาสทางเศรษฐกิจ คือตกเป็นทาสทางอ้อมของประเทศมหาอำนาจนั่นเอง เรียกว่าการทำสงครามทางปัญญา การต่อสู้กันทางความคิด ถ้าคิดถูกก็ส่งผลให้โลกเจริญ ชาวโลกอยู่กันอย่างสันติสุข ถ้าคิดผิดก็จะส่งผลให้ชาวโลกเกิดความขัดแย้งกัน ต่อสู้ทำลายล้างกันเพื่อความอยู่รอดของชาติเผ่าตน เพื่อความยิ่งใหญ่ ความมีศักยภาพ ความมีศักดิ์ศรีของชาติเผ่าตน และจะส่งผลให้ชาวโลกมีความเป็นอยู่อย่างหวาดระแวงเป็นทุกข์
ในปัจจุบันนี้มนุษย์โลกกำลังทำสงครามต่อสู้กันทางด้านเศรษฐกิจ ด้านจิตวิทยา เพื่อช่วงชิงผลประโยชน์ทางโลกีย์โลก โดยการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติเป็นเครื่องมือ และทรัพยากรทางธรรมชาติที่ชาวมนุษย์โลกได้ใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้ทั้งทางอุปโภคและบริโภคหรืออาวุธยุทโธปกรณ์ และในการต่อสู้นั้นทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้นับวันก็จะร่อยหรอขาดแคลนลงทุกขณะ
ดังนั้น เมื่อทรัพยากรในโลกนี้ขาดแคลนลง ทุกชีวิตในโลกนี้ก็จะต้องดิ้นรนไขว่คว้าเอามาสะสมไว้เพื่อความอยู่รอดของตน เพื่อประเทศชาติของตน โดยการต่อสู้แก่งแย่งช่วงชิงด้วยการเอาเปรียบทางความคิด เชิงเศรษฐกิจบ้าง ด้วยเชิงสงครามจิตวิทยาบ้าง ด้วยการใช้กำลังและอาวุธยุทโธปกรณ์บังคับช่วงชิงทำลายล้างบ้าง
ฉะนั้นเมื่อมนุษย์มีความเห็นแก่ตัว แก่งแย่งผลประโยชน์ในทางโลกีย์โลกกัน ผู้ที่มีกำลังเหนือกว่าก็จะใช้กำลังบังคับแก่งแย่งเอาผลประโยชน์นั้นมาบ้าง โดยการใช้ยุทธวิธีการต่อรองในเชิงเศรษฐกิจที่เหนือกว่าบ้าง ฉะนั้นชนชาติใดหรือประเทศชาติที่มีศักยภาพและกำลังมากกว่าชนชาติหรือประเทศชาติที่ด้อยศักยภาพกว่า จะใช้โอกาสนั้นทำการแก่งแย่งช่วงชิงเอามาเป็นของตน เมื่อประเทศที่ด้อยศักยภาพถูกประเทศมหาอำนาจแก่งแย่งเอาผลประโยชน์ไป เศรษฐกิจในประเทศนั้นๆ ก็ตกต่ำ ผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ฝืดเคือง เงินทองไม่ค่อยจะพอใช้จ่ายในการหาเลี้ยงตน เลี้ยงครอบครัว
อย่างเช่นประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ หากในอนาคตเศรษฐกิจตกต่ำอย่างที่กล่าวมาแล้ว จากคนที่เคยมีเงินเหลือจากจับจ่ายใช้สอยเพื่อเลี้ยงชีพตนและครอบครัวตนแล้ว ก็ยังมีการนำเงินมาบริจาคทานทำบุญทำกุศล แต่หากเกิดสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำมีความเป็นอยู่ขัดสน ผู้คนก็จะไม่มีเงินมาบริจาคทานทำบุญในพระพุทธศาสนา ก็จะส่งผลให้พระภิกษุหรือบรรดานักบวชพากันพึ่งพาตัวเอง โดยการทำอาหารบริโภคเองบ้าง โดยการทำไร่ทำนาหาเลี้ยงชีพด้วยตนเองบ้าง โดยการทำธุรกิจเป็นของตนเองบ้าง เพื่อความอยู่รอด
