ดีเบตเศรษฐกิจ โดย ปราปต์ บุนปาน

25.02.19 | 13:00 น.

ท่ามกลางวงดีเบตต่างๆ ที่ถูกจัดขึ้นอย่างคึกคักรับกระแสการเลือกตั้ง

หนึ่งในวงสนทนาเนื้อหาเข้มข้นที่เพิ่งผ่านพ้นไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ก็คือ การดีเบตเรื่องนโยบายเศรษฐกิจระหว่างตัวแทนพรรคการเมือง 4 พรรค ซึ่งจัดโดยทีมงานมติชนสุดสัปดาห์และมติชนทีวี

ผู้เข้าร่วมเสวนาประกอบด้วย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

การดีเบตในวันนั้นอาจไม่มีเงื่อนปมดราม่าหรือวิวาทะร้อนแรงมาเป็นเครื่องชูรส แต่ก็แทนที่ด้วยการถกเถียงเรื่องนโยบายเศรษฐกิจกันอย่างจริงจัง อาทิ

เมื่อมีการตั้งคำถามว่าถ้าได้เข้าไปจัดตั้งรัฐบาล อะไรคือเรื่องเร่งด่วนในทางนโยบายเศรษฐกิจ ที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคต้องการจะทำในช่วง 1-2 เดือนแรก?

Advertisement

แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย เห็นว่าระบบเศรษฐกิจจะเดินได้ด้วยประเด็นเรื่องความเชื่อมั่นและความต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนรู้สึกมั่นใจ

ดังนั้น ถ้าพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาล นโยบายเศรษฐกิจสำคัญๆ ของรัฐบาล คสช. (ที่ไม่ก่อให้เกิดข้อขัดแย้ง) จะได้รับการผลักดันให้เดินหน้าต่อ

ขณะที่จุดเน้นของทางพรรคเองจะชูเรื่องการเพิ่ม “ผลิตภาพ” และสนับสนุนอุตสาหกรรม “ไทยทำ” (เมดอินไทยแลนด์) ในทุกมิติ

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ชี้ว่าความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง ถ้าทุกคนเคารพกติกา, หลักนิติรัฐ และเล่นทุกอย่างตามเกม

ส่วนนโยบายหลักของพรรคจะดำเนินตามสโลแกนหาเสียง “แก้จน สร้างคน สร้างชาติ”

โดยในระยะสั้นเฉพาะหน้า จะต้อง “แก้จน” ด้วยการเร่งเยียวยากลุ่มคนที่กำลังลำบาก เช่น ผู้มีรายได้ตกต่ำจากปัญหาราคาสินค้าเกษตร

ระยะยาวจะต้องลดความเหลื่อมล้ำ ผ่านการ “สร้างคน” ทั้งดูแลเด็กและเยาวชนอย่างเต็มรูปแบบ ปฏิรูประบบการศึกษา และเพิ่มทักษะในการแข่งขันต่างๆ ให้ประชาชนทุกวัย

ด้านเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐย้ำว่าไม่ว่าผลเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ประเทศต้องเดินหน้าต่อ เพื่อให้ประชาคมโลกมีความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจไทย

สำหรับนโยบายของพรรคนั้นจะดูแลคนทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ คนกลุ่มบน ซึ่งแม้จะเป็นส่วนน้อย แต่ก็มีประสิทธิภาพในการแข่งขันที่สูง, คนกลุ่มตรงกลาง หมายถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่างๆ ซึ่งถือเป็นกลุ่มใหญ่ และคนกลุ่มข้างล่าง ซึ่งเป็นประชาชนตัวเล็กๆ ที่ต้องได้รับการหนุนเสริมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

ทั้งหมดจำเป็นจะต้องมีการรองรับด้วยแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว

ปิดท้ายด้วยแคนดิเดตนายกฯ และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งโยนโจทย์ชวนคิดลงกลางวงว่า ในทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เราต้องเลิกเชื่อเรื่องประเทศไทยเป็นฐานการผลิตให้ทุนต่างชาติได้แล้ว

เพราะการดำเนินนโยบายเช่นนั้นมาหลายทศวรรษ ไม่สามารถช่วยให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องทำ คือ การสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศให้เข้มแข็ง

ธนาธรวิเคราะห์ว่าด้วยความที่ไทยยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมิอาจปล่อยระบบเศรษฐกิจให้ดำเนินไปตามกลไกตลาดเพียงลำพัง รัฐจึงต้องเข้าไปอุดหนุนส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรม/ผลิตภัณฑ์แห่งชาติ

เขาเชื่อมั่นว่าเรามีเงินสดและความต้องการภายในประเทศมากเพียงพอ ที่จะก่อให้เกิดอุตสาหกรรมแห่งชาติดังกล่าว

ขณะที่นโยบายอื่นๆ ของพรรคจะวางฐานอยู่บนแนวคิด 3 ประการ ได้แก่ ยกเลิกทุนผูกขาด, กระจายอำนาจจากระบบรัฐราชการรวมศูนย์ และปรับเปลี่ยนให้องค์กร/สถาบันต่างๆ ของภาครัฐ กลับมามีจุดยืนที่เป็นประชาธิปไตย

เหล่านี้คือการแลกเปลี่ยนมุมมอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงกระแสความคิดที่จะพยายามรักษาความต่อเนื่องเชื่อมโยง และความปรารถนาที่จะกระตุ้นเร้าให้เกิดพัฒนาการใหม่ๆ ในสังคม