พยายามจะตั้งคำถามว่าในยุคสมัยที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ เราจะมีความเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไรในแง่ของแนวคิดที่จะสามารถรวบยอดเอาสิ่งที่เกิดขึ้นและอธิบายความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ที่เชื่อมโยงกันอยู่
โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยหลังจากกระบวนการประเมินสถานการณ์การสิทธิมนุษยชนในระดับโลกที่นำมาสู่ข้อถกเถียงหลายอย่างในสังคมไทย ว่าตกลงเราจะพิจารณาเรื่องสิทธิมนุษยชน
ไทยอย่างไร ตกลงของเราก้าวหน้าขึ้น ล้าหลังลง หรือถ้ามันมีทั้งสองส่วนจะพิจารณาอย่างไร จะพิจารณาในแง่ของการบวกลบข้อมูลกัน หรือจะเข้าใจมันอย่างเป็นระบบ
ยิ่งถ้าพิจารณาเรื่องของระบอบการปกครอง แน่นอนว่าสังคมในวันนี้เป็นเผด็จการ แต่ก็ยังมีหลายคนที่ตั้งคำถามที่น่าสนใจว่าในยุคประชาธิปไตยเองก็มีแนวโน้มและร่องรอยของกระแสอำนาจนิยมได้เช่นกัน โดยเฉพาะในกรณีที่เสียงข้างมากไม่ฟังเสียงข้างน้อย หรือละเมิดกติกาในการอยู่ร่วมกัน
ส่วนจะพิจารณาว่าทุกวันนี้เป็นระบอบทหารนิยม อันนี้ก็น่าสนใจถ้าจะพิจารณาในแง่วัฒนธรรม แต่ถ้าพิจารณาในรายละเอียดเราจะพบว่าระบอบที่เราอาจเรียกว่าทหารนิยมนั้นจะต้องมีพันธมิตรสนับสนุน ซึ่งไม่ใช่แค่ทหารและประชาชนเฉยๆ ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจหรือระบบราชการขนาดใหญ่ ดังนั้นประเด็นที่ว่าทหารนิยมนั้นจึงยังไม่ครอบคลุมพอ
ที่มาที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ผมคิดหนักเรื่องของการนิยามระบอบที่เป็นอยู่นี้ มาจากเรื่องใหญ่สองเรื่อง เรื่องแรกคือ การพยายามอธิบายของท่านผู้นำระบอบปัจจุบันว่าสิ่งสำคัญที่เป็นภารกิจของคณะผู้ปกครองนี้ก็คือการรักษาความสงบและการทำให้ทุกคนเคารพกฎหมาย
จะเห็นได้ว่าคำอธิบายเรื่องนี้มีอยู่บ่อยๆ ว่าคณะผู้ปกครองนี้แม้ว่าจะมาอย่างผิดกฎหมาย แต่ก็ได้มีกระบวนการทางกฎหมายเองที่แปรเปลี่ยนสิ่งที่เคยผิดกฎหมาย (แต่อ้างว่าจำเป็น นั่นก็คือการฉีกรัฐธรรมนูญเก่าผ่านการทำรัฐประหาร เป็นต้น) กลายมาเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย เช่น การใช้รัฐธรรมนูญใหม่และคำสั่งต่างๆ ของคณะผู้ปกครอง แต่หลังจากนั้นแล้วการกระทำที่คณะผู้ปกครองทำนั้นก็ล้วนแล้วอยู่ในกรอบกฎหมาย ไม่ได้เป็นเรื่องตามอำเภอใจ
กฎหมายที่รองรับการกระทำของคณะผู้ปกครองจึงเปรียบเสมือนเกราะคุ้มกันการกระทำของพวกเขา และกลายสภาพเป็นเงื่อนไขสำคัญที่เป็นข้ออ้างได้ว่านี่คือเอกราชและอำนาจอธิปไตยที่ต่างประเทศไม่ควรมาละเมิด เพราะพวกนั้นไม่เข้าใจความพิเศษของสังคมไทย
คำถามก็คือ กระบวนการการใช้กฎหมายเช่นนี้ถือเป็นการปกครองโดยหลักนิติธรรม (rule of law) จริงหรือ?
หรือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือการปกครองด้วยกฎหมายในฐานะเครื่องมือของผู้ปกครอง (rule by law) เสียมากกว่า?
ในประการที่สองที่นำมาสู่การตั้งข้อสงสัยว่าเราจะเรียกระบอบในปัจจุบันนี้ว่าอย่างไร เราก็คงต้องไปสนใจทิศทางของความสัมพันธ์ในการใช้อำนาจที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญฉบับคุณมีชัยอยู่ประเด็นหนึ่งที่มีการตั้งคำถามกันอยู่พอสมควร ซึ่งผมเองคิดว่าคณะผู้ร่างนั้นมีเจตนาดีอย่างไม่เป็นที่กังขา แต่วิธีคิดเช่นนี้แหละครับที่เป็นร่องรอยสำคัญที่ทำให้เราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองไทยได้มากขึ้น
นั่นก็คือการมองว่ารัฐนั้นจะต้องมี “หน้าที่” บางประการในการดูแลประชาชน แทนที่จะมองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็น “สิทธิ” ของประชาชน โดยรูปธรรมก็คือการทำให้สิทธิบางประการของประชาชนและชุมชนเป็นภารกิจที่รัฐจะต้องทำ โดยไม่ต้องมาตีความและร้องขอ แต่จะได้เป็นช่องทางที่สามารถจัดการรัฐได้ด้วยกฎหมายที่ระบุหน้าที่ภารกิจ และแถมด้วยการสนับสนุนทางงบประมาณให้กับหน่วยงานของรัฐไปเสียเลย
ผมจึงขอสรุปในเบื้องต้นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ในระบอบการเมืองของไทยเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบรัฐนิยมใหม่” นั่นก็คือการรวมศูนย์อำนาจไปที่รัฐในแบบใหม่ ทั้งนี้ในทางรัฐศาสตร์มีการวิเคราะห์ในแง่ของทฤษฎีรัฐอย่างซับซ้อน ดังนั้นจะไม่ขอพูดในรายละเอียดในงานชิ้นนี้ แต่จะขอย้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นจะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อเราเห็นภาพว่ารัฐถูกทำให้เป็นศูนย์กลางของอำนาจในความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรมในทุกวันนี้
เริ่มตั้งแต่เรื่องกฎหมายเอง สิ่งที่สำคัญก็คือการแปรคำสั่งการของรัฐให้เป็นกฎหมาย และการกระชับอำนาจต่างๆ โดยการใช้กระบวนการของศาลทหารเข้ามาเร่งรัดการใช้อำนาจมากขึ้น เพื่อให้บรรลุภารกิจของรัฐ
หัวใจสำคัญของการใช้ศาลทหารและการใช้มาตรา 44 น่าจะเป็นเรื่องของการเร่งรัดการตัดสินใจต่างๆ ให้มากขึ้น ซึ่งในแง่นี้เราย่อมจะเห็นรูปรอยและอิทธิพลทางความคิดแบบทหารที่จะเข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นระบบ แต่เราต้องเข้าใจก่อนว่าแนวคิดกระบวนการยุติธรรมแบบทหารนั้นก็มีระบบของเขาอยู่ ใช่ว่าเขาจะไม่มีระบบเอาเสียเลย เพียงแต่เราต้องเข้าใจระบบคิดของพวกเขาเช่นกัน ทั้งในส่วนของวิธีและระบบคิดของพวกเขาเอง และความสามารถในการที่จะนำเสนอระบบคิดและผลประโยชน์ของพวกเขาให้กลายเป็นผลประโยชน์และระบบคิดของสังคมโดยรวม
ประการต่อมา เราจะพบว่าแนวคิดรัฐนิยมใหม่นั้นสนใจเรื่องของการสร้างเครือข่ายระหว่างรัฐกับสถาบันอื่นๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจและสังคม โดยที่เราเห็นในเรื่องของประชารัฐซึ่งเป็นความพยายามและการทดลองที่จะหาความร่วมมือและสร้างภาคีพันธมิตรใหม่ๆ กับภาคธุรกิจเอกชน และโครงข่ายประชาสังคม
กล่าวคือ การสร้างเครือข่ายกับภาครัฐและประชาชนนี้เป็นลักษณะที่ในกรอบการศึกษารัฐศาสตร์เมื่อหลายสิบปีก่อนเคยเป็นที่สนใจอยู่พักใหญ่ ที่เรียกว่า corporatism หรือการจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับกลุ่มพลังต่างๆ ในสังคม อย่างในยุคของป๋าเปรมก็มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมรัฐและเอกชน ซึ่งได้แก่เรื่องของการที่รัฐสร้างความสัมพันธ์ในระดับเครือข่ายการร่วมตัดสินใจกับตัวแทนเอกชนอย่างเป็นระบบ ผ่านการเชื่อมโยงกับหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคาร ทั้งในระดับส่วนกลางและในระดับจังหวัด ขณะที่ในวันนี้รัฐพยายามผลักดันเครือข่ายใหม่คือรัฐและทุนใหญ่และเอ็นจีโอบางกลุ่มเข้าร่วมหุ้นกันเป็นเครือข่ายประชารัฐ เป็นต้น
ประการต่อมาก็คือ เรื่องของสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย เราจะพิจารณาอย่างไรในยุครัฐนิยมสมัยใหม่ ซึ่งผมเห็นว่า รัฐมองว่าสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องที่แปลกแยกจากภารกิจของรัฐ และในหลายเรื่องประเทศของเราก็มีความก้าวหน้าขึ้น โดยเฉพาะสิทธิมนุษยชนทางเศรษฐกิจและสังคม ดังที่ทั่วโลกให้การชื่นชม และนั่นก็คือตัวชี้วัดว่าใช่ว่าเมืองไทยจะขาดแคลนวัฒนธรรมของการมีสิทธิมนุษยชนแบบสากลไปเสียทั้งหมด
แต่ถ้ามองตามกรอบรัฐนิยมแล้วความสำเร็จในการผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าของสิทธิ
มนุษยชนที่เกี่ยวเนื่องกับสิทธิทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ไม่ยากในสังคมรัฐนิยม เพราะยิ่งมีการขยายสิทธิทางเศรษฐกิจและสังคมมากไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งเสริมให้เห็นว่ารัฐมีอำนาจในการกำหนดและนิยามสิทธิเหล่านั้นมากขึ้น ตราบใดที่สิทธิเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจำกัดอำนาจของรับเอง แต่เป็นเรื่องของการให้อำนาจแก่รัฐในการขยายสิทธิเหล่านั้นที่ไปผูกพันกับพันธะสัญญากับต่างประเทศ
เรื่องใหญ่จริงๆ จึงอยู่ที่เรื่องของสิทธิทางการเมืองนี่แหละครับ เพราะมันไปผูกพันกับเรื่องใหญ่ นั่นก็คือเรื่องของรัฐนิยม หรือโครงสร้างและความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมที่เชื่อมโยงกับเรื่องของรัฐ ซึ่งผมอยากจะเน้นมากกว่าเรื่องแค่วัฒนธรรมเฉยๆ อาทิ ตกลงเราเป็นสังคมที่ไม่ให้ค่าความเป็นมนุษย์กันเลยเหรอ ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่ เพราะเรื่องใหญ่ในการศึกษาเรื่องของการใช้อำนาจโดยเฉพาะอำนาจทางการเมืองนั้นมันอยู่ที่ว่าเราพิจารณาประเด็นเรื่องของความสามารถในการประกาศข้อยกเว้นได้อย่างไร ไม่ใช่ใครคิดจะใช้อำนาจอะไรก็ใช้ได้
อำนาจในสังคมเผด็จการ โดยเฉพาะในเผด็จการสมัยใหม่ที่โลกมันเชื่อมโยงกัน และสังคมเต็มไปด้วยคนที่มีความรู้และมีอารยะ อำนาจเผด็จการมันเกิดขึ้นได้ไม่ใช่แค่เรื่องของการมีกติกา แต่มันเกี่ยวเนื่องกับการสร้างเหตุผล คำอธิบาย และความชอบธรรมว่าสิ่งที่โดยทั่วไปแล้วเราไม่เห็นด้วยว่าควรทำนั้นทำไมเราจะต้องทำ ดังนั้นเราจึงเห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐนิยมใหม่ก็ต้องทำงานหนักทั้งตัวกลไกของรัฐเอง และแนวร่วมที่จะต้องสร้างคำอธิบายในการละเมิดสิทธิมนุษยชน