เมื่อในเพศแห่งนักบวช มีการใช้ชีวิตที่ลำบาก มีการหาเลี้ยงชีพไม่คล่องตัวเหมือนเพศฆราวาส สถานการณ์ก็จะบีบบังคับให้ต้องสึกหาลาเพศบรรพชิตออกไปเผชิญชีวิตในทางโลก เมื่อนักบวชหรือผู้สืบทอดอายุพระพุทธศาสนาลดจำนวนลง คำสอนทางพระพุทธศาสนาก็จะค่อยๆ ขาดผู้สืบทอดสั่งสอนในพระธรรมคำสั่งสอน เพราะผู้คนมัวแต่ไปสนใจและยุ่งอยู่แต่ในเรื่องหาเลี้ยงชีวิตให้รอดไปวันๆ อย่างเช่นเหล่าสัตว์ทั่วไป และศาสนาก็จะค่อยๆ เสื่อมสูญไปจากโลกมนุษย์ในที่สุด ด้วยเหตุนี้เป็นส่วนมาก
และอีกประการหนึ่งพุทธศาสนาจะเสื่อมไปจากโลกมนุษย์เพราะภัยสงครามล้มล้างศาสนายึดครองประเทศและอาณานิคม ฉะนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้พระพุทธศาสนาเสื่อมสูญไปจากโลกมนุษย์
แล้วเราควรทำอย่างไร..? และเราก็มีแนวคิดวิธีการป้องกันแก้ไขเพื่อไม่ให้พระพุทธศาสนาเสื่อมสูญไปจากโลกมนุษย์นี้ง่ายๆ มาฝากชาวพุทธบริษัททั้งหลาย จงได้ช่วยกันปกป้องมรดกอันประเมินค่ามิได้นี้ไว้ให้ลูกหลานอนุชนรุ่นหลังได้มีที่พึ่งทางใจ และได้มีหลักครองชีวิต แนวทางปฏิบัติเพื่อให้ถึงความพ้นทุกข์ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อชาวสัตว์โลกสืบไป…
เราควรคิดอย่างไร..? พูดอย่างไร..? ทำอย่างไร..? ที่จะให้พระพุทธศาสนานี้คงอยู่คู่โลกนี้อย่างยั่งยืน เพื่อประโยชน์ต่อชาวโลก คือ..
1.เราต้องคิดอย่างมีวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ถึงความเจริญและความเสื่อมเกี่ยวกับการปฏิบัติตนของชาวโลกส่วนใหญ่ ว่าการปฏิบัตินั้นถูกต้องตามทำนองครองธรรมแห่งพุทธพจน์มากน้อยเพียงใด ที่จะทำให้ชาวโลกส่วนใหญ่เกิดสันติสุขและมีความเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา คิดที่จะเผยแผ่หลักธรรมคำสั่งสอนในเชิงรุกในยุคแห่งโลกาภิวัตน์ โลกแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีความคิดที่จะประกาศเผยแผ่หลักพุทธพจน์แห่งองค์พระผู้มีพระภาคเจ้าให้ขจรขจายไปยังต่างแดน ไปยังประเทศมหาอำนาจให้พิสูจน์ได้ว่าคำสั่งสอนแห่งวิถีพุทธนี้เป็นหลักสัจธรรมความจริงที่จะทำให้โลกเกิดความสันติสุข
เมื่อประเทศมหาอำนาจได้หันมาศรัทธาในคำสอนแห่งพุทธศาสนาแล้ว ก็จะทำให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่ได้ในโลกนี้อีกยาวนาน เพราะมีประเทศมหาอำนาจนั้นคอยปกป้องและรักษาพระพุทธศาสนาไว้
โดยเฉพาะในเวลาอันใกล้นี้ กลุ่มประเทศอาเซียนกำลังจะผนึกกำลังกันในส่วนภูมิภาคอาเซียน และส่วนใหญ่ในประเทศอาเซียนจะนับถือพระพุทธศาสนา แต่ในแต่ละประเทศนั้นจะมีแนวทางการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน โดยจะปฏิบัติตาม
เจ้าลัทธิ ที่แบ่งเป็นลัทธิแนวทางการปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไป ถ้าฝ่ายเถรวาท เรามีแนวปฏิบัติที่ไม่เป็นเอกภาพและยังไม่เข้มแข็งในเรื่องของศรัทธาต่อแนวทางปฏิบัติ ยังมีปฏิปทาที่อ่อนแออยู่ ก็จะเสียเปรียบลัทธิอื่นโดยง่าย เพราะลัทธิอื่นอาจจะมีกลยุทธ์ในการเผยแผ่ที่เข้าถึงความศรัทธามากกว่า ก็จะทำให้สถานการณ์พุทธศาสนาเราถูกข้าศึก คือเจ้าลัทธิอื่นโจมตีให้เสียรูปแบบการประกาศเผยแผ่หลักธรรมคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนาได้โดยง่าย
แต่ถ้าหากเรารู้ตัวก่อนและคิดหาวิธี ใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส ก็คือการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเชิงรุก มีการสื่อความหมาย แปลภาษาแต่ละภาษาให้ผู้คนที่เข้ามาเยือนประเทศไทย ที่เรียกว่าเปิดประเทศเป็นเสรี ทั้งทางด้านการค้า ทั้งทางด้านความเชื่อในเรื่องศาสนา และกฎกติกา กฎบัตรระหว่างประเทศที่ต้องยึดถือปฏิบัติ
ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาในแต่ละประเทศ อันเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเผยแผ่วิถีพุทธ ที่จะให้คนส่วนใหญ่เข้าใจ และมีความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา
2.เราต้องพูด ต้องสื่อสารด้วยภาษาที่เป็นสากลและเข้าใจง่าย เพื่อความมีประสิทธิภาพในการเผยแผ่คำสอนทางพระพุทธศาสนาในเชิงรุก
ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารนี้เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องนำมาเป็นตัวประสานในการเผยแผ่ในเชิงรุก เพื่อให้ต่างชาติต่างศาสนาได้มีความเข้าใจโดยง่าย และเป็นการลดปัญหาอุปสรรคต่อการสื่อสารให้เข้าใจในความหมายที่เรานั้นได้เผยแพร่ออกไปยังประชากรที่เป็นสากลโลก ไม่ว่าจะเป็นการเผยแผ่ทางด้านการพูดก็ดี หรือการเผยแผ่ทางการเขียนก็ดี เพราะสิ่งนี้จะเป็นแสนยานุภาพในการเผยแผ่ที่สำคัญ ที่จะทำให้การเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาของเรามีศักยภาพ เพื่อการเผยแผ่และปกป้องพระพุทธศาสนาของเราให้ยั่งยืนสืบไป
3.เราต้องทำ ต้องปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างต่อผู้ตาม เราต้องทำต้องปฏิบัติให้ตรงต่อคำสอนของพระบรมศาสดาเพื่อมิให้คำสอนทางพระพุทธศาสนานั้นเป็นไปในเชิงพาณิชย์ เพราะนั่นหมายถึงการทำลายศาสนาให้เสื่อมถอยลง ตรงกันข้ามกับการเผยแผ่และธำรงไว้ซึ่งแก่นแท้แห่งคำสอนพุทธวิถี เหตุเพราะโลกได้วิวัฒนาการไปไกลเกินกว่าที่คนในสากลโลกจะมางมงายในคำสอนที่เป็นไปในทางไม่ตรงต่อพุทธดำรัส ไม่ตรงต่อหลักเหตุผลความเป็นจริง
ฉะนั้นเราต้องปฏิบัติให้ตรงต่อพุทธวิถี เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีต่อผู้สืบทอดอายุพระพุทธศาสนา และเพื่อเป็นการเผยแพร่ต่อผู้ที่เป็นปัญญาชน ที่เป็นมหาอำนาจในโลกนี้ให้หันมาศรัทธาและช่วยเผยแผ่ให้พระพุทธศาสนานี้คงอยู่คู่โลกสันนิวาสนี้ สืบไป

