หน้าแรก คอลัมนิสต์ หน้ากากมโนราห...

หน้ากากมโนราห์ เปลี่ยนโฉมหน้า เพลงสมัยนิยมไทย โดย สุกรี เจริญสุข

3.03.19 | 13:00 น.

มีคนส่งเพลง “น้ำตาโนราห์” ขับร้องโดย หน้ากากมโนราห์ มาให้ฟังผ่านมือถือ ต้องฟังแล้วฟังอีก แถมต้องไปค้นฟังเพลงอื่นอีกหลายเพลง ต้องกลับไปฟังเพลงต้นฉบับ น้ำตาโนราห์ ที่ขับร้องโดย คุณดวงจันทร์ สุวรรณี เพราะรู้สึกติดใจเสียงนักร้องคนที่อยู่ในหน้ากากคนนี้มาก

ถามนักดนตรีใกล้ตัว ซึ่งทุกคนก็อยู่ในวงการนักร้องนักดนตรี ทุกคนก็บอกว่า เธอยังอยู่ในหน้ากาก (มโนราห์) ก็ยังไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร ผมติดใจแนวเพลงที่เธอร้องมาก ซึ่งการผสมผสานลีลาการร้องเพลงกับทำนองเพลงพื้นบ้าน เสียงเพลงพื้นบ้าน เสียงเอื้อนเพลงไทยเดิม และเสียงร้องที่เป็นสากล เธอทำได้อย่างยอดเยี่ยม สุดยอด และเจ๋งจริง

เธอร้องเพลงได้งดงามกว่าต้นฉบับด้วยซ้ำไป

ในอดีตนั้น เพลงไทยสากล ศิลปินไทยเริ่มต้นร้องเพลงด้วยการเลียนแบบและการทำซ้ำมาตลอด ในการทำเพลงสมัยนิยมใช้วิธีการตามฝรั่ง “ตามเขาว่าเก่ง ทำเองว่าโง่” เลียนแบบเพลงจีนแผ่นดินใหญ่ ลอกเลียนเพลงจีนไต้หวัน จีนฮ่องกง เดินตามเพลงญี่ปุ่น เพราะศิลปินของไทยไม่กล้า ไม่มั่นใจที่จะคิดเองทำเอง เนื่องจากต้นทุนทางดนตรีมีน้อย ศิลปินไทยจึงอาศัยการเลียนแบบและการทำซ้ำเป็นหลัก

คนที่เก่งที่สุดก็จะเลียนแบบได้เหมือน หากใครสามารถที่จะเลียนแบบได้เหมือนก็ได้รับการยอมรับว่า “เก่ง” ความเก่งของศิลปินไทยสิ้นสุดอยู่ที่ความเหมือน ซึ่งในความเป็นจริง ความเหมือนไม่สามารถที่จะสร้างสรรค์งานเป็นของตัวเองได้ จึงทำซ้ำและจำทรงเอาไว้เท่านั้นเอง

Advertisement

ส่วนนักดนตรีไทยนั้น ครูเป็นต้นแบบ ยึดถือครูเป็นสรณะ การได้เป็นศิษย์ของครูนั้นก็ถือว่ามีค่าที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต ศิษย์จึงไม่มีใครกล้าที่จะแหกคอกออกจากคอกของครู การวัดรอยเท้าครูหรือหัวล้านนอกครูถือเป็นความผิดพลาดของชีวิต ผิดประเพณีที่ใหญ่โตมาก ถือเป็นการอุตริแหกคอก ออกแนวผิดไปจากครูที่สั่งสอน ขัดต่อประเพณี ถูกตราหน้าว่าเป็นคนขบถ เป็นนักโทษของสังคม

ศิลปะดนตรีเป็นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ศิลปะดนตรีนั้น ไม่มีเงื่อนไข ไร้พรมแดน และไม่มีข้อจำกัด ครูดนตรีจะต้องสอนให้นักเรียนดนตรีเก่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ คนรุ่นใหม่ต้องเก่งกว่าคนรุ่นเก่า ประเทศจึงจะมีอนาคต

ได้พยายามหาข้อมูลว่าใครเป็นคนร้องเพลง “น้ำตาโนราห์” ศิลปินที่สวมหน้ากากมโนราห์เป็นใคร ได้พยายามตรวจสอบไปที่นักร้องเป้าหมายว่า เธอเป็นใคร มีผลงานอะไรบ้าง ก็พบว่าเธอได้ร้องเพลงเขียนฝันไว้ข้างฝา เพลงกล่อม เพลงโทรหาครั้งสุดท้าย หรือเพลงคนคนนี้กำลังหมดแรง แต่ก็พบว่าเธอก็ร้องได้ดีเพราะเสียงเธอดี (เพลงอื่นในรายการอื่น) แต่โดยรวมแล้ว ดนตรีที่ห่อหุ้มเพลงให้เธอร้องเหล่านั้น สู้เสียงเธอไม่ได้ ดนตรีไม่ได้ทำให้เธอโดดเด่นเท่าการขับร้องในชุดหน้ากากมโนราห์

สิ่งที่ทำให้เพลงในชุดหน้ากากมโนราห์แปลกและแตกต่างออกไปคือ แนวดนตรีที่ช่วยอุ้มให้นักร้องในหน้ากากโดดเด่นมาก ฝีมือนักดนตรีที่ช่วยทำให้เพลงทำหน้าที่สมบูรณ์

นอกจากเธอร้องเพลงน้ำตาโนราห์แล้ว ยังมีเพลงอื่นที่เธอขับร้องอยู่ในรายการภายใต้หน้ากากมโนราห์ อาทิ เพลงไม่สมศักดิ์ศรี ซึ่งมีคุณหนึ่ง จักรวาล (จักรวาล เสาธงยุติธรรม) เป็นผู้ดูแลดนตรี ทั้งการเรียบเรียงเสียงประสาน เล่นดนตรีเอง การเลือกเพลงที่สามารถจะพัฒนาเสียงของนักร้องเต็มศักยภาพเป็นเรื่องสำคัญมาก คุณหนึ่ง จักรวาล สามารถดึงศักยภาพของนักร้องมานำเสนอได้อย่างงดงามยิ่ง

เนื้อร้องเพลงไทยสมัยนิยมที่นำมาร้องในรายการ ไม่ได้เป็นกลอนแปดหรือบทกวีอีกต่อไป แต่เป็นเนื้อร้องที่สร้างอารมณ์ของเพลงได้ อย่างเพลงไม่สมศักดิ์ศรี หรือเพลงคำตอบสุดท้าย ที่หน้ากากมโนราห์ขับร้อง ต้องใช้ความสามารถในการร้อง และในขณะเดียวกันเพลงทำให้นักร้องสามารถที่จะอวดศักยภาพในการร้องเพลงได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งการนำเสนอความสามารถนั้น ทำให้ศักยภาพของนักร้องโดดเด่น ประหนึ่งว่าเป็นการเริ่มศักราชใหม่ของวงการเพลงไทยสากลเลยทีเดียว นักร้องแบบคาราโอเกะก็ร้องตามได้ยาก

ในการเรียบเรียงเสียงดนตรีเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง คุณหนึ่ง จักรวาล ได้เปลี่ยนดนตรีไปจากวิธีเก่าก่อน ได้ใช้ความรู้ในการเรียบเรียงเสียง เข้าใจความเป็นไทย เข้าใจความเป็นพื้นบ้าน และเข้าใจความเป็นสากล ขณะเดียวกันก็มีนักดนตรีที่มีฝีมือสูงรองรับ ทำเสียงดนตรีที่ต้องการได้ นักดนตรีที่มีทักษะการเล่นดนตรีได้ดี มีฝีมือที่ไร้ขอบเขต สามารถเล่นดนตรีได้อย่างอัศจรรย์ ทั้งเครื่องดนตรีไทย เครื่องดนตรีสากล และเครื่องดนตรีพื้นบ้าน การที่มีนักดนตรีมีฝีมือสูง การเรียบเรียงเสียงที่เข้าถึงเพลง นักร้องที่มีความสามารถ จึงทำให้เพลงมีความเข้มแข็งมาก

สิ่งที่เห็นก็คือ นักดนตรีคือนักดนตรี ไม่ได้แบ่งเป็นพื้นบ้าน เป็นไทย หรือเป็นสากล อีกต่อไป

เพลงที่ขับร้องโดย “หน้ากากมโนราห์” ได้ข้ามความเป็นไทย ข้ามความเป็นสากล สามารถนำความเป็นไทยสู่สากลได้ ได้ข้ามการตั้งเสียงของเครื่องดนตรี ซึ่งทะเลาะกันมาร่วมศตวรรษ โดยการปรับเครื่องดนตรีให้เสียงสมานกันทั้งเครื่องดนตรีไทยและสากล การเลือกใช้เสียงระนาด เสียงปี่ ซออู้ เปิงมางคอก ฟังดูง่ายๆ แต่ก็ใช้จนฟังเพลิน การเอื้อนเสียงของนักร้องจากไทยไปสากล ก็ทำได้อย่างกลมกลืน เป็นการเลือกใช้เสียงได้อย่างชาญฉลาดและลงตัว สร้างเสน่ห์เสียงให้เพลงไม่เชย ทั้งหมดเพื่อสนับสนุนเสียงร้องให้โดดเด่น

นักเรียบเรียงเสียงประสานดนตรีที่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงสังคมไทยในอดีตนั้น มีตั้งแต่พระเจนดุริยางค์ ผู้เรียบเรียงเพลงชาติ เพลงในวงดุริยางค์กรมศิลปากร ครูนารถ ถาวรบุตร ได้ทำเพลงปลุกใจของกองทัพ ครูบิลลี่ (คีติ คีตากร) ทำเพลงของวงสุนทราภรณ์ ครูอดิง ดีล่า (ไทยโทรทัศน์) ครูนริศ ทรัพย์ประภา (วงดนตรีรายการโทรทัศน์) ครูปราจีน ทรงเผ่า (วงดิอิมพอสซิเบิ้ล) คุณศรายุทธ สุปัญโญ วงดนตรีสมัยใหม่ และคุณหนึ่ง จักรวาล ทำเพลงในคณะทำงานของบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน คนเหล่านี้เป็นผู้สร้างเสียงใหม่ สร้างความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญให้แก่วงการเพลงไทยสากล

การนำเสนอนักร้องในหน้ากากต่างๆ ทำให้สังคมมีส่วนร่วม โดยเฉพาะการนำอดีตของสังคมมาใช้ใหม่ นักร้องที่แต่งตัวในชุดมโนราห์นั้น “สุดเว่อร์” ซึ่งต้องออกแบบและลงทุนมาก จนกลายเป็นจุดสนใจ ขับร้องเพลงได้เป็นอย่างดีเยี่ยม ทำให้การ “นำอดีตมาเชื่อมกับปัจจุบัน” ได้อย่างงดงามและลงตัว ต่อติดกับผู้คนในสังคม ทำให้คนดูต้องติดตาม คนฟังต่างให้ความสนใจ เพราะการใช้ความไพเราะเป็นความเปลี่ยนแปลงที่แนบเนียนมาก

การสร้างผลงานเพลงใหม่ โดยอาศัยรูปแบบที่สังคมยอมรับอยู่แล้ว นำมาเสนอโดยเพิ่ม “คุณภาพ” ที่เปี่ยมล้น ทำให้ประชาชนและมิตรรักแฟนเพลงได้รับรู้ในวงกว้าง แม้คณะกรรมการที่ร่วมเป็นสักขีพยานทั้งหลาย ก็พูดบ่อยๆ ว่า ฟังแล้วขนลุก ก็คงหมายถึงเส้นขนทุกๆ เส้นลุกชัน

แปลว่าพลังของเสียงนักร้องและเสียงดนตรีได้เข้าไปกระตุ้นทุกรูขุมขนให้ตื่นตัว เพราะลำพังการฟังทางหูไม่สามารถทำให้ขนลุกได้ขนาดนั้น

นักร้องในหน้ากากมโนราห์ เธอจะเป็นใครก็ไม่รู้ แต่เธอได้นำเสนอผลงานคุณภาพ เสียงร้องที่มีคุณภาพ ได้นักดนตรีที่สามารถใช้เสียงดนตรีสะกดผู้ฟังได้ ทั้งการออกแบบเพลง ออกแบบเสียงดนตรี ได้ใช้ฝีมือเล่นดนตรี นำเสนอในรูปแบบที่ลงตัว ทำให้บทเพลงและรายการ “ทายหน้ากากนักร้อง” มีความตื่นเต้น ที่สำคัญบทเพลงมีส่วนในการเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดของสังคมไทย เพราะว่าบทเพลงและเสียงดนตรีมีบทบาทสำคัญที่ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และเรื่องของจินตนาการในตัวมนุษย์

มีการแนะนำให้กลับไปฟังเพลง “หนักแผ่นดิน” ซึ่งก็ควรกลับไปฟังด้วย ผมเองก็กลับไปฟังเหมือนกัน ฟังแล้วก็รู้สึกได้ว่า สังคมไทยสมัยนั้นล้าหลังอยู่หลายปีแสงทีเดียว หากจะเปรียบกับนักร้องนักดนตรีที่ทำเพลงให้หน้ากากมโนราห์ ซึ่งก็อดรู้สึกภูมิใจไม่ได้ว่า สังคมไทยก็ยังมีคนเก่งทุกยุคทุกสมัย แม้เพลงหนักแผ่นดินจะไม่มีอนาคตแล้วก็ตาม แต่อย่างน้อยก็เป็นประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้เพื่อศึกษา

ขอชื่นชมนักร้องที่อยู่ภายใต้หน้ากากมโนราห์ ขอชื่นชมคุณหนึ่ง จักรวาล (จักรวาล เสาธงยุติธรรม) นักดนตรี และคณะทำงานรายการหน้ากากนักร้อง ที่สร้างสีสันและเปลี่ยนแปลงความรู้สึกของคนในสังคมไทยได้ อย่างน้อยก็รู้สึกว่า มีอนาคตและมีความหวัง