ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม สนช.วาระ 3 ไปแล้วสำหรับร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หรือร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์
มีการอภิปรายรายมาตราทั้งร่าง จำนวน 81 มาตรา กว่า 2 ชั่วโมง แต่ไม่มีข้อเสนอให้แก้ไขหรือปรับปรุงก่อน สนช.ลงมติเห็นชอบ 133 เสียง งดออกเสียง 16 เสียง
ทันทีที่ร่าง พ.ร.บ.นี้ผ่านความเห็นชอบจาก สนช.ก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั้งจากโลกโซเชียล กลุ่มประชาชน และกลุ่มการเมือง ว่าร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์อาจ “ละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลได้”
โครงการอินเตอร์เน็ตกฎหมายเพื่อประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) ที่เกาะติดเรื่องนี้มาตลอด ได้ตั้ง 8 ปมข้อกังวล
1.นิยามภัยคุกคามไซเบอร์ตีความได้กว้าง ครอบคลุม เนื้อหาบนโลกออนไลน์ 2.เจ้าหน้าที่รัฐสามารถขอข้อมูลจากใครก็ได้เพื่อประโยชน์ในการทำงาน
3.กฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่ ยึด-ค้น-เจาะ-ทำสำเนา คอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์ 4.เมื่อมีภัยคุกคามไซเบอร์ร้ายแรงขึ้นไป เจ้าหน้าที่รัฐสามารถสอดส่องข้อมูลได้แบบ Real-time
5.ในกรณีจำเป็นเร่งด่วน เจ้าหน้าที่สามารถใช้อำนาจได้โดยไม่ต้องขอหมายศาล 6.การใช้อำนาจยึด ค้น เจาะ หรือขอข้อมูลใดๆ ไม่สามารถอุทธรณ์เพื่อยับยั้งได้
7.เมื่อมีภัยคุกคามไซเบอร์ระดับวิกฤต ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ และ 8.ผู้ใดฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งมีทั้งโทษปรับและโทษจำคุก
โดยประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากสุด กรณีที่มาตรา 67 ระบุ “หากมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน และเป็นภัยคุกคามทางไซเบอร์ ระดับวิกฤต ให้อำนาจเลขาธิการคณะกรรมการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องยื่นคำร้องต่อศาล แต่ต้องแจ้งภายหลัง”
ชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) มองว่า “จะมีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคล เพราะให้อำนาจเลขาฯ กมช. สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าไปในอสังหาริมทรัพย์หรือสถานประกอบการของบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรณีจำเป็นเร่งด่วนโดยไม่ต้องขอหมายจากศาล
อาจมีการใช้ช่องว่างตรงนี้เข้าไปตรวจสอบควบคุมยึดคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของบุคคลได้
และในอนาคตกฎหมายนี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายรัฐในการควบคุมวิถีชีวิตของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์อย่างมีนัยสำคัญ”
สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์ส่วนอื่นๆ มีการกำหนดให้มีคณะกรรมการจากภาครัฐเข้ามาควบคุมดูแล อาทิ คณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน้าที่กำหนดนโยบายให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ รวมถึงนโยบายการบริหารจัดการที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
คณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กกม.) ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานกรรมการ สามารถออกคำสั่งให้ “สมช.” ดำเนินการตามมาตรา 60 กำหนด เช่น รวบรวมข้อมูลหรือพยานเอกสารพยานบุคคล พยานวัตถุ ที่เกี่ยวข้องเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และประเมินผลกระทบจากภัยคุมคามทางไซเบอร์ เป็นต้น
แม้ว่าทางรัฐบาล กระทรวงดิจิทัลฯ จะออกมายืนยันว่าร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์ จะไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างแน่นอน
การมีร่าง พ.ร.บ.นี้เพื่อป้องภัยคุกคามทางไซเบอร์มีจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้นและทวีความรุนแรงขึ้น ถือเป็นเรื่องดี
แต่หากท้ายที่สุดกฎหมายนี้ถูกนำไปใช้โดยผิดวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ก็ย่อมไม่พ้นการละเมิดสิทธิ เสรีภาพ
สุพัด ทีปะลา

