หน้าแรก คอลัมนิสต์ เมื่อฟ้าเปลี่...

เมื่อฟ้าเปลี่ยนสีในไต้หวัน สองฝั่งช่องแคบส่อวิกฤต โดย ไพรัช วรปาณิ

26.01.16 | 18:20 น.

ในที่สุด น.ส.ไช่ อิน เหวิน ผู้นำพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (ดีพีพี) วัย 59 ปี ของไต้หวัน ได้คว้าชัยชนะในศึกชิงบัลลังก์ประธานาธิบดี เป็นหญิงคนแรกของเกาะมังกรน้อย หลังจากนายเอริค จู คู่แข่งพรรครัฐบาลออกมายอมรับความปราชัย ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่ได้ผู้นำหญิงที่มีนโยบายท่าทีแข็งกร้าวต่อรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นผู้กำชัย

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า น.ส.ไช่ผู้ซึ่งเป็นบุตรีในครอบครัวที่บิดามีภริยา 4 คน และบุตร 11 คน ของพ่อค้าวานิชที่มั่งคั่งชาวไต้หวันคนหนึ่ง และไม่มีประวัติเคยเป็นนักการเมืองมาก่อน ส่วน น.ส.ไช่ผู้นำคนใหม่เป็นผู้มีความรู้ภาษาอังกฤษและวิชากฎหมายระดับแนวหน้า มีบุคลิกเป็นคนอ่อนหวาน เข้ากับคนง่าย แม้เคยพ่ายแพ้ให้แก่นาย “หม่า อิงจิ่ว” จากการแข่งขันครั้งที่แล้ว ทว่าหล่อนมีความมุ่งมั่นในทางการเมืองสูง ทำตัวเป็นสัญลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ได้โดดเด่นจนเป็นความหวังของคนหนุ่มสาวในไต้หวันที่ปรารถนาให้เข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองในไต้หวันให้ดีขึ้น แต่เป็นที่น่าเสียดายที่มีหลักคิดโน้มเอียงไปทางนิยมประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะมีความใกล้ชิดสนิทสนมนักการเมืองญี่ปุ่นเป็นพิเศษ จนเป็นผู้นำที่ถูกจับตาอย่างไม่กะพริบเช่นเดียวกับ “นายเฉิน สุ่ยเปียน” ประธานาธิบดีคนเก่าที่สร้างปัญหาหนักใจแก่จีนมาแล้ว จากผู้นำจีนคนปัจจุบันอย่างไม่ละสายตา

แม้ระหว่างหาเสียง น.ส.ไช่เคยระบุว่าจะพยายามรักษาสถานภาพปัจจุบันในความสัมพันธ์กับจีนแผ่นดินใหญ่ต่อไป อีกทั้งในส่วนสหรัฐซึ่งมีสื่อสัมพันธ์กับพรรค “ดีพีพี” ด้วยดีตลอดมาอยู่แล้ว ก็คงรักษาให้ยั่งยืนต่อไปก็ตาม

น.ส.ไช่ ผู้นำหญิงคนใหม่ ยังได้เน้นว่า จะเสริมสร้างสายสัมพันธ์อันดีกับประเทศญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมกับการเรียกร้องเสรีภาพของการเดินเรือในทะเลจีนใต้ รวมถึงปัญหาข้อพิพาทที่ปรากฏขึ้นกับจีนด้วยวิธีสันติเช่นเดิม

แต่ทว่าเป็นที่น่าจับตา ในทันทีที่ได้ตำแหน่งผู้นำไต้หวัน น.ส.ไช่ได้ส่งเสียงเตือนจีนว่า “การบีบบังคับควบคุม” อาจส่งผลร้ายต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไต้หวันอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะอัตลักษณ์ชาติและระบบประชาธิปไตยของไต้หวันจะต้องได้รับความเคารพ หากมีการบีบบังคับอาจเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพของความสัมพันธ์ ช่องแคบทั้งสองฟากฝั่งได้โดยปริยาย

Advertisement

เหตุการณ์เป็นไปตามที่คาด หลังได้อำนาจ น.ส.ไช่ อิน เหวิน ก็ได้ประกาศชัดว่า ยังคงยึดแนวทางต่อต้านจีนเพื่อแยกตัวไต้หวันออกจากแผ่นดินใหญ่เหมือนกับผู้นำคนก่อน ซึ่งเป็นข้อขัดแย้งกับจีนตลอดสมัยที่ดำรงตำแหน่ง จึงเป็นที่น่าติดตามต่อไปว่า หาก น.ส.ไช่ยังดำเนินการตามแนวทางของรุ่นพี่ “นายเฉิน สุยเปียน” ผู้นำไต้หวันคนเก่าที่ชูธงขอแยกไต้หวันเป็นอิสระจากจีน และเกิดคดีทุจริตอื้อฉาวจนถูกจำคุกดังที่เป็นข่าวครึกโครม แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับอนาคตทางการเมืองของหล่อน?

นักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศพากันวิตกว่า หากหล่อนยังดำเนินนโยบายแยกไต้หวันออกจากแผ่นดินใหญ่ตามแนวทางผู้นำคนเก่า แน่นอนความขัดแย้งระหว่างช่องแคบคงทวีเพิ่มขึ้นอย่ามิอาจหลีกเหลี่ยงได้ กระทั่งอาจกลายเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างช่องแคบหรือเกิดวิกฤตลุกเป็นไฟระอุก็เป็นได้!

การที่ น.ส.ไช่มีนโยบายอิงแอบกับประเทศญี่ปุ่นอย่างเหนียวแน่น โดยการแสดงท่าทีไม่ยอมรับข้อบันทึกคำให้สัตยาบันร่วม 92 ระหว่างจีนกับไต้หวัน ที่ประธานาธิบดี “หม่า อิงจิ่ว” ผู้นำไต้หวันคนก่อนลงนามไว้อย่างชัดแจ้งนั้น จะกลายเป็นประเด็นร้อนถึงกับมีคำเตือนต่อ น.ส.ไช่จากผู้เชี่ยวชาญการเมืองระหว่างประเทศว่า อย่าได้มองข้ามหรือประมาทกับคำเตือนอันแข็งกร้าวของ “นายสี จิ้นผิง” ผู้นำจีนคนปัจจุบัน ที่กล่าวว่า “นาวาแห่งสันติภาพกำลังประสบพายุร้ายกลางทะเลจนอาจล่มจมลงได้ทุกขณะ” และอาจเปิดศักราชหน้าใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ไต้หวัน ที่ส่อว่าจะเลวร้ายลงอย่างน่าเป็นห่วง!

ทั้งนี้ หาก น.ส.ไช่มีนโยบายตามแนวทางเดิมของ “นายเฉิน สุ่ยเปียน” ที่ชูธงแยกไต้หวันออกจากแผ่นดินใหญ่ โดยการปฏิเสธหลักการและนัยยะการประชุมร่วม 92 ระหว่างจีน-ไต้หวันอย่างท้าทายดังกล่าว อาจเกิดปัญหาและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ-การเมืองของไต้หวันอย่างรุนแรง

ซึ่งมาจากกระแสความคิด “คลั่งภูมิภาคอันหลงผิดของประชาชนชาวไต้หวันเองหรือไม่?” จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ น.ส.ไช่ต้องพึงระมัดระวังในการตัดสินใจครั้งสำคัญ ด้วยการดำเนินนโยบายให้รัดกุมและสอดคล้องกับสถานการณ์ในโลกปัจจุบัน เพราะมีผลต่ออนาคตของไต้หวันโดยตรงนั่นเอง ?!

จากสถิตินักท่องเที่ยวชาวจีนได้สร้างรายได้ให้แก่ไต้หวันถึง 3,000 ล้านเหรียญไต้หวัน มีผลต่อจีดีพีถึง 2% ถ้าหากการค้าระหว่างสองฝั่งช่องแคบได้รับความกระทบจากนโยบายที่ผิดพลาด ย่อมจะกลายเป็นผลร้ายต่อสันติภาพและความคาดหวังในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่ในไต้หวัน จึงเป็นปัญหาอันแหลมคมที่ผู้นำคนใหม่ต้องเลือกวิธีแก้ไขให้ถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างญี่ปุ่น สหรัฐ และจีน อย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ

แนวคิดของ น.ส.ไช่ อิน เหวิน ในเรื่องจะแยกไต้หวันเป็นเอกราช เชื่อว่ายังคงฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณของหล่อนไม่ต่างกับอดีตผู้นำ “เฉิน สุ่ยเปียน” และ “ลี้เต็งฮุย” (ผู้นิยมญี่ปุ่น) ชนิดสุดโต่ง ทั้งนี้ จะเห็นได้จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีต “นายเฉิน สุ่ยเปียน” มุ่งหวังจะได้ชัยชนะจากประชาชนในการเลือกตั้งปี 2000 จึงได้รณรงค์ชูแนวทางการแยกไต้หวันออกจากจีนแผ่นดินใหญ่ โดยยืนยันในทำนองว่าการรักษาสถานการณ์คือความเป็นอิสระของไต้หวัน หากตนได้ขึ้นเป็นผู้นำเมื่อใด จะไม่แก้ไขสัญลักษณ์ของประเทศไต้หวัน ถ้าหากมีการแก้ไขก็จะต้องเป็นมติของประชาชนชาวไต้หวันเท่านั้น ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการแสดงแนวคิด “รักษาสถานการณ์ปัจจุบัน” ในความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ไต้หวันอย่างคลุมเครือของ น.ส.ไช่แต่อย่างใด ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเล่นสำนวนเพื่อกลบเกลื่อนความชัดเจนในเรื่องนโยบายการยอมรับหลักการ “หนึ่งประเทศสองระบบ” ของทั้งสองผู้นำดังกล่าวนั่นเอง

จะเห็นได้ว่า ท่าทีและหลักคิดที่เป็นปฏิปักษ์กับจีนเด่นชัดถึงกับมีการแยกสีของพรรคดีพีพีเป็นค่ายสีเขียว และพรรคก๊กมินตั๋งเป็นสีน้ำเงิน

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขและสิ่งแวดล้อมทางการเมืองระหว่างผู้นำคนใหม่กับอดีตผู้นำ “เฉิน” มีความแตกต่างกันบ้างในแง่มุมของการเป็นปัจเจกชน ซึ่งเป็นเงื่อนไขทางการเมืองที่อาจไม่เหมือนกันทั้งหมดเสียเลยทีเดียว แต่ทว่าเมื่อปรากฏการณ์ฟ้าเปลี่ยนสีในไต้หวันในครั้งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงผ่อนถ่ายอำนาจจากพรรคการเมืองที่มีแนวคิดแตกต่างกับอย่างสิ้นเชิงนั้น จะสามารถแก้ไขปัญหาความตกต่ำของเศรษฐกิจหรือไม่ เพียงใด? คงต้องติดตามต่อไปอย่างไม่กะพริบตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาก น.ส.ไช่ยังดำเนินนโยบายแข็งกร้าว ไม่ยอมรับข้อสัตยาบัน 92 ดังกล่าวแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าชัยชนะจากการได้รับเลือกตั้งอันมาจากกระแสคลั่งภูมิภาคที่มีความคิดแบ่งแยกไต้หวันออกจากจีนแผ่นดินใหญ่ของชาวไต้หวันในครั้งนี้นั้น อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤตระหว่างสองฝั่งช่องแคบให้เป็นไฟร้อนระอุ?!

การที่ น.ส.ไช่ได้รับเสียงสนับสนุนด้วยคะแนนท่วมท้นจากชาวไต้หวัน และแน่นอนในขณะเดียวกันชาวไต้หวันย่อมต้องตั้งความหวังต่อหล่อนเอาไว้สูงเช่นกัน ดังนั้นจะทำอย่างไรให้การบริหารมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เศรษฐกิจผงกหัว ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี เกิดความสันติสุขในแถบสองฝั่งช่องแคบ จึงเป็นโจทย์หนักของหล่อนที่ต้องเผชิญในทางรูปธรรม และเป็น “วิชั่น” ของผู้นำคนใหม่อย่างมีนัยยะ

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำอยู่ในขณะนี้ให้บรรลุผล? อันถือเป็นความสามารถเฉพาะตัวของผู้นำประเทศ ถ้าหากบริหารบ้านเมืองไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งทำให้ประชาชนผิดหวัง ย่อมหมดหวังที่จะได้รับเลือกใหม่ในโอกาสต่อไป จึงเป็นงานท้าทายครั้งสำคัญในชีวิตของ “น.ส.ไช่” ผู้นำคนใหม่ที่ต้องวางแผนปฏิรูปไต้หวันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความนิยมเอาไว้สำหรับการป้องกันแชมป์ให้เข้ามาสู่อำนาจอีกสมัย

ฉะนั้น การตัดสินใจในการดำเนินนโยบายความสัมพันธ์ที่มีต่อจีนแผ่นดินใหญ่ จึงมีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ สำหรับแนวทางการบริหารไต้หวัน ถ้าหาก น.ส.ไช่ยังยึด “หลักคิด” ตามรอยอดีตผู้นำที่ล้มเหลวอย่าง “เฉิง สุ่ยเปียน” ที่มุ่งแต่จะ “แยกไต้หวันออกจากจีน” แบบแนวคิดเก่า โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุง “หลักคิด” ในเรื่องของการยอมรับหลักการ “หนึ่งประเทศสองระบบ” ของจีนฉันใด ย่อมจะเป็นอุปสรรคต่อการเจริญไมตรีเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้มั่นคงเพื่อสันติสุขในสองฝั่งช่องแคบ

ประชาชนชาวไต้หวันบางส่วนได้สร้างความฝันและหวังว่าการใช้วิธีเจรจาอย่างสันติและความพยายามในการรณรงค์ขยายแนวคิดการ “แยกไต้หวันออกจากจีน” อาจจะประสบความสำเร็จได้ในวันหนึ่งวันใด ถ้ามีกระแสเรียกร้องจำนวนมากพอ และได้รัฐบาลที่เข้มแข็ง

แต่ความเป็นจริงมิอาจเป็นไปได้อย่างแน่นอน เพราะจีนแผ่นดินใหญ่ยึดมั่นในหลักการ “หนึ่งประเทศสองระบบ” อย่างเหนียวแน่น มั่นคง โดยไม่ยอมให้อำนาจใดมากดดันให้เปลี่ยนแปลงหลักการดังกล่าวได้ เนื่องจากจีนแผ่นดินใหญ่ถือกันมาช้านานแล้วว่าไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งของจีนมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์แล้ว ดังนั้นความหวังที่จะแยกไต้หวันออกจากจีนจึงเป็นการประเมินค่าจีนที่ต่ำเกินจริง

ทั้งนี้ จีนเคยได้รับบทเรียนจากอดีตผู้นำ “เฉิน สุ่ยเปียน” และ “ลี้เต็งฮุย” ฉะนั้น การรับมือในปัญหาไต้หวันกับ น.ส.ไช่ผู้นำคนใหม่ที่มีความใกล้ชิดกับญี่ปุ่นอย่างเปิดเผย จีนจึงยังคงใช้มาตรการแข็งกร้าว เด็ดเดี่ยว สำหรับการเจรจาร่วมสันติระหว่างช่องแคบครั้งต่อๆ ไปอย่างไม่ต้องสงสัย และคงใช้ยุทธศาสตร์ที่สุขุมคัมภีรภาพแบบอ่อนนอกแข็งใน และคงไม่ปล่อยให้แนวคิดในเรื่องแบ่งแยกแผ่นดินไต้หวันออกจากจีนแพร่ขยายหรือบรรลุผลตามเป้าหมายไต้หวันเป็นแน่ ดังนั้น หาก น.ส.ไช่ยังจะดำเนินนโยบายปฏิเสธหลักคิด “หนึ่งจีนสองระบบ” และปฏิเสธหลักการประชุมร่วม 92 ระหว่างสองฝั่งช่องแคบ ก็อาจจะเป็นเหตุให้จีนจำเป็นต้องใช้กำลังทางทหารหรือมาตรการ “กฎเหล็ก” เพื่อตอบโต้ต่อไต้หวัน ตามหลักการป้องกันรักษาดินแดน ซึ่งย่อมจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ-การเมืองของไต้หวัน อย่างมิอาจปฏิเสธได้

นักวิเคราะห์การเมืองต่างเชื่อว่า จีนคงไม่ยอมละทิ้งแนวทางและหลักการ “จีนเดียวสองระบบ” ตาม “กฎเหล็ก” ที่ “เติ้ง เสี่ยวผิง” ได้วางไว้ก่อนอสัญกรรม

ดังนั้น ผู้นำคนใหม่ไต้หวันจึงต้องดำเนินนโยบายด้วยความรอบคอบ สุขุมคัมภีรภาพ ถ้าหากเดินผิดพลาดเพียงก้าวเดียว อาจยังผลทำให้สองฝั่งช่องแคบเกิดวิกฤตจนลุกเป็นไฟระอุ! ก็เป็นได้ ใครจะรู้?