หน้าแรก คอลัมนิสต์ คำมั่นสัญญาสร...

คำมั่นสัญญาสร้างค่าหรือสร้าง‘กล’ โดย ธงชัย สมบูรณ์

1.03.19 | 13:00 น.

การพัฒนาของทุกๆ ประเทศนั้น สิ่งที่แสดงออกมาในลักษณะเชิงสาธารณะ (Public Sphere) ของนักการเมืองเห็นจะเป็น “การขายนโยบาย” หรือที่เรียกกันแบบเข้าใจง่ายขึ้นคือ การให้คำมั่นสัญญาต่อประชาชนว่า จะทำอะไรต่อไปในอนาคต ด้วยเหตุนี้คำมั่นสัญญาต่างๆ จึงถูกถอดแบบและลงรหัสให้มีลักษณะเชิงรูปธรรมและเชิงประจักษ์เพื่อที่จะดึงดูดและสร้างพลังศรัทธาที่นำมาให้ตนเองประสบผลสำเร็จในสิ่งที่คาดหวัง ซึ่งในความเป็นจริง แล้วยังไม่สามารถที่จะยืนยันได้ว่า คำมั่นสัญญาดังกล่าวจะเป็นพลังที่ดีงามในการวางแผน เป็นแนวทางเพื่อการปฏิบัติและได้ผลของการกระทำที่ให้ไว้จะนำมาสู่การพัฒนาให้กับประชาชนในลักษณะแบบกว้างๆ ได้หรือไม่

ถอดรหัสและลงรหัสของคำมั่นสัญญา

หากพิจารณาให้ถ้วนถี่จะเห็นได้ว่า คำมั่นสัญญาของนักการเมืองในปัจจุบันจะมุ่งการไปสู่สภาวะที่ทันสมัย ยังขาดความเข้าใจที่ชัดเจนว่า “อะไรใหม่ อะไรทันสมัย” ความทันสมัยของบ้านเมืองที่บังเกิดขึ้นย่อมมาจากการพัฒนาที่ก่อเกิดจากการศึกษาทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น นักการเมืองที่ดีต้องให้คำสัญญาต่อผู้คนในรัฐชาติเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเป็นหลักก่อน เพราะสิ่งต่างๆ ที่ตามมาย่อมหมายถึงเส้นทางในการพัฒนาทุกๆ มิติของสังคมแบบองค์รวมได้ดียิ่งขึ้น

ด้วยเหตุนี้ นักการเมืองของประเทศที่กำลังพัฒนาต้องมีการลงรหัสทางการศึกษาเพื่อเป็นคำมั่นสัญญาให้มากขึ้นกว่าเดิม จากข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาการลงทุนทางด้านการศึกษาหรือการสร้างกลไกที่จะมี “อัศวินม้าขาว” ออกมาต่อสู้เรียกร้องหรือสร้างฐานรากจากการศึกษาดูเหมือนค่อนข้างน้อย ซ้ำร้ายที่เห็นกลาดเกลื่อนจากปรากฏการณ์เชิงซ้อนที่เกิดขึ้น คือผู้ที่มีอำนาจทางการศึกษาหาใช่คนที่มีแสงสว่างทางการศึกษาไม่

มองย้อนไปกับการพัฒนาที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ของประเทศฝรั่งเศส หนังสือสัญญาประชาคม (The Social Contract) ของรุสโซ (Jean Jacques Rousseau) เป็นอีกหนึ่งฐานคิดให้กับผู้คนชาวฝรั่งเศสออกมาเรียกร้องสิทธิอันพึงมีของตนเอง หนังสือเล่มนี้แสดงฐานคติที่ว่า สัญญาประชาคมคือความเชื่อถือ คือความดีงามและเป็นสิ่งเดียวที่จำเป็นต้องทำเพื่อการแก้ไขความยุ่งเหยิงในระบบสังคมและการเมืองของฝรั่งเศสในสมัยนั้น ฉะนั้น การเรียกเอาและทวงสิทธิตามธรรมชาติ (Nature rights) ของมนุษย์และพลเมืองให้กลับคืนมาได้นั้นจึงเป็นสิ่งดีและจะต้องแยกให้เจตนารมณ์ทั่วไป (General will) ของสังคมเป็นอำนาจสูงสุด

Advertisement

และสุดท้ายหนังสือเล่มนี้ก็นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงของประชาชนก็นำมาสู่การปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ในปี ค.ศ.1789

ฉะนั้น ถ้าหากนักการเมืองได้ศึกษาแบบเข้าใจและถอดรหัสบางอย่างในหนังสือเล่มนี้ออกมา เชื่อว่าคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ต่างๆ ที่ให้ไว้กับประชาชน คงจะไม่มีผลร้ายตามมาต่อรัฐชาติอย่างแน่นอน