โดยชี้ให้เห็นว่ามันมีเงื่อนไขในเชิงอรรถประโยชน์นิยมอยู่ในนั้น ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างเงื่อนไขที่สูงกว่าการบอกว่าฉันทำได้เลย
มาสู่เงื่อนไขว่า ฉันทำได้เพราะฉันมีเอกราช
มาสู่เงื่อนไขว่า ทุกคนมีปัญหาทั้งนั้น สังคมของพวกแกก็มี อย่ามาสะเออะสั่งสอนคนอื่น
อีกขั้นหนึ่งก็คือ ฉันทำได้เพราะฉันมีกฎหมายรองรับ
และสูงขึ้นมาอีกชั้นก็คือ ฉันทำได้เพราะฉันต้องคำนึงถึงคนส่วนมาก ในแง่ของการรักษาความสงบเรียบร้อย ไม่ให้มีความวุ่นวายทางสังคม
การสร้างบทสนทนากับระบอบรัฐนิยมเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เพราะจะต้องระวังกับการใช้กรอบเรื่องอรรถประโยชน์นิยมที่มีทั้งเงื่อนไขส่งเสริมและสกัดกั้นเสรีภาพของตัวเรา เฉกเช่นเดียวกับประชาธิปไตยแบบอรรถประโยชน์นิยมเต็มรูปที่มองว่าการเลือกตั้งคือความถูกต้องในทุกเรื่อง โดยไม่คำถึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนเอง นั่นแหละครับ ดังนั้นการเผชิญหน้ากับเงื่อนไขอรรถประโยชน์นิยมแบบสุดโต่งที่มาตั้งแต่ว่าเสียงประชาชนข้างมากคือเสียงสวรรค์ มาจนถึงกับการไม่ออกมาขับไล่เผด็จการด้วยเสียงข้างมากคือเสียงสวรรค์ก็เป็นเรื่องที่เราต้องมีสติกับมันพอๆ กัน
สิ่งที่เราจะต้องพิจารณากันต่อก็คือเรื่องของเสรีภาพของผู้คนในเงื่อนไขของการปกครองที่อิงกับอรรถประโยชน์นิยมเช่นนี้ สิ่งนี้สำคัญไม่น้อยกว่าการไล่พิจารณาในรายละเอียดว่าเราละเมิดสิทธิมนุษยชนกี่ข้อ และเราสนับสนุนสิทธิมนุษยชนไปกี่ข้อ แล้วเชื่อว่าหักกลบลบกันได้
มาสู่เรื่องของการไม่ปล่อยให้เกิดคำอธิบายในแบบของการแลกเปลี่ยนทดแทนกันได้ เช่น คำอธิบายยอดฮิตที่มีไว้ลดทอนเรื่องสิทธิมนุษยชนเสมอๆ โดยการสร้างคำอธิบายแบบสามานย์กับเงื่อนไขที่ว่า เสรีภาพมีได้แต่ต้องไม่ใช่ไปละเมิดเสรีภาพของคนอื่น
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือคำอธิบายเช่นนี้ถูกทำให้สามานย์ไปเป็นดุลพินิจของรัฐที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนในแง่สถาบัน (คือประชาชนไม่ได้เลือกมา แต่อ้างว่าถ้าไม่มีคนลุกฮือขึ้นขับไล่แปลว่ายอมรับให้ปกครองต่อไป) โดยอ้างว่าจำต้องละเมิดสิทธิเสรีภาพของทุกคนเพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดเสรีภาพของคนใดคนหนึ่งอยู่บ่อยครั้ง
หรือความสามานย์ของการอธิบายว่าเราสามารถนำเอาการละเมิดสิทธิมนุษยชนมาเป็นเงื่อนไขได้หากสิ่งนั้นนำมาซึ่งเสถียรภาพทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม
ประเด็นท้าทายคือเราต้องหลุดออกจากกรอบของการนำเอาเรื่องสิทธิมนุษยชนไปแลกกับเรื่องนี้เรื่องนี้ให้ได้ เพราะการแลกเปลี่ยนเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างข้อยกเว้นเพื่อทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนเสียเองครับ

