หนังสือพิมพ์ “มติชน” ลงข่าวว่าเมื่อบ่ายวันที่ 19 มกราคมที่แล้ว ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อ “ปฏิรูป” การปฏิบัติงานภายใน เพื่อให้การทำงานของตำรวจมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และบังคับใช้กฎหมายได้อย่างถูกต้องชัดเจน เช่น ในอนาคตงานสืบสวนสอบสวนจะดำเนินการอย่างไรจึงจะสอดคล้องกับการทำงานของอัยการและศาล รวมทั้งงานในท้องถิ่น และจะ “ปฏิรูป” การทำงานของตำรวจตระเวนชายแดน ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และงานจราจร เพื่อบูรณาการให้ทำงานร่วมกันได้ แต่ไม่ใช่ไปปรับโครงสร้างตำรวจ แต่จะ “ปฏิรูป” งานเพื่อให้ตำรวจดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อไปในอนาคตว่าตำรวจจะทำงานอย่างโปร่งใส มีการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ในทุกเรื่อง พล.อ.ประวิตรกล่าวด้วยว่า คณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นมาเพื่อปฏิรูปการทำงานนั้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะพิจารณาตั้งจากภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินการ และเมื่อดำเนินการแล้วก็จะส่งให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) รับไปดำเนินการทำต่อ
หากจะพิจารณาจากการให้สัมภาษณ์ของรองนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็จะเห็นว่าสิ่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังจะทำนั้นเป็นแต่เพียงการ ปรับปรุงการบริหารงานภายในของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น และอาจทำได้โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาตั้งคณะกรรมการขึ้นมาด้วย เพียงแต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติใช้อำนาจสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติก็ทำได้อยู่แล้ว
ที่สำคัญและน่าสังเกตก็คือ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่าจะไม่มีการปรับโครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งหากเป็นไปตามที่รองนายกรัฐมนตรีกล่าว ก็หมายความว่าโครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีลักษณะเทอะทะอุ้ยอ้ายอยู่ในปัจจุบัน จะยังคงเทอะทะอุ้ยอ้ายต่อไปอีก
คณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจที่ตั้งขึ้นใน พ.ศ.2549 ในสมัยของรัฐบาลที่มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ศึกษาวิจัยและวิเคราะห์ปัญหาโครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้วโดยละเอียด และเคยเสนอแนะไว้แล้วว่า เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานของตำรวจให้เป็นไปโดยง่ายขึ้น ควรถ่ายโอนภารกิจงานปฏิบัติการและงานสนับสนุนบางประเภทไปให้หน่วยงานอื่นรับผิดชอบ เช่น งานตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจป่าไม้ และโรงพยาบาลตำรวจ เป็นต้น
ถ้าโครงสร้างของสำนักงานตำรวจยังเทอะทะอุ้ยอ้ายอยู่อย่างเดิม การบริหารงานตำรวจก็จะมีอุปสรรค มีปัญหาต่อไปทั้งในด้านการบริหารบุคลากรและงบประมาณ
ได้เคยปรากฏมาแล้วว่าผู้ที่ต่อต้านการปฏิรูปตำรวจนั้น พวกหนึ่งก็คือตำรวจเอง โดยเฉพาะนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่กลัวตนจะเสียอำนาจ การที่รองนายกรัฐมนตรีปล่อยให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตั้งคณะกรรมการ ปฏิรูปโดยมีกรรมการที่ล้วนเป็นตำรวจจึงจะไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าตื่นเต้นหรือเป็นประโยชน์แก่ประชาชนแต่อย่างใด เพราะคณะกรรมการก็คงพยายามสงวนอำนาจเอาไว้ และป้องกันมิให้เกิดการปฏิรูปขึ้นได้
การปฏิรูปตำรวจโดยสมบูรณ์ควรจะกระทำในขณะที่ยังมีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีคณะรัฐบาลปัจจุบัน และมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติอยู่ หากคอยจนมีรัฐธรรมนูญใหม่ มีคณะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นักการเมืองเข้าไปนั่งอยู่เต็มคณะรัฐบาลและรัฐสภา แม้จะมีการรื้อฟื้นการปฏิรูปตำรวจขึ้นอีกแต่ก็คงจะต้องผ่านกรรมวิธีของรัฐสภาซึ่งจะต้องใช้เวลานาน ลงท้ายก็อาจจะไม่มีการปฏิรูปเกิดขึ้นดังที่เคยปรากฏมาแล้ว
และตำรวจก็คงจะยังเป็นปัญหาของบ้านเมืองต่อไปอีกโดยไม่มีกำหนด

