สถานการณ์ก่อนเลือกตั้ง วันนี้ไม่ใช่เรื่องการหาเสียงเลือกตั้งที่แบ่งออกเป็นสองฝั่ง คือฝั่งประชาธิปไตยกับฝั่งเผด็จการ แต่กลับกลายไปเป็นฝั่งสร้างความแตกแยกกับฝั่งสร้างความปรองดอง
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งการเลือกตั้งปี 2500 เดือนกุมภาพันธ์ ฝั่งที่ต้องการอำนาจทางการเมืองคล้ายกับเผด็จการวันนี้ แต่ผู้ต้องการอำนาจทางการเมืองคือกลุ่มของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่พยายามใช้เสียงจากฐานทางทหารโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครเป็นหลัก
ฝั่งประชาธิปัตย์ และฝั่งเลือกตั้งอิสระที่มี 2-3 ฝ่าย ต่างอิงแอบฝ่ายจอมพล ป.พิบูลสงคราม กับฝ่ายนายควง อภัยวงศ์ และฝ่ายที่ไม่รู้ว่าจะเอาฝ่ายไหน รู้แต่ว่า ใครชนะก็เข้ากับฝ่ายนั้น
ฝ่ายจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีเสียงจากทหารที่ตั้งฐานแทบว่าทุกมุมเมืองในพระนคร ส่วนเสียงของนายควง อภัยวงศ์ คือเสียงของประชาชนทั่วไป
การเลือกตั้งครั้งนั้นไม่มีแบ่งเขต จังหวัดพระนครกับจังหวัดธนบุรีเป็นคนละเขตเลือกตั้ง หากพรรคเสรีมนังคศิลาได้รับเลือกในจังหวัดพระนครเป็นเสียงข้างมาก โอกาสจัดตั้งรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเสียงข้างมากจากทั่วประเทศมีมากกว่า
การเลือกตั้งครั้งนั้น พรรคเสรีมนังคศิลาใช้ขบวนการหลากหลายทำให้เกิดการเลือกตั้งสกปรก ใช้กำลังพลทหารเป็นฐานในการ “โกง” เลือกตั้ง ส่วนฐานของพรรคประชาธิปัตย์มีประชาชนที่นิยมนายควงและพรรคประชาธิปัตย์เป็นหลัก
ครั้นพลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปฏิวัติยึดอำนาจ การเลือกตั้งแม้จะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แต่เมื่อพลเอกถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถควบคุมการเมืองการปกครองได้ พลเอกสฤษดิ์ภายหลังเป็นจอมพลกลับจากสหรัฐอเมริกามาปฏิวัติรัฐบาลที่ตัวเองตั้งขึ้นมา แล้วขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นยุคที่ทหารครองเมืองอย่างแท้จริง สืบเนื่องแม้จอมพลสฤษดิ์จะถึงแก่อสัญกรรมไปแล้ว จอมพลถนอม กิตติขจร ยังคงเป็นรัฐบาลทหารครองอำนาจต่อไป กระทั่งทนเสียงเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญไม่ไหวจึงต้องเร่งรัดใช้รัฐธรรมนูญและจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้น มีจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นหัวหน้าพรรคสหประชาไทย
ระบบการเมืองการเลือกตั้งของประเทศไทยปรับเปลี่ยนไปแทบว่าทุกครั้ง จากไม่ต้องสังกัดพรรค มาสังกัดพรรค แบบแบ่งเขต แบบรวมเขต แบบเป็นพวง “เหมือนฟังดนตรีทั้งคณะ” แบบแยกพวง แบบสารพัดแบบ มาถึงแบบเขตเดียวเบอร์เดียว แบบบัตรสองใบ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใบหนึ่ง แบบเลือกสมาชิกวุฒิสภาใบหนึ่ง แบบเลือกพรรคใบหนึ่ง เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใบหนึ่ง
ที่สุดครั้งนี้ผู้สมัครทุกคนต้องสังกัดพรรคตามกำหนด เลือกเขตเดียวคนเดียว ได้ทั้งสมาชิกเขต สมาชิกบัญชีรายชื่อ พรรคที่จัดตั้งรัฐบาล พรรคที่เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ส่วนสมาชิกวุฒิสภาเป็นเรื่องของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คนอื่นไม่เกี่ยว ทั้งคนที่เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังมีชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปอีกด้วย
นับเป็นการเลือกตั้งที่แปลก ขนาดกำหนดวันเลือกตั้งก็แล้ว ประกาศรายชื่อผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งก็แล้ว ให้ไปลงรายชื่อเลือกตั้งล่วงหน้าก็แล้ว ออกหาเสียงกันจ้าละหวั่นก็แล้ว
หน็อย ยังมีคำว่า “แล้วจะมีเลือกตั้งไหม” อีกแน่ะ
พอพรรคการเมืองมีนโยบายขอให้ลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมลงบ้างสัก 10% เอ้า !!! ผู้บัญชาการทหารบกกลับให้ผู้พูดพรรคนั้นไปฟังเพลง “หนักแผ่นดิน” แถมสถานีวิทยุสังกัดกองทัพบกเปิดเพลงหนักแผ่นดินให้กระหึ่มไปทั้งเมือง
ประเทศไทยมีฝ่ายมาหลายยุค ทั้งยุค “ขวาพิฆาตซ้าย” ยุค “พรรคเทพพรรคมาร” ยุค “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ยุค “เปรี้ยงๆ ส่งเสียงฟ้าฟาด” ยุค “อย่าดึงฟ้าต่ำ” วันนี้ ยุค “จะเลือกเผด็จการหรือประชาธิปไตย”
พรุ่งนี้ หลังเลือกตั้งจะมีรัฐบาลไหม ? อ้าว !!! มีคำถามอีกแล้ว เอาน่า ขอเลือกตั้งก่อนเหอะ

