การเมืองในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั่วโลกนำความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาสู่ประเทศใหญ่น้อยทั่วโลก ทั้งจากการปลดปล่อยอาณานิคม และการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในหลายประเทศ เมื่อพม่าได้รับเอกราชในต้นปี 1948 ภายในจีนกำลังปั่นป่วน กองทัพฝ่ายคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของเหมา เจ๋อตง กำลังได้เปรียบกองทัพจีนคณะชาติของเจียง ไคเชก ในวันที่ 1 ตุลาคม 1949 พรรคคอมมิวนิสต์สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นสำเร็จ ด้วยนโยบายเป็นกลางที่พม่าวางไว้ในยุคสงครามเย็น การสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นทั้งประเทศขนาดใหญ่ เป็นประเทศมหาอำนาจทางฝั่งคอมมิวนิสต์ และมีบทบาทต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของพม่า จึงต้องสร้างขึ้นอย่างระมัดระวัง
ในทางทฤษฎี นโยบายต่างประเทศหลักของพม่าคือการเป็นมิตรกับทุกประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ผู้นำพม่ารู้ดีว่าตนไม่มีทางต่อกรกับการรุกรานจากภายนอกได้อีก เพราะแค่ปัญหาภายในประเทศ ทั้งสงครามกลางเมืองกับชนกลุ่มน้อย การปลุกปล้ำกับกองทัพจีนคณะชาติที่แทรกซึมเข้ามาตามตะเข็บชายแดนจีน-พม่า รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างคนในพรรครัฐบาล AFPFL ด้วยกันเองก็สร้างความปวดหัวให้คนในรัฐบาลจนทำให้นโยบายการต่างประเทศดูเป็นเรื่องรองลงไปเมื่อเทียบกับนโยบายด้านการเมืองและการรักษาความสงบภายในชาติ จุดอ่อนของพม่า ที่ยังสัมผัสได้ในจุดยืนของคนในรัฐบาลพม่ามาจนถึงปัจจุบัน คือความกลัวการถูกแทรกแซงจากภายนอก และการมองท่าทีของนานาชาติในแง่ลบไว้ก่อน ทำให้บ่อยครั้ง ประเทศเพื่อนบ้านทั้งจีน อินเดีย หรือแม้แต่ไทยเอง มองว่าพม่าไม่จริงใจที่จะผูกมิตรกับประเทศที่อยู่ติดรั้วตัวเองแท้ ๆ
นโยบายรักษาความเป็นกลางที่นับว่าเป็น “เทรนด์” ของประเทศเกิดใหม่ในยุคสงครามเย็นกลับสร้างความไม่พอใจให้กับทั้งจีนและสหรัฐอเมริกา หลิว เส้าฉี อีกหนึ่งแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์จีน เคยประณามประเทศที่วางตัวเป็นกลางไว้อย่างรุนแรง โดยเขามองว่า “ความเป็นกลาง” เป็นเพียงการพรางตัวเพื่อให้ประเทศโลกที่สามอยู่รอดปลอดภัยในยุคที่มหาอำนาจต่างกระหายหาพันธมิตรของตน ดังที่กล่าวไปแล้วในสัปดาห์ก่อนๆ ในทางปฏิบัติ นโยบายรักษาความเป็นกลางไม่เคยเกิดขึ้นจริง พม่าเองต้องการเป็นมิตรกับจีน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องแสดงออกให้โลกเห็นว่าตนมิได้ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ รัฐบาลพม่าสร้างนโยบายต่างประเทศแบบพิเศษนี้กับจีน และตั้งชื่อว่า “เป้า พอ” (Puak-Phaw) ที่แปลว่า การทูตแบบญาติมิตร
ในระหว่างปี 1948 ถึงปลายปี 1949 พม่ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีนภายใต้พรรคก๊กมินตั๋ง แต่เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะในปลายปี 1949 รัฐบาลพม่าถอนการสนับสนุนพรรคก๊กมินตั๋ง หันไปสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์จีน และกลายเป็นประเทศนอกกลุ่มคอมมิวนิสต์ประเทศแรกที่ให้การรับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน แม้พม่าจะเป็นประเทศในเอเชียประเทศแรกที่ยอมรับสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ แต่ท่าทีของเหมา เจ๋อตง ที่มีต่อพม่าในขณะนั้นกลับเป็นไปในเชิงลบ เหมาเคยปรารภไว้ว่าพม่าและประเทศที่วางตัวเป็นกลางอื่นๆ เช่น อินเดีย และอินโดนีเซีย ไม่มีความจริงใจต่อจีน คบหาจีนเพียงเพราะคำนวณมาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าจะได้ผลประโยชน์จากจีน ในขณะที่ประเทศในกลุ่มคอมมิวนิสต์ อย่างโซเวียต ยูเครน เกาหลีเหนือ หรือโปแลนด์ สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีนในทันทีโดยไม่คิดถึงผลประโยชน์ส่วนตน
