พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ หรือพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร ซึ่งหลายคนเรียกท่านว่า “พระองค์วรรณฯ” ทรงเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตในหลายประเทศ รวมถึงเคยรับหน้าที่สำคัญๆ มากมายในองค์การสหประชาชาติ
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เสด็จในกรมฯ ยังได้ทรงดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในคณะรัฐบาล ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรองนายกรัฐมนตรี ทั้งในรัฐบาลที่นำโดยสมาชิกคณะราษฎร และรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์-จอมพลถนอม กิตติขจร
พระองค์วรรณฯ ทรงเคยดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสถาน เนื่องด้วยการมีความสามารถสูงส่ง ในการแปล/แปรคำศัพท์สำคัญๆ จากภาษาอังกฤษ ให้กลายมาเป็นภาษาไทย และศัพท์ที่ท่านทรงบัญญัติไว้เป็นจำนวนมาก ก็ยังถูกใช้สอยมาจนถึงปัจจุบัน
ครั้งหนึ่งในปาฐกถาหัวข้อ “สยามพากย์” เสด็จในกรมฯ ทรงระบุว่า
“ภาษาไทยนี้แหละจะเป็นหลักประกันแห่งความมั่นคงของประชาชาติไทยต่อไป เพราะว่า ถ้าเรานิยมใช้คำฝรั่งทับศัพท์ในคำที่เกี่ยวกับความเห็นแล้ว เราอาจเดินเร็วเกินไปก็ได้ กล่าวคือเราอาจถ่ายแบบของเขามา โดยแทนที่จะดัดแปลงเสียก่อนให้เข้ารูปเข้าทำนองความคิดความเห็นของเราดังนี้ก็เป็นได้
“แต่ถ้าเราใช้คำไทยและต้องคิดคำไทยขึ้นใหม่แล้ว เราต้องค่อยเดินค่อยไป ต้องคิดคำไทยให้คนไทยเข้าใจ ในชั้นต้นต้องให้คนไทยที่มีภูมิรู้อย่างไทยเข้าใจก่อน แล้วคำที่คิดขึ้นนั้นจึงจะได้ใช้กันให้เป็นที่เข้าใจแพร่หลายออกไปอีกชั้นหนึ่ง”
ในบทความชื่อ “การบัญญัติศัพท์ภาษาไทย” พระองค์วรรณฯ ทรงเขียนถึงความสำคัญของการบัญญัติศัพท์เพิ่มเติมว่า
“ในขณะนั้น (หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475) เหมือนกันที่ข้าพเจ้าขะมักเขม้นในการคิดศัพท์ ข้าพเจ้าเล็งเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมิใช่แต่เพียงเปลี่ยนแปลงการปกครองเท่านั้น หากเป็นการเปลี่ยนหลักมูลในวิถีชีวิตของประชาชาวไทย … ซึ่งข้าพเจ้าใคร่จะชี้แจงให้ประชาชาวไทยทราบ
“ข้าพเจ้าจึงได้จัดตั้งหนังสือพิมพ์ ชื่อ ประชาชาติ และก็ได้เผชิญทันทีกับความจำเป็นที่จะคิดศัพท์ใหม่ เพราะในการที่จะเข้าสู่ประชาชนและเข้าถึงประชาชน เราจะใช้คำอังกฤษซึ่งยังไม่ได้ซึมซาบเข้าไปในระบบความคิดของเรานั้นไม่ได้…”
หากประเมินจากฐานคิดและมุมมองปัจจุบัน ข้อเสนอของเสด็จในกรมฯ อาจฟังดู “อนุรักษนิยม”
ทว่า ก็เป็นจุดยืน “อนุรักษ์” ที่พร้อมจะปรับประสานต่อรองกับต่างชาติ พร้อมจะนำเข้าองค์ความรู้จากต่างประเทศ มาแปล/แปรให้เข้ากับวิธีคิดของคนไทย
น่าสนใจว่า “การเดินช้า” ด้วยกระบวนการบัญญัติศัพท์นั้น มีความเชื่อมโยงกับการพยายามทำให้แนวคิดซับซ้อนในภาษาต่างประเทศ สามารถซึมซาบเข้าสู่การรับรู้ของประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่
การเดินทางของภาษาผ่านกระบวนการบัญญัติศัพท์จึงมีลักษณะเป็น “ประชาธิปไตย” คือ ต้องได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนเจ้าของภาษา อยู่มิใช่น้อย
แม้แต่พระองค์วรรณฯ เอง ก็ทรงยอมรับว่าเคยบัญญัติศัพท์หลายคำ ที่ “ไม่ติด” ตลาด
เช่น “อัตโนวัติ” ที่น่าจะมีความหมายสอดคล้องกับ “automatic” มากกว่า “อัตโนมัติ” “พฤทธิธรรม” ซึ่งเป็นคำแปลแรกเริ่มของศัพท์ว่า “culture” ก่อนจะทรงเปลี่ยนเป็น “วัฒนธรรม” ที่ “ติด” มากกว่า หรือ “ภูว” ซึ่งเป็นคำศัพท์เลียนเสียงของ “power” แต่ไม่เป็นที่นิยมเท่าคำว่า “อำนาจ” เป็นต้น
ที่สำคัญอีกประการ คือ เสด็จในกรมฯ ทรงเคยตั้งข้อสังเกตเรื่องการมีความหมายคล้ายคลึงกันของคำศัพท์ในภาษาต่างๆ เช่น แม้น (ไทย) มาตร (บาลี-สันสกฤต) even (อังกฤษ) และ même (ฝรั่งเศส) เอาไว้ว่า
“นี่เป็นคำตัวอย่างอันหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นทำนองความคิดเห็นของมนุษย์ซึ่งไม่ได้เอาอย่างกัน เพราะไม่มีความเกี่ยวพันกันในขณะคิดวิธีพูดขึ้นนั้น แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่า ความคิดของมนุษย์มีทำนองที่เดินคล้ายกัน…”
น่าคิดต่อว่านอกจากคำเล็กๆ เหล่านี้แล้ว ยังมีหลักการสากลใดๆ บ้างหรือไม่? ที่มนุษย์ในหลากประเทศหลายทวีป สามารถยึดถือเป็น “คุณค่าสูงสุด” ร่วมกันได้