สัญญาประคมและการกระทำ

การกระทำเป็นสิ่งที่บ่งบอกความตั้งใจจริงในการพัฒนาและการดำเนินการทุกอย่าง แต่ลักษณะทางสังคมส่วนมากจะเห็นว่า “ดีแต่พูดและดีแต่ทำ” ทำให้เกิดข้อสงสัยกับประชาชนไม่น้อย ถ้าหากนักการเมืองจะใส่ใจในวาทกรรมนี้ต้องหันกลับมาคิดและไตร่ตรองว่า ดีแต่พูด หมายถึง พูดในสิ่งดีๆ ส่วนดีแต่ทำ นั้นย่อมรวมความถึง ทำให้สิ่งดีๆ วาทกรรมที่ปรากฏออกมาคงจะไม่ใช่วาทกรรมอำพรางแต่อย่างใด การกระทำที่ดีจึงเป็นเครื่องหมายของคนดีโดยทั่วไป และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ สัญญาว่าจะทำอะไรต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนถึงผลกระทบที่จะตามมาในอนาคตด้วย เพราะคำมั่นสัญญาคือกรรมร่วมในอนาคตที่มองไม่เห็น (Invisible collective khramma) ทั้งนี้ นักการเมืองที่ดีต้องมีจริตเบื้องต้นในสร้างคำมั่นสัญญา โดยใช้หลักในการไตร่ตรองและพิจารณาให้แยบคาย ซึ่งสามารถทำได้โดย

1.อย่ากดเหยียบ อย่าคิดว่า “รากหญ้า” ไม่มีฐานคิด ทุกรากมีความสำคัญ การเเบ่งปันโอกาสต่างๆ สังคม เศรษฐกิจ การเมือง และการศึกษาสำคัญยิ่ง

2.อย่าเพิกเฉย ต้องให้ข้อมูลจริงให้ทุก “ราก” ได้รับรู้ เข้าถึง เพื่อสร้างการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และหลอมรวมตกผลึกได้ เพราะข้อมูลที่เป็นความจริงจะเป็นการพัฒนาฐานคติของสังคมยุคข้อมูลได้เป็นอย่างดี

3.อย่าละเลย ทุก “ราก” คือภาคส่วน คือส่วนประกอบของสังคมที่จะต้องอยู่ร่วมกัน ร่วมสรรค์สร้างมิติที่ดีงามเพื่อความยั่งยืนและอยู่ในสังคมโลกได้อย่างปกติสุข

4.อย่าลืม “รากเหง้า” เพราะ “ลืมรากเหง้าก็เผาบรรพชน” ประเทศมีรากเหง้าอย่างไร สังคมมีอัตลักษณ์อย่างไร ชุมชนมีวัฒนวิถีอย่างไร

คํามั่นสัญญาคุณค่าจริงที่ไม่ใช่กลลวง

ภาพฉายที่มองเห็นชัดที่สุดของคำมั่นสัญญาคือ นโยบายที่มากับการหาเสียงในทุกลักษณะ ดังนั้น ประชาชนเองต้องมีการวิเคราะห์ให้ออกว่า “อะไรที่จะเป็นความผูกพันที่ดีในอนาคต อะไรที่จะกลลวงและกับดักให้กับผู้คนรุ่นหลังต่อไป” คำมั่นสัญญาที่มีคุณค่าจริงและเป็นมรรคผลต่อการพัฒนาโดยรวม ต้องมีลักษณะดังนี้

1.คำมั่นสัญญาต้องให้ได้ผล มิใช่ให้ได้พูด โดยเฉพาะทางด้านสังคมทั่วๆ ไป

2.คำมั่นสัญญาในการพัฒนามิติทางสังคมโดยรวม ต้องสร้างสุข มิใช่สร้างภาพ

3.คำมั่นสัญญาที่นำมาเป็นสโลแกนในการ “หาเสียง” ต้องทำได้ มิใช่ได้ทำ

4.คำมั่นสัญญา ต้องสามารถบูรณาการ มิใช่บูรณาเกิน หรือบูรณากอง

5.คำว่า การเมืองนั้น นักการเมืองทั้งหลาย ต้องเข้าใจ มิใช่เข้าสมอง

6.ทุกคำมั่นสัญญาอย่าส่อเจตนาเพื่อตนเองและพวกพ้อง ต้องส่อเจตนาเพื่อพัฒนารัฐชาติเป็นหลัก

7.คำมั่นสัญญาทุกต้องอยู่ในลักษณะที่เป็นไปได้ ไม่เพ้อฝัน และที่สำคัญไม่สร้างความสียหายหรือเกิดความหายนะให้กับอนุชนรุ่นหลังได้

การเมืองจึงเป็นเรื่องของคนทั้งชาติ แต่ทั้งนี้ การเมืองของประเทศที่กำลังพัฒนาพัฒนาต่างถูกมองว่าเป็นเรื่องของผลประประโยชน์ทั้งสิ้น เพราะหลายๆ คนเพิกเฉย ละเลยต่อบทบาทของตนเองที่จะเรียกร้อง “คำมั่นสัญญา” ที่นักการเมืองให้ไว้ตอนที่ยังไม่ได้เข้าไปเป็นตัวแทนของประชาชน ทั้งนี้ ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย ถ้านักการเมืองจะไม่ทำให้เกิดรอยในประวัติศาสตร์ เพียงแค่นี้ คงไม่ต้องถามกันว่า รัฐ อำนาจ และประชาชน คืออะไร

และสุดท้ายทุกคนในรัฐชาติต้องให้ความสำคัญกับคำกล่าวที่ว่า “รัฐ คือ ตนเอง ความหวาดเกรง คือ อำนาจ ความพินาศ คือ กดทับ” !!!! ขอรับเจ้านาย