หน้าแรก คอลัมนิสต์ นโยบายเทกระจา...

นโยบายเทกระจาดนิยม ปลุกสังคมไทยให้ตื่นตัวรอรับส่วนบุญจากรัฐ โดย รศ.ดร.กิตติทัศน์ ผกาทอง

1.03.19 | 13:00 น.

นโยบายเทกระจาดนิยม ปลุกสังคมไทยให้ตื่นตัวรอรับส่วนบุญจากรัฐ โดย รศ.ดร.กิตติทัศน์ ผกาทอง

การแข่งขันที่สมบูรณ์คือการแข่งขันกันเพื่อสร้างคุณค่าให้กับตนเอง และการสร้างคุณค่าให้กับตนเองที่ถูกต้องตามแนวทางของศาสนา ก็คือการพัฒนาตนเองให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิต ซึ่งเป้าหมายสูงสุดสำหรับชีวิตมนุษย์ในทุกสังคม ได้แก่ “ความดีและความงาม” สังคมใดมองไม่เห็นความดีและความงาม สังคมนั้นนับวัน

แต่จะมีภยันตรายตลอดเวลา เพราะเป็นสังคมที่ขาดวุฒิภาวะ และสังคมที่ขาดวุฒิภาวะก็คือสังคมแห่งซาตานนั่นเอง ซึ่งในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าสังคมแห่งอันธพาล คือทั้งมืดและบอดทางจิตใจ กระทั่งเห็นกงจักรเป็นดอกบัว

1.สังคมประชาธิปไตย : ประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่เน้นความดีและความงาม ความดี คือให้ความสำคัญต่อปวงชนในฐานะเจ้าของอธิปไตย ได้มีโอกาสเลือกเฟ้นและคัดสรรคนเพื่อเข้าไปบริหารประเทศ ส่วนความงาม คือ มีการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจระหว่างกัน ทั้งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ เพื่ออำนวยประโยชน์สุขและความยุติธรรมให้กับคนในสังคม

การเลือกเฟ้นและคัดสรรคนเพื่อเข้าไปบริหารประเทศชาตินั้น ประชาชนในฐานะเจ้าของอธิปไตยต้องใช้สติปัญญาพิจารณาพินิจพิเคราะห์ให้ถี่ถ้วนก่อนใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562 เพื่อให้ได้คนดีที่มีคุณสมบัติหลัก 3 ประการ คือ

Advertisement

1.1 พูดดี หมายถึงไม่พูดเท็จ (โกหก) ไม่พูดส่อเสียด (พูดยุยงส่งเสริมให้ทะเลาะเบาะแว้งกัน) ไม่พูดหยาบคาย และไม่พูดเพ้อเจ้อ หรือกลับไปกลับมาแบบไม่อยู่กับร่องกับรอย

1.2 ทำดี หมายถึงมีเบื้องหลังที่เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ไม่เป็นนักเลง ไม่ค้าขายยาเสพติด และ ไม่เบียดเบียนชีวิตและทรัพย์สินผู้อื่นให้เดือดร้อน แต่มีจิตเมตตาช่วยเหลือสังคมอย่างสม่ำเสมอ

1.3 คิดดี ความคิดเป็นเรื่องที่ซุกซ่อนอยู่ภายในจิตใจอาจมองไม่เห็น แต่สามารถสังเกตพฤติกรรมได้ เช่น เป็นคนไม่อาฆาตพยาบาทคน ไม่เผาบ้านเผาเมือง ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น คบง่ายใช้คล่อง และมีอุดมการณ์ทางการเมือง

ประเทศไทยว่างเว้นประชาธิปไตยมานานหลายปีเพิ่งจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในปีนี้ หากเลือกคนผิดและหรือเลือกพรรคผิด อาจจะต้องเสียใจไปอีกนานเพราะบ้านเมืองอาจจะย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ พี่น้องประชาชนจึงต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ โบราณจึงสอนไว้ว่า “เลือกคนต้องดูหน้า เลือกผ้าต้องดูเนื้อ”

หมายความว่า หน้าตาแบบไหนที่เหมาะสมเป็น ส.ส. เพื่อเป็นผู้แทนของเราอย่างไม่อับอายขายหน้า เวลาอภิปรายในสภาอันทรงเกียรตินั่นเอง

2.สังคมการเมือง : การเมืองในประเทศไทยมีความหลากหลายคล้ายคลึงกับรสชาติของอาหาร ซึ่งแล้วแต่รสนิยมของแต่ละบุคคล บางคนชอบเผ็ด บางคนชอบหวาน บางคนชอบทั้งเผ็ดและเค็ม และบางคนชอบทั้งหวานและมัน จึงมีร้านอาหารให้เลือกรับประทานมากมาย การเมืองก็เช่นกัน ประเทศไทยมีพรรคการเมืองทั้งเก่าและใหม่มากมายหลายพรรคเพื่อนำเสนอนโยบายให้ประชาชนพิจารณา ซึ่งมีข้อควรพิจารณาโดยสังเขปเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกดังนี้

2.1 ความน่าเชื่อถือ ร้านอาหารที่เปิดบริการลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องมีความน่าเชื่อถือในเรื่องฝีมือมากกว่าร้านที่เพิ่งเปิดใหม่

2.2 รสชาติที่หลากหลาย ร้านอาหารที่ลูกค้าสามารถสั่งได้ตามต้องการ และรสชาติที่อร่อยถูกปากคนส่วนใหญ่ และไม่ใส่ผงชูรสจะมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากกว่าร้านอาหารประเภทที่มีบริการจำกัดและใส่ผงชูรสปรุงแต่งรสชาติ เนื่องจากขาดฝีมือแบบมาตรฐาน

2.3 มีรถจอดเป็นจำนวนมาก ร้านอาหารใดที่มีรถจอดเป็นจำนวนมากแสดงว่าเป็นร้านอาหารที่ดี และมีฝีมือในการประกอบอาหารชั้นเยี่ยม และอาหารจะมีความใหม่สดอยู่เสมอ ข้อสำคัญส่วนของราคาจะไม่แพงอีกด้วย

การพิจารณาเลือกพรรคการเมืองก็จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับการพิจารณาเลือกร้านอาหาร คือ

1) ต้องมีความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เป็นพรรคตามฤดูกาล หรือเฉพาะกิจ 2) มีนโยบาย จุดยืน และอุดมการณ์ชัดเจนไม่กลับไปกลับมาแบบรอเลือกข้าง

และ 3) มีทีมงานและบุคลากรที่หลากหลายทั้งคนเก่า ปานกลาง และใหม่สังกัดพรรค ที่สำคัญหัวหน้าพรรคต้องมีประสบการณ์ทางการเมืองและสามารถเป็นผู้นำในเวทีโลกได้อย่างสง่างาม

3.การเมืองยุคใหม่ : การเมืองของนักการเมืองเป็นการเมืองที่มุ่งมั่นในการแข่งขันเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบระหว่างกัน โดยมีเป้าหมายที่จำนวน ส.ส.เพื่อสร้างความชอบธรรมในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจึงต้องใช้กลยุทธ์ทุกรูปแบบ บางพรรคใช้วิธีการดึงดูดจูงใจและบีบคั้นอดีต ส.ส.ที่อยู่ในระดับเกรดเอ และเกรดบีบวกให้มาสังกัดกับพรรคของตนอย่างน่าเกลียด ขณะเดียวกันอดีต ส.ส.บางคนก็ประพฤติตนดุจโสเภณีทางการเมืองอย่างน่าสะอิดสะเอียนเช่นกัน

การเมืองยุคใหม่ จึงควรเป็นการเมืองที่สร้างสรรค์และมีวุฒิภาวะทางการเมือง ซึ่งจะสามารถดำเนินการในลักษณะนี้ได้ นักการเมืองทั้งเก่าและใหม่ต้องสลัดคราบแห่งความขัดแย้ง ความท้าทาย ความเปราะบางทางอารมณ์ และความไร้เดียงสาทางการเมือง เพื่อให้การเมืองเป็นเรื่องของบ้านเมือง เมื่อการเมืองเป็นเรื่องของบ้านเมือง พรรคใดประสงค์จะพัฒนาบ้านเมืองตามแนวคิด และทฤษฎีอย่างไร เมื่อประชาชนตัดสินใจสิ้นสุดยุติลงแล้ว ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงกัน หากมัวแต่ถกเถียงและโต้แย้งกันไม่จบสิ้น ชาติบ้านเมืองจะเสียโอกาสในการเจริญก้าวหน้า เฉกเช่นอดีตที่ผ่านมา ซึ่งประเทศไทยล้าหลังกว่าหลายประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียน

4.นโยบายที่เป็นจุดขายทางการเมือง : การคิดชุดนโยบายทางการเมืองเพื่อให้โดนใจประชาชนคนยากไร้ กับนโยบายทางการเมืองเพื่อให้โดนใจคนมีอันจะกิน มีความแตกต่างกันเป็นอย่างยิ่ง แต่เนื่องเพราะคนยากไร้มีจำนวนมากกว่าคนที่มีอันจะกิน พรรคการเมืองส่วนใหญ่จึงสนใจนโยบายในการเอาใจคนยากไร้ในรูปแบบต่างๆ อาทิ

4.1 นโยบายประชานิยม

4.2 นโยบายประชารัฐ

ซึ่งนโยบายลักษณะนี้ ไม่แตกต่างอะไรจากนโยบายเทกระจาดนิยม ที่ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้เรียกขานอย่างสุภาพว่า “นโยบายวิเศษนิยม” เป็นชุดนโยบายที่ปลุกคนจนให้ตื่นตัวรอรับส่วนบุญจากรัฐตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร มาแล้ว

5.นโยบายที่โดนใจคนในภาพรวม :

สังคมไทยที่มีทั้งสังคมชนบทและสังคมเมือง พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งจากคนในสังคมชนบทมักจะไม่ได้รับเลือกตั้งจากคนในสังคมเมือง เพราะรสนิยมของคนเมืองกับคนชนบทแตกต่างกัน จึงควรนำเสนอนโยบายที่เป็นแกนกลาง เพื่อประโยชน์สำหรับคนทั้งสองกลุ่มซึ่งเป็นนโยบายที่สามารถจูงใจคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยได้ อาทิ

5.1 นโยบายขจัดความเหลื่อมล้ำ

5.2 นโยบายสวัสดิการสังคม

5.3 นโยบายจัดระเบียบสังคม

5.4 นโยบายสร้างความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน
นโยบายเหล่านี้ เป็นนโยบายที่สามารถนำไปแปลงให้เป็นรูปธรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ในทุกระดับ

6.แนวโน้มประชาธิปไตยในสังคมไทย :

ประชาธิปไตย แม้จะเป็นระบอบการเมืองที่นานาอารยประเทศใช้เป็นกลไกสำหรับการปกครองในสังคมโลกปัจจุบัน เพราะเชื่อว่าสามารถพัฒนาประเทศสู่ความรุ่งเรืองเป็นปึกแผ่นดีกว่าระบอบเผด็จการ แต่ทว่าไม่มีสูตรสำเร็จอย่างชัดเจนว่าประชาธิปไตยแบบไหนจึงจะสามารถเป็นหลักประกันเช่นว่านั้นได้ เพราะประเทศที่มีการปกครองในลักษณะอื่นๆ ก็สามารถพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าได้เช่นกัน

ประเทศไทยได้จำลองรูปแบบการปกครองประเทศยึดโยงกับโลกตะวันตกมาเป็นเวลาช้านานนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จวบจนปัจจุบันเป็นระยะเวลาร่วม 86 ปีเศษ และตลอดระยะเวลาดังกล่าวได้มีการปกครองแบบเผด็จการโดยวิธีปฏิวัติและรัฐประหาร 13 ครั้ง และได้มีการปกครองแบบประชาธิปไตย โดยวิธีการเลือกตั้ง 22 ครั้ง ซึ่งการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562 จะเป็นครั้งที่ 23 ของการปกครองแบบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ซึ่งได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560

การปกครองแบบประชาธิปไตยจะก่อให้เกิดมรรคผลมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับนักการเมือง และพรรคการเมืองเป็นตัวแปรที่สำคัญ หากนักการเมืองและพรรคการเมืองเข้าสู่สนามการเมืองด้วยจิตสำนึกที่เปี่ยมด้วยจุดยืน และอุดมการณ์ทางการเมือง รวมทั้งบรรลุนิติภาวะทางการเมือง (Political Maturity) ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมในสังคมไทยจะมีโอกาสกลับมามีสีสันและบรรยากาศที่สดใสอีกครั้งหนึ่ง

ตรงข้ามหากนักการเมืองและพรรคการเมืองขาดคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมือง อาศัยสนามการเมืองเป็นทางผ่านสู่อำนาจและผลประโยชน์ตนและพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ประชาธิปไตยก็จะเสมอเพียงแค่วาทกรรม (Discourse) ที่สร้างความขัดแย้งแบ่งแยกระหว่างกัน

นักการเมืองในสังคมยุคใหม่จึงควรมุ่งมั่นแข่งขันกันในเชิงนโยบายและหรืออุดมการณ์มากกว่าการมุ่งมั่นแข่งขันกันแบบใครดีใครอยู่ใครเก่งใครชนะ และหรือใครคิดผิดใครคิดถูก เพราะการแข่งขันในลักษณะเช่นนี้ยิ่งแต่จะสร้างเงื่อนไขในทางการเมืองที่ไม่สร้างสรรค์ ซึ่งเวรกรรมจะตกกับประชาชนและประเทศชาติอย่างซ้ำซาก

สรุป แนวโน้มการเมืองบนรากฐานประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมในสังคมไทย จะสามารถตั้งหลักปักฐานมั่นคงและยั่งยืนได้ นักการเมืองและพรรคการเมืองทั้งเก่าและใหม่ต้องมีวุฒิภาวะทางการเมือง ไม่ฉกฉวยโอกาสขึ้นเวทีทางการเมืองเพื่อเป็นทางผ่านไปสู่การแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้องแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีจิตสำนึกเพื่อชาติบ้านเมืองควบคู่ไปด้วย

นโยบายใดๆ ที่รังแต่ทำลายค่านิยมที่สร้างสรรค์ในการพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน แต่มีผลในเชิงบวกต่อคะแนนนิยมในการขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะทำให้ประชาชนงอมืองอเท้าขาดความกระตือรือร้นแล้ว ยังเป็นการทำลายชาติบ้านเมืองในระยะต่อไปอย่างสุดจะพรรณนา

การพัฒนาชาติบ้านเมืองเป็นเรื่องที่จำเป็นแต่ต้องพิถีพิถันรอบคอบและรัดกุม เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ทุ่มลงไปได้รับผลที่คุ้มค่า มิฉะนั้นก็กลายเป็นนโยบายเฉพาะหน้าที่เรียกกันว่า เทกระจาดนิยม อย่างน่าสะพึงกลัวยิ่ง