หน้าแรก คอลัมนิสต์ ทำไมหนอนักการ...

ทำไมหนอนักการเมืองจึงไม่หาเสียงเรื่องท่องเที่ยว? โดย มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด

1.03.19 | 13:00 น.

เป็นที่น่าแปลกใจว่าพรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังชิงชัยกันอย่างร้อนแรงมักไม่ค่อยพูดถึงภาคท่องเที่ยวสักเท่าไหร่ ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะภาคเศรษฐกิจท่องเที่ยวกำลังเฟื่องฟูจึงเป็นภาคเศรษฐกิจที่ดูเหมือนไม่มีปัญหา ในที่สุดทุกคนก็มาสนใจที่ภาคเกษตรทั้งๆ ที่ภาคเกษตรขณะนี้มีการสร้างรายได้ที่วัดจากมูลค่าเพิ่มน้อยกว่าภาคท่องเที่ยว ส่วนภาคอุตสาหกรรมก็มีการจ้างงานน้อยกว่าภาคท่องเที่ยวเช่นกัน นอกจากนี้ ดุลการชำระเงินจากการท่องเที่ยวยังสูงกว่าดุลการชำระเงินจากการค้าอีกด้วย ภาคท่องเที่ยวจึงเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ และเป็นเสาหลักเศรษฐกิจของไทยไปแล้ว ในการวิเคราะห์แนวโน้มการย้ายเข้าออกในจังหวัดต่างๆ ก็พบว่าจังหวัดที่ไม่มีการท่องเที่ยวนั้นจะมีการย้ายออกสุทธิมากกว่าการย้ายเข้า ทำให้ประชากรในเมืองค่อยๆ ลดลง โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวซึ่งหมายความว่าจะทำให้เศรษฐกิจในระยะยาวในเมืองนั้นอ่อนเปลี้ยลง

ถึงแม้ว่าพรรคการเมืองต่างๆ จะพูดถึงภาคเศรษฐกิจท่องเที่ยวบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการพูดในลักษณะของการเพิ่มขีดความสามารถของการสร้างรายได้ โดยการนำนักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่มเพื่อสร้างรายได้ แต่ที่แท้จริงแล้วภาคเศรษฐกิจท่องเที่ยวมีปัญหาที่เรียกว่า ปัญหากบในหม้อต้ม ซึ่งกบจะปรับตัวตามอุณหภูมิของน้ำที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ กว่าจะรู้ตัวอีกทีน้ำก็ถึงจุดเดือด และกบก็ไม่สามารถกระโดดจากหม้อและสุกตายคาหม้อในที่สุด นี่ก็คือปัญหาที่แท้จริงของภาคเศรษฐกิจการท่องเที่ยวซึ่งพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติของไทยในการขายบริการให้ต่างชาติเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายหาดและทะเล ซึ่งนับวันจะเสื่อมโทรมลง

ในปีที่ผ่านมานี้ีนักท่องเที่ยวต่างชาติแวะมาเยือนถึง 38.5 ล้านคน และในปีนี้คาดว่าจะถึง 40 ล้านคน ในอีกห้าปีข้างหน้าแนวโน้มการท่องเที่ยวของประเทศไทยก็ยังคงจะดีเกินกว่าความสามารถในการรองรับของทุกเมืองท่องเที่ยว ใน 10 ปีข้างหน้าถ้าหากอัตราการเจริญเติบโตอยู่ในระดับร้อยละ 9 ต่อปี ต่ำกว่าช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเล็กน้อย จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะมาเยือนไทยก็จะเพิ่มสูงถึง 80 ล้านคน ถ้าไม่ไปเจอวิกฤตอะไรเสียก่อน

ส่วนนักท่องเที่ยวไทยซึ่งท่องเที่ยวกันถึง 125 ล้านคนครั้ง ในปี 2560 นั้นเป็นผลสำเร็จจากการกระตุ้นท่องเที่ยววิถีไทย หากใช้อัตราการขยายตัวร้อยละ 7 ซึ่งต่ำกว่าอัตราการขายตัวใน 5 ปีที่ผ่านมา (ร้อยละ 7.7) ในปี 2570 จะมีคนไทยท่องเที่ยวในประเทศสูงถึง 242 ล้านคนครั้ง

ดังนั้น เรื่องที่ไม่ควรทำก็คือ ไม่ควรออกไปเชื้อเชิญชาวต่างชาติให้มามากขึ้นอีกต่อไป งานด้านการตลาดที่ต้องทำคือ ต้องเปลี่ยนจากตลาดคุณภาพต่ำไปเป็นตลาดคุณภาพสูง และการกระจายตลาดเพื่อไม่ให้เป็นการพึ่งพิงตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป แต่ 2 เรื่องนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชำนาญอยู่แล้วก็ปล่อยให้ท่านทำไป

Advertisement

ปัญหาอยู่ที่นักการเมืองและผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่มักสนใจเรื่องหาตลาด เพราะเป็นโอกาสได้งบประมาณหลวงไปต่างประเทศ!

นโยบายที่ควรจะให้ความสนใจก็คือ การพัฒนาศักยภาพของพื้นที่ท่องเที่ยว ขอย้ำว่าพื้นที่หรือระบบนิเวศท่องเที่ยวนะคะ ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวและเส้นทางท่องเที่ยวเท่านั้น รัฐบาลควรเลิกสนใจปัญหาเป็นแหล่งและเส้นทางท่องเที่ยว แต่ต้องสนใจปัญหาเชิงระบบที่ใหญ่กว่านั้นคือระบบนิเวศที่รองรับการท่องเที่ยว พูดอย่างฟิสิกส์ก็คือเลิกคิดเป็นจุดเป็นเส้นตรง แต่ให้คิดเชิงระนาบ ตัวอย่างผลลัพธ์ของการคิดเป็นจุดเป็นเส้นอย่างที่เคยทำมาก่อให้เกิดปัญหาการจราจรที่ติดขัดอย่างวินาศสันตะโรในทุกเมืองหลักของการท่องเที่ยว ซึ่งเราก็เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้

ไม่เพียงแต่ต้องเปลี่ยนความคิดด้านนโยบายพัฒนาท่องเที่ยวจากการขยายตลาดหรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า demand management ไปเป็นการจัดการกำลังรองรับหรือ supply management ดังที่กล่าวไปแล้ว แต่ยังต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานอีกด้วย ขณะนี้การท่องเที่ยวกำลังบูมทุกกระทรวงก็เข้ามาช่วยจัดการการท่องเที่ยวกันคนละไม้คนละมือ งบประมาณก็กระจายไปหลายกระทรวง ผลก็คือแยกกันทำงาน ขาดการบูรณาการและขาดเอกภาพ มีงบประมาณทั้งตามฟังก์ชั่นของแต่ละกระทรวง แล้วยังมีงบกลุ่มจังหวัด งบจังหวัด งบประมาณกลุ่มจังหวัดและจังหวัดปีหนึ่งก็ประมาณ 30,000 ล้านบาท ประมาณหนึ่งในสามของงบนี้ก็เข้าไปสู่เรื่องการจัดการการท่องเที่ยว นอกจากนี้ กระทรวงแทบทุกกระทรวงล้วนมีกิจกรรมที่เกี่ยวกับท่องเที่ยวไม่ใช่แค่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงพัฒนา
ชุมชน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข ฯลฯ แต่การลงทุนโดยไม่บูรณาการนี้ไม่สามารถทำให้สร้างผลผลิตรวมที่มีเอกภาพและความสุนทรี กลายเป็นจิ๊กซอว์ของภาพที่สวยเป็นหย่อมเป็นหย่อม และเละเทะเป็นที่เป็นที่

นอกจากนี้ ยังต้องเปลี่ยนความคิดที่ว่านักท่องเที่ยวเป็นพระเจ้าและเราจะต้องทำทุกอย่างเพื่อเอาใจนักท่องเที่ยว เพราะการเข้ามาของนักท่องเที่ยวในปัจจุบันนี้ นักท่องเที่ยวไม่ได้จ่ายต้นทุนที่แท้จริงเพราะเราไม่เคยนับต้นทุนสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรมลง ต้นทุนการเก็บขยะของนักท่องเที่ยวสูงกว่าคนไทยเพราะนักท่องเที่ยวนั้นผลิตขยะจำนวนมาก ยิ่งนักท่องเที่ยวที่อยู่ในโรงแรมสี่ดาวห้าดาวก็ยิ่งผลิตขยะมากกว่าและใช้พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าคนไทยโดยเฉลี่ย การสูญเสียทรัพยากรปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นผลที่สังคมโดยรวมและคนไทยที่เสียภาษีต้องแบกรับต้นทุนนี้ด้วย ทั้งๆ ที่คนไทยส่วนใหญ่นั้นไม่ได้รับผลประโยชน์จากการท่องเที่ยว เวลานักท่องเที่ยวประสบอุบัติเหตุ เราก็ต้องไปเยียวยา ไปชดเชย ต้องนำเงินภาษีอากรจากคนไทยทั้งปวงไปจุนเจือ ดังนั้น นโยบายที่ควรจะมีก็คือเก็บภาษีนักท่องเที่ยว ถ้าเราเก็บภาษีหัวละ 1,000 บาท ก็จะได้ถึงเกือบ 40,000 ล้านบาทต่อปีแล้ว การเก็บภาษีท่องเที่ยวนี้ไม่จำเป็นจะต้องไปเก็บเป็นค่าวีซ่าเพราะเรายกเว้นวีซ่านักท่องเที่ยวให้เข้า-ออกง่าย แต่ให้เก็บจากค่าตั๋วซึ่งเป็นวิธีเก็บที่เนียนกว่า

ภาษีที่เก็บได้มานี้ก็ควรจะกระจายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่การท่องเที่ยวที่แท้จริง ซึ่งในบางพื้นที่ในฤดูท่องเที่ยวนั้นมีนักท่องเที่ยวมากกว่าประชากรเสียอีก แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้เงินจากรัฐบาลกลางแค่เพียงตามจำนวนประชากรที่แท้จริงเท่านั้น ส่วนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาก็มาเบียดใช้ทรัพยากรและสาธารณูปโภคของคนไทยทำให้เกิดปัญหาจราจรแออัด ขยะและน้ำเสียขาดการบำบัด นอกจากนี้ ก็ยังต้องสร้างแรงจูงใจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ในการเก็บภาษีโรงแรมและค่าธรรมเนียมขยะ ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้เก็บจากนักท่องเที่ยวได้ 2 บาทต่อหัว

มาถึงจุดนี้ก็คงจะเข้าใจแล้วว่า นโยบายสำหรับการท่องเที่ยวที่ควรจะมี ควรจะทำ ไม่ใช่นโยบายประชานิยมเลยแม้แต่นโยบายเดียว!!