กลายเป็นเรื่องที่ผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาถกเถียงกันอย่างหนัก ทั้ง “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย” กรณี กกต.แจ้งผลการหารือถึงแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. โดยเฉพาะการวางตัวนั้น สามารถให้การแนะนำหรือช่วยเหลือ ในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองได้ อันเป็นการสนับสนุนผู้สมัครในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง
สวนทางกับคำสั่งของกระทรวงมหาดไทยที่แจ้งเตือนไปยังจังหวัด เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง รวมถึงผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นอย่างเข้มข้นที่ต้อง “วางตัวเป็นกลาง” ต่อการเลือกตั้ง ส.ส.ในครั้งนี้ ตั้งแต่ 9 ม.ค. 62 ระบุไว้ว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องทำการสนับสนุนหรือช่วยเหลือคณะกรรมการการเลือกตั้งเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามหน้าที่และอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท.
เป็นการสนับสนุนการทำงานของ กกต. มิใช่การสนับสนุนผู้สมัคร ส.ส.
เท่ากับว่า การร้องเรียนเรื่องนักการเมืองท้องถิ่นเข้ามาจุ้นจ้านช่วยผู้สมัคร ส.ส. ในหลายจังหวัดที่ร้องไปยัง กกต.จังหวัดนับตั้งแต่หลังปิดรับผู้สมัครชิง ส.ส. เมื่อ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นอันตกไปทั้งหมด
กระทรวงมหาดไทยต้องเร่งทำความเข้าใจใหม่ถึงการวางตัวเป็นกลาง ท้องถิ่นจะเข้าไปร่วมวงช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร ส.ส.ได้แค่ไหน
ข้อมูลของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สังกัดกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับจำนวนของ อปท. ที่นับจนถึง 1 ธ.ค.61 ทั้งหมด 76 จังหวัด ตั้งแต่ อบจ. เทศบาล และ อบต. หากนับ กทม.กับเมืองพัทยา รวมกัน 7,852 แห่ง เท่ากับมีผู้บริหารท้องถิ่น 7,852 คน ขณะที่สมาชิกสภาท้องถิ่นรวมกันก็หลักแสนคนขึ้นไป
ทั้งหมดล้วนมาจากการเลือกตั้งตรงของชาวบ้านทั้งสิ้น!
ที่ต้องขีดเส้นใต้ไว้ คำสั่ง ม.44 ที่ยังคงให้บรรดาผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นเหล่านี้รักษาการในตำแหน่งไปเรื่อยๆ จะพ้นตำแหน่งก็ต่อเมื่อ กกต.มีประกาศให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น
ข้อกังขาที่ตามมากำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนถึง “ความเป็นกลาง” ทั้ง “ความบริสุทธิ์ ยุติธรรม และโปร่งใส” จะทำกันได้มากน้อยแค่ไหน ในห้วงระยะเวลาร่วม 1 เดือนหลังจากนี้ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 24 มี.ค.นี้
หวั่นใจว่า “เจ้าหน้าที่รัฐ” จะทำผิดเสียเอง จะด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม
ขณะที่กำหนดแผนคร่าวๆ ของการเลือกตั้ง อปท. กำลังมีขึ้นหลังจากที่ได้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ได้ตัวนายกฯ พร้อมฟอร์มรัฐบาลเสร็จก็ประมาณกลางปี’62 การเลือกตั้งที่น่าจะเริ่มจาก อบจ.ก่อนก็จะมีขึ้นหลังจากนี้ไม่เกินอีก 2 เดือน ไล่ไปให้ครบเกือบ 8 พันแห่ง
ความได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นอีกหลังจาก ส.ส. ที่ กกต.รับรองผลการเลือกตั้ง ก็ต้องกลับมาตอบแทนบุญคุณของเหล่านักการเมืองท้องถิ่น
ทำให้ต้องวนกลับมาที่เดิมอีกครั้ง มักพูดกันหนักหนาในเรื่องของการสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างพรรคการเมืองเก่าและใหม่ที่ก่อนหน้านี้จริงจังกันมากมาย ยกตัวอย่างเรื่องการรีเซตสมาชิกพรรคการเมืองใหญ่ที่มีฐานสมาชิกเป็นล้านๆ กลับมานับสมาชิกคนที่หนึ่งกันใหม่ต่างต้องเสียค่าสมัครสมาชิกพรรคกันเอง ยากที่จะได้ยอดสมาชิกเหมือนเดิม
กับที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน การให้ผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นช่วยเหลือผู้สมัคร ส.ส.ได้ กลายเป็นว่า พรรคการเมืองหน้าใหม่ถอดด้าม ใหม่ทั้งกรรมการพรรค ใหม่ทั้งผู้สมัคร ส.ส.ต่างเพิ่งตัดสายสะดือขอใบเกิด ไม่เคยมีฐานเสียงหรือเชื่อมโยงการเมืองท้องถิ่นมาก่อน ย่อมเสียเปรียบในทันที
แตกต่างจากพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่ประเภท “เหล้าเก่าในขวดใหม่” ใช้พลังดูดอดีต ส.ส. หลายพรรคเข้ามาอยู่ในคาถาได้เปรียบในทันที สามารถอาศัยความสัมพันธ์ที่เคยมีแต่เดิม ดึงเหล่านักการเมืองท้องถิ่นเหล่านี้มาเป็นหัวคะแนนกลายๆ
เลยนึกย้อนไปถึงคำพูดที่ว่า “การเลือกตั้งนี้รัฐธรรมนูญดีไซน์มาเพื่อพวกเรา” ช่างลงตัวและเหมาะเจาะกันมากขึ้นเป็นลำดับ
เจ้าของวลีดังกล่าวพูดในวันที่กำลังเข้าร่วมพรรคยังยอมรับว่า กระแสของพรรคการเมืองเก่านั้นมีอยู่ จะทำอย่างไรจึงจะเปลี่ยนความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองเก่า ถ้าเปลี่ยนความรู้สึกในกระแสพรรคเก่าไม่ได้ โอกาสที่เราจะชนะจะยาก
เมื่อสถานการณ์เป็นใจกันถึงเพียงนี้ สุดท้ายแล้วต้องให้ประชาชนที่เป็นเจ้าของโหวตทุกเสียงของประเทศนี้ ต้องพิจารณาและตัดสินกันแล้วว่า จะเลือกดีไซน์ให้อนาคตบ้านเมืองเป็นอย่างไร
เสกสรรค์ กิตติทวีสิน