ความสัมพันธ์ระหว่างพม่ากับสาธารณรัฐประชาชนจีนเต็มไปด้วยการคำนวณผลดีผลเสียและผลประโยชน์ที่พม่าจะได้รับดังที่เหมาเปรยไว้จริง เป้าหมายหลักของการคบค้ากับจีนคือการป้องกันไม่ให้จีนเข้าไปแทรกแซงในกิจการภายในของพม่า การเจรจาระหว่างพม่ากับจีนจึงเป็นไปในเชิงโน้มน้าวให้จีนเชื่ออย่างสนิทใจว่าพม่าเป็นกลาง ต่อต้านการคุกคามของจักรวรรดินิยมตะวันตกทุกรูปแบบ และยังดำเนินนโยบายเพื่อเอาอกเอาใจปักกิ่งโดยเฉพาะ เห็นได้จากนโยบาย “จีนหนึ่งเดียว” ที่ยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีน
เวลาผ่านไปหลายปีนับตั้งแต่รัฐบาลพม่าตั้งสถานเอกอัครราชทูตของตนประจำกรุงปักกิ่งในเดือนมิถุนายน 1950 ความสัมพันธ์ระหว่างพม่ากับจีนยังเป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีการเจรจาใดๆ ระหว่างคนสำคัญๆ ในรัฐบาลจนกระทั่งโจว เอินไหล นายกรัฐมนตรีจีน เดินทางเยือนพม่าอย่างเป็นทางการในปี 1954 นับตั้งแต่นั้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติดีขึ้นตามลำดับ เนื่องด้วยความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครอบครัวของอู นุ และโจว เอินไหล ก่อนหน้านี้จีนมองพม่าอยู่ห่างๆ เพราะปักกิ่งก็ไม่เชื่อว่าพม่าจะเป็นภัยคุกคามของตนได้ ด้วยปัญหาภายในของพม่าเองและท่าทีอันเป็นมิตรที่พม่าแสดงให้จีนเห็นอยู่เนืองๆ อย่างไรก็ดี ระหว่างปี 1950-1954 มีเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่จีนใช้พิสูจน์ “ความจริงใจ” ของพม่า เหตุการณ์แรกคือท่าทีที่พม่ามีต่อจีนในที่ประชุมสหประชาชาติ ต่อมาคือทัศนคติของพม่าที่มีต่อสงครามเกาหลี และทิเบต
สำหรับกรณีข้อพิพาทในเกาหลี พม่าไม่เห็นด้วยกับเกาหลีเหนือ และเลือกสนับสนุนมติของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่จะส่งกองทัพเข้าไปช่วยเกาหลีใต้ และในกรณีของทิเบต อู ถั่น ที่ในเวลานั้นเป็นเลขาธิการด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์เห็นว่าพม่าจะไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างจีนกับทิเบต แต่ในขณะเดียวกันก็ประกาศชัดเจนว่าพม่าไม่เห็นด้วยกับการที่ประเทศใหญ่ใช้กำลังบุกรุกประเทศขนาดเล็กในทุกรูปแบบ และยืนยันว่าจีนควรหาทางสร้างสันติสุขกับทิเบตมากกว่าการทำสงครามและยึดครองทิเบต
หากจะสรุปท่าทีระหว่างพม่ากับจีนในช่วงแรก คือในต้นทศวรรษ 1950 ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นไปในทางถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่ก็หวาดระแวงซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะฝั่งจีนที่ยังสงวนท่าที มิตรไมตรีของทั้งสองชาติจึงแสดงออกมาผ่านความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำบางคนในรัฐบาล มากกว่าในระดับรัฐ ในช่วงเดียวกัน พรรคคอมมิวนิสต์พม่าก็เริ่มอ่อนแรง ความหวาดระแวงว่ารัฐบาลจีนจะสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์พม่าจึงเริ่มหายไป พม่าจึงเป็นประเทศแรกๆ ที่ยอมรับ “หลักการห้าข้อว่าด้วยการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข” ที่จีนออกแบบขึ้นมาในราวปี 1954 และด้วยกรอบความเข้าใจนี้เองที่จะทำให้จีนเริ่มมองพม่าเป็นมหามิตรประเทศใหม่ เคียงคู่ประเทศในกลุ่มคอมมิวนิสต์อื่นๆ หลังจากนี้ ผู้นำทั้งสองประเทศจะไปมาหาสู่กันอีกหลายครั้ง เมื่ออู นุไปเยือนจีนในปลายปี 1954 คณะผู้แทนของรัฐบาลพม่าเดินทางในจีนถึง 17 วัน และได้สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับเหมา เจ๋อตง และจีนก็ตกลงซื้อข้าวจากพม่าถึงปีละเกือบ 2 แสนตัน ระหว่างปี 1955-1957 ในช่วงที่การค้าพม่าตกต่ำสุดขีด และไม่มีทีท่าจะฟื้นขึ้นมาได้ง่ายๆ
ในความคิดของผู้นำพม่า จีนจึงไม่ใช่เพียงมหาอำนาจในฝั่งคอมมิวนิสต์ที่น่าเกรงขาม แต่ยังเป็นเสมือนเพื่อนและญาติที่คอยรับฟังปัญหา มอบความเข้าอกเข้าใจ และยื่นมือมาช่วยในยามคับขัน แตกต่างจากชาติมหาอำนาจตะวันตกอื่นๆ ที่พม่ามักมองด้วยความหวาดระแวงสูงสุด

