ความนำ
การปกครองระบอบประชาธิปไตยประกอบด้วยอำนาจอธิปไตย 3 ส่วน ได้แก่ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ โดยนิติบัญญัติเป็นฝ่ายออกกฎหมาย บริหารเป็นฝ่ายนำกฎหมายไปใช้บังคับในการบริหารประเทศ และตุลาการเป็นฝ่ายตัดสินปัญหาจากการใช้กฎหมาย เมื่อพิจารณาในภาพรวม “กฎหมาย” เป็นกลไกสำคัญในการปกครองระบอบนี้ ซึ่งเรียกว่า “นิติรัฐ” ดังนั้นการมีองค์กรวิชาชีพที่กำกับดูแลการบังคับใช้กฎหมายย่อมเป็นสิ่งจำเป็นต่อความเชื่อมั่นและการยอมรับจากสังคม และองค์กรหนึ่งที่สำคัญคือ “เนติบัณฑิตยสภา”
จากการจัดตั้งโรงเรียนกฎหมาย โดยพระบรมราโชบายแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และมีการสอบไล่เป็นเนติบัณฑิตรุ่นแรก เมื่อ พ.ศ.2440 ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ทรงมีพระราชดำริจัดตั้งเนติบัณฑิตยสภาเพื่อกำกับดูแลการศึกษาวิชากฎหมายและความประพฤติของทนายความ ด้วยการตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่างข้อบังคับตามแนวพระราชดำริ แล้วทูลเกล้าฯ ถวายร่างข้อบังคับ เมื่อพระองค์ได้ทรงตรวจแก้ไขแล้ว ได้พระราชทานข้อบังคับคืนมา เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2457 และทรงรับเนติบัณฑิตยสภาไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในวันเดียวกัน
จึงถือวันดังกล่าวเป็นวันกำเนิดเนติบัณฑิตยสภา ส่วนเนติบัณฑิตยสภาจะเป็นองค์กรวิชาชีพอย่างไรหรือไม่ ขอนำเสนอข้อมูลและเหตุผลเพื่อพิจารณาประกอบต่อไป
การเป็นองค์กรวิชาชีพ
องค์กรวิชาชีพ หมายถึง การรวมกลุ่มของบุคคลที่ประกอบอาชีพ โดยใช้วิชาความรู้หรือความสามารถพิเศษในการปฏิบัติงาน องค์กรวิชาชีพนี้มีความสำคัญต่อสังคม จึงต้องมีการควบคุมให้มีคุณภาพ มีคุณธรรม เป็นที่ยอมรับของสังคม และมีการพัฒนาความรู้ความสามารถอยู่เสมอ ดังนั้นองค์กรวิชาชีพจึงต้องมีภารกิจสำคัญต่อไปนี้
1.ควบคุมคุณภาพของผู้ประกอบวิชาชีพ เพราะวิชาชีพมีความสำคัญ และความรับผิดชอบต่อสังคม หากไม่มีการควบคุมอาจเกิดความเสียหายได้ ดังนั้นผู้ประกอบวิชาชีพจึงมีการพัฒนาตนเอง และการทดสอบมาตรฐานความรู้ความสามารถอย่างสม่ำเสมอ
2.ควบคุมวินัยและจรรยามารยาทของผู้ประกอบวิชาชีพ โดยวางกรอบการปฏิบัติตน ด้วยคุณธรรมจริยธรรมควบคู่กับความรู้ความสามารถ เพื่อความเชื่อถือและศรัทธาจากสังคม
3.การวางกรอบมาตรฐานการเข้าสู่วิชาชีพ เพื่อป้องกันมิให้ผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติ ไม่มีคุณภาพ และไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพอเข้ามาสู่วงการวิชาชีพ เช่น การกำหนดให้มีใบประกอบวิชาชีพของแต่ละวิชาชีพ เป็นต้น
4.การศึกษาอบรม ให้มีความตระหนักในอุดมการณ์ของวิชาชีพ การอบรมเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ ความเสียสละ และการรับใช้สังคม
5.รักษาผลประโยชน์ขององค์กรวิชาชีพ ได้แก่ ค่าตอบแทน ผลประโยชน์ต่างๆ และมาตรการป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของวิชาชีพทั้งหลาย
หากองค์กรใดมีภารกิจสำคัญห้าประการนี้ ย่อมถือเป็นองค์กรวิชาชีพ อันเป็นองค์ประกอบขององค์กรวิชาชีพทั้งในประเทศและต่างประเทศ
การเป็นองค์กรวิชาชีพของเนติบัณฑิตยสภา
จากภารกิจหรือองค์ประกอบขององค์กรวิชาชีพกับความเป็นมาของเนติบัณฑิตยสภา บ่งบอกถึงการเป็นองค์กรวิชาชีพของเนติบัณฑิตยสภาดังนี้
1.การควบคุมคุณภาพของประกอบวิชาชีพ กรณีของทนายความที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเป็นองค์กรวิชาชีพนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชดำริจัดตั้งเนติบัณฑิตยสภา นอกจากจัดการศึกษาขึ้นในสยามประเทศแล้ว ยังมีพระราชประสงค์สำคัญคือ การรักษาความประพฤติของทนายความอีกส่วนหนึ่งด้วย ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัณฑิตเนติบัณฑิตยสภา พ.ศ.2507
มาตรา 4 เนติบัณฑิตยสภามีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
(2) ควบคุมมารยาททนายความตามกฎหมายว่าด้วยทนายความ
(3) ส่งเสริมความสามัคคีและผดุงเกียรติของสมาชิก
2.วินัยและจรรยามารยาท แม้ทนายความได้แยกออกจากเนติบัณฑิตยสภาด้วยการตราพระราชบัญญัติทนาย พ.ศ.2528 แต่คุณสมบัติของผู้สอบคัดเลือกเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาและอัยการผู้ช่วย กำหนดให้เป็นสามัญสมาชิกของเนติบัณฑิตยสภา ซึ่งข้อบังคับเนติบัณฑิตยสภา พ.ศ.2507 มีมาตรการรับสมาชิกและกำกับดูแลสมาชิกให้อยู่ในมาตรฐานวิชาชีพกฎหมาย
3.การวางกรอบมาตรฐานวิชาชีพ เนติบัณฑิตยสภามีการจัดสอบวัดความรู้เพื่อประกาศนียบัตร เพื่อใช้เป็นคุณสมบัติประการหนึ่งในการสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาและอัยการผู้ช่วย รวมทั้งสภาทนายความที่เป็นกรรมการประเภทหนึ่งของเนติบัณฑิตยสภาก็มีการสอบเพื่อรับอนุญาตว่าความหรือเป็นทนายความด้วย
4.การศึกษาอบรม เริ่มจากโรงเรียนกฎหมายที่ให้การศึกษาอบรมโดยตรงและดังพระราชบัญญัติเนติบัณฑิตยสภา พ.ศ.2507 มาตรา 4 เนติบัณฑิตยสภามีวัตถุประสงค์ (1) ส่งเสริมการศึกษานิติศาสตร์ และการประกอบวิชาชีพกฎหมาย ประกอบด้วยข้อบังคับเนติบัณฑิตยสภา พ.ศ.2507 ข้อ 48 ให้มี “สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประสิทธิ์ประสาท และส่งเสริมการศึกษานิติศาสตร์ และความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพกฎหมาย
5.การรักษาผลประโยชน์ของวิชาชีพ ตามข้อบังคับเนติบัณฑิตยสภา พ.ศ.2507 หมวด 5 คณะกรรมการ นอกจากนายกและอุปนายก ซึ่งเป็นกรรมการ โดยตำแหน่งตามความในมาตรา 7 ยังให้มีกรรมการอื่นอีก 20 คน ซึ่งเลือกตั้งจากบุคคล 4 ประเภทที่เป็นสามัญสมาชิกมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 10 ปี ประเภทละ 5 คน คือ
(1) ข้าราชการตุลาการ
(2) ข้าราชการอัยการ
(3) ทนายความ
(4) บุคคลอื่นนอกจาก (1) (2) (3)
คณะกรรมการที่กล่าวมาทั้งหมด ล้วนเกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคล ซึ่งมีแนวทางในการรักษาผลประโยชน์และความเป็นธรรมของแต่ละวิชาชีพ
ผลของการเป็นองค์กรวิชาชีพ
เมื่อพิจารณาตามข้อมูลข้างต้นย่อมเป็นการยืนยันการเป็นองค์กรวิชาชีพของเนติบัณฑิตยสภา ซึ่งส่งผลต่อวงวิชาชีพกฎหมายหลายประการ คือ
1.การเป็นรากฐานสำคัญของวิชาชีพกฎหมาย เพราะการปฏิรูปกฎหมายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นการเริ่มการเรียนการสอนกฎหมาย แต่ยังไม่มีการกำกับดูแลผู้สำเร็จการศึกษากฎหมายที่ออกไปประกอบวิชาชีพกฎหมาย ต่อเมื่อจัดตั้งเนติบัณฑิตยสภา ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2457 จึงเกิดองค์กรวิชาชีพกฎหมายตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับมาตรฐานและคุณภาพของนักกฎหมายไทย
2.ความเชื่อมั่นของสังคม จากมาตรฐานและคุณภาพของนักกฎหมายที่กำกับดูแลโดยเนติบัณฑิตยสภา ทำให้สังคมเชื่อมั่นและยอมรับวิชาชีพกฎหมาย นักกฎหมายไทยย่อมมีความสำคัญ และทำประโยชน์ให้สังคมได้อย่างกว้างขวาง ทัดเทียมกับวิชาชีพอื่นๆ
3.การศึกษาและการพัฒนา เนติบัณฑิตยสภาจัดให้มีสำนักอบรมกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาเพื่ออบรม และพัฒนาการศึกษาขั้นสูงต่อจากการศึกษาในสถาบันการศึกษากฎหมายทั่วไป นอกจากนี้ได้จัดอบรมกฎหมายในหลักสูตรต่างๆ ตามความต้องการ และการเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย ทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายมีโอกาสได้ศึกษาและพัฒนาความรู้ได้อย่างทันสมัย
4.คณะกรรมการด้านมาตรฐานและจรรยาบรรณ โดยเนติบัณฑิตยสภาบริหารงานในรูปคณะกรรมการ มีผู้แทนจากวิชาชีพ 4 ประเภท ได้แก่ ข้าราชการตุลาการ ข้าราชการอัยการ ทนายความ และบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย
ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของวิชาชีพที่มีกรอบมาตรฐานและการควบคุม โดยคณะกรรมการจากผู้แทนของผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย เช่นเดียวกับองค์กรวิชาชีพทั่วไป
กล่าวโดยสรุป
ด้วยข้อมูลและองค์ประกอบที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ย่อมถือว่าเนติบัณฑิตยสภาเป็นองค์กรวิชาชีพองค์กรหนึ่ง เช่นเดียวกับองค์กรวิชาชีพอื่นๆ โดยมีภารกิจในการกำกับดูแลการประพฤติปฏิบัติของนักกฎหมาย การเข้าสู่วิชาชีพที่เป็นหลักสำคัญของสังคม เป็นแหล่งพัฒนาความรู้ด้านกฎหมาย
และเป็นองค์กรที่สร้างมาตรฐานกลางในการวัดความรู้ทางกฎหมาย ที่ทำให้มาตรฐานการศึกษากฎหมายในสถาบันอุดมศึกษาทั้งรัฐและเอกชน มาสู่มาตรฐานเดียวกันจากการสอบวัดความรู้ของเนติบัณฑิตยสภานั่นเอง

